พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 6 ความทรงจำที่ไม่มีวันลืมเลือน
หวงเยี่ยซื่อจื่อปล่อยให้ความโกรธแค้นกัดกินหัวใจจนถึงขีดสุด ความเกลียดชังต่อเผ่าพันธุ์มังกรพลุ่งพล่านราวกับเปลวไฟที่ไร้ผู้ควบคุม ทว่าร่างกายที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันกลับไม่อาจต้านทานภาระทางอารมณ์นั้นได้ เปลือกตาค่อยๆหนักอึ้งลง ลมหายใจช้าลงโดยไม่รู้ตัว
ในที่สุดตัวเขาก็หลับไป
ทว่าความมืดมิได้สงบ
สติของเขาถูกดึงเข้าสู่ห้วงฝันอันหนักหน่วง ถูกพัดพาเข้าสู่เหตุการณ์ที่ฝังลึกอยู่ในส่วนลึกที่สุดของวิญญาณ
เขายืนอยู่กลางถนนสายหนึ่ง ท้องฟ้าเหนือศีรษะถูกบดบังด้วยเงาขนาดมหึมา
เสียงคำรามสั่นสะเทือนฟ้าดินดังก้องไปทั่วทุกทิศทาง อาคารสูงตระหง่านสั่นไหวราวกับต้นหญ้าในพายุ
จักรพรรดิมังกรอสูรเพลิงปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลัน
ร่างของมันสูงใหญ่หลายร้อยเมตร ปีกมหึมากางออกบดบังดวงอาทิตย์ เกล็ดสีดำทมิฬสะท้อนแสงเพลิงอย่างน่าสะพรึง อำนาจที่แผ่กระจายออกมาจากทุกอณูของร่างกายมัน ทำให้อากาศรอบด้านหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก
ใบหน้าของมันเปี่ยมไปด้วยความเย้ยหยันที่มีต่อเหล่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ ริมฝีปากแย้มยิ้มอย่างดูแคลน ราวกับสิ่งมีชีวิตเบื้องล่างล้วนไร้ค่า
นักล่ามังกรระดับสูงจำนวนมากที่อาศัยอยู่ภายในเมืองต่างพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เจตจำนงหลากหลายรูปแบบระเบิดออกมาพร้อมกัน แสงสว่าง สีสัน และพลังอันมหาศาลถาโถมเข้าใส่ร่างของจักรพรรดิมังกรอสูรเพลิง
พวกเขาใช้ทุกอาวุธ ใช้ทุกพลังที่มีอยู่ ใช้ทุกสิ่งที่เคยฝึกฝนมา ทว่าเพียงแค่ลมหายใจของอินเฟอร์นัส ทุกอย่างก็ถูกกวาดล้าง
ลมหายใจมังกรที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงสีดำพวยพุ่งออกมาราวกับพายุเพลิง อุณหภูมิสูงจนแม้แต่หินผาก็หลอมละลาย อาคารบ้านเมือง ตึกรามสูงเสียดฟ้าถูกกลืนกินภายในพริบตา นักล่ามังกรที่เคยยืนหยัดอย่างองอาจกลับแตกสลายราวกับเศษฝุ่น
มนุษย์นับไม่ถ้วนกลายเป็นเถ้าถ่าน ท่ามกลางเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งของมังกรผู้ยิ่งใหญ่ เสียงนั้นก้องสะท้อนอยู่ในหัวใจของเด็กชายผู้หนึ่ง
หวงเยี่ยซื่อจื่อในวัยเจ็ดขวบ
เขายืนอยู่กลางซากปรักหักพัง เหม่อมองท้องฟ้าด้วยความหวาดสะพรึงเกินกว่าจะอธิบายได้ เปลวเพลิงแห่งหายนะลุกลามเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
เด็กชายไม่อาจขยับหนี
ไม่อาจร้องไห้
ไม่อาจแม้แต่จะเรียกหาผู้ใด
ภาพทุกอย่างถูกสลักลึกลงในดวงตาเล็กๆ
มันน่าประหลาดนักที่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ตัวของเขากลับเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่ยังคงรอดชีวิต ไม่รู้ว่ามันเกิดปาฏิหาริย์อันใดขึ้น
แล้วทันใดนั้นเอง เหนือท้องฟ้าขนาดยักษ์ก็ปรากฏกรงเล็บมังกรสีม่วงมรกตทะลวงผ่านหมู่เมฆเบื้องบน มันใหญ่โตจนปกคลุมผืนฟ้าและพิภพ
“ทะ.. ทะ.. ท่านคือ..”
แรงกดดันที่แผ่ออกมาทำให้แม้แต่จักรพรรดิมังกรอสูรเพลิงยังหยุดชะงักด้วยความหวาดหวั่น
กรงเล็บนั้นพุ่งตรงลงมาอย่างรวดเร็ว
เสียงฉีกกระชากดังสนั่นสะท้านฟ้า ร่างของอินเฟอร์นัสแตกสลายเป็นชิ้นส่วน กระจายออกไปราวกับเศษหินที่ถูกบดขยี้
เสียงหัวเราะบ้าคลั่งหยุดลงทันที
เปลวเพลิงสีดำที่เคยแผดเผาทุกสรรพสิ่งค่อยๆจางหายไป
ความร้อนลดลง
ควันไฟสลาย
ท้องฟ้าคืนสู่ความว่างเปล่า
ท่ามกลางซากปรักหักพัง เหลือเพียงร่างเล็กๆที่หมดสิ้นเรี่ยวแรง
เด็กชายทรุดลง เศษอาคารที่พังถล่มปิดทับร่างกายเล็กนั้นอย่างช้าๆ ดวงตาของเขามองขึ้นไปยังท้องฟ้าเป็นครั้งสุดท้าย
เหนือหมู่เมฆที่แหวกออก เขารู้สึกได้ถึงสายตา สายตาของตัวตนอันเป็นดั่งเทพเจ้า มันมิได้มีเสียง มิได้มีคำพูด
เพียงการจับจ้องที่ลึกซึ้งและเย็นเยียบ
ราวกับกำลังประเมิน
ราวกับกำลังเลือกสรร
ภาพนั้นหยุดนิ่งอยู่ในความทรงจำ ความมืดกลืนกินทุกสิ่ง จากนั้นเองที่เสียงลึกลับได้ดังก้องขึ้นในโสตประสาทของเขา
“เจ้าหนู.. เจ้าคิดยังไงกับเผ่าพันธุ์มังกร?”
คำถามนั้นฟังดูเรียบง่าย ไม่ได้แฝงความคุกคามหรือเจตนาบีบบังคับ คล้ายเป็นเพียงการไต่ถามตามประสาผู้สนทนา
หวงเยี่ยซื่อจื่อซึ่งอยู่ภายในห้วงความฝันสั่นสะท้านขึ้นทันที เหมือนสายฟ้าที่ผ่าเข้าสู่ความทรงจำ รีบมองไปยังรอบด้าน ทว่าพบเพียงความว่างเปล่าสีเทาหม่นที่ไร้ขอบเขต ไม่มีท้องฟ้า ไม่มีผืนดิน ไม่มีแม้แต่เงาของตนเอง มีเพียงเสียงนั้นที่ดำรงอยู่ท่ามกลางความเงียบอันเวิ้งว้าง
หัวใจของเขาเต้นรัว แววตาแข็งกร้าวราวกับเปลวเพลิงที่ลุกโชนอยู่กลางรัตติกาล
แม้ไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากผู้ใด ไม่รู้ว่ากำลังถูกทดสอบหรือหยอกล้อ แต่คำตอบกลับหลุดออกจากริมฝีปากโดยไม่อาจยับยั้ง
“แข็งแกร่ง!”
“ทรงพลัง!”
“สติปัญญายิ่งใหญ่!”
ประโยคแรกเอ่ยออกมาราวกับการยอมรับในความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
“ทว่าก็เย่อหยิ่งยโส! จองหองอวดดี! เย้ยหยันต่อทุกชีวิต! มองเพียงแค่เผ่าพันธุ์ของตนเอง!”
“ส่วนเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็เป็นได้เพียงไม้ประดับที่พวกมันอยากจะตัดทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้!”
แววตาของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว ภาพความทรงจำที่ไม่อาจลบเลือนผุดขึ้นราวกับคลื่นทะเลซัดกระหน่ำ
“นั่นแหละคือคำนิยามที่ถูกเรียกว่าเผ่าพันธุ์มังกรละ”
เมื่อคำตอบอันเต็มไปด้วยความขมขื่นสิ้นสุดลง เสียงลึกลับกลับนิ่งเงียบไปชั่วขณะ คล้ายมีสายตาคู่หนึ่งกำลังพิจารณาเขาจากเบื้องลึกของจักรวาล ก่อนที่เสียงนั้นจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ซึ่งความสนใจ
“เข้าใจแล้ว เด็กน้อยผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวจากโศกนาฏกรรม!”
“ข้าได้เห็นแววตาและความสิ้นหวังที่บังเกิดขึ้นกับเจ้าทุกชั่วขณะ”
“ทำให้เข้าใจว่าตัวของเจ้าในตอนนี้อยากจะแก้แค้นเผ่าพันธุ์มังกรมากเพียงใด..”
ความเงียบทอดยาวอีกครั้ง ก่อนจะตามมาด้วยข้อเสนอที่เปลี่ยนทุกสิ่ง
“งั้นเอาแบบนี้.. สัตย์สาบานมาสิว่าเจ้าจะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มังกรทุกตน ทุกสายเลือด ทุกชีวิต ไม่ให้เหลือกระทั่งอณูวิญญาณ”
“สัตย์สาบานขึ้นมา สัตย์สาบานออกมาด้วยใจ”
“ถ้าทำได้.. ข้าจะมอบพลังอำนาจที่จะทำให้เจ้าได้เติบโตจนกลายมาเป็นนักล่ามังกรที่แข็งแกร่งมากที่สุด!”
“แล้วจากนั้นเมื่อถึงคราสุดท้ายของปลายทางที่เรียกกันว่านักล่าเทพเจ้ามังกร..”
“เจ้าค่อยมาไล่ล่าสังหารข้า!”
ข้อเสนอนั้นชวนให้หวั่นไหว ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเพียงการล่อลวงในห้วงฝัน
ตัวของหวงเยี่ยซื่อจื่อยังคงเชื่อว่าตนกำลังจมอยู่ในโลกแห่งความฝันที่ไร้ตัวตน
เขาหัวเราะเบาๆอย่างเย็นชา ก่อนจะพยักหน้ารับโดยไม่ลังเล
“ทำได้แน่!”
“ไม่ว่าจะต้องใช้เวลากี่สิบ กี่ร้อย หรือกระทั่งกี่พันปี”
“ตราบใดที่เสียงคำรามของมังกรยังคงอยู่ ข้าหวงเยี่ยซื่อจื่อก็จะไม่มีทางให้อภัยพวกมัน!”
“จะล้างบางพวกมันให้หมด กลืนกินพวกมันให้หมด ให้พวกมันต้องสูญสิ้นไปจากโลกใบนี้!”
เสียงคำรามของเขาดังก้องสะท้อนกลับไปกลับมา บรรยากาศรอบด้านพลันสั่นไหวเล็กน้อย ทำให้เสียงลึกลับเงียบงันไปอีกครั้ง ทว่าในความเงียบนั้นกลับแฝงไว้ด้วยบางสิ่งที่คล้ายรอยยิ้มที่มองไม่เห็น ก่อนที่ในวินาทีต่อมาน้ำเสียงลึกลับจะได้พูดขึ้นอย่างสงบ
“ย่อมได้.. งั้นข้าจะมอบอำนาจแห่งการเติบโตให้กับเจ้า!”
“จงใช้มันเพื่อทำให้ตนเองกลายเป็นนักล่ามังกรที่แข็งแกร่งมากที่สุดซะ!”
“นามของมันคือ..”
“ระบบผู้กลืนกินมังกร!”