พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 73 ใครกล้าท้าไอ้เด็กเวรคนนี้บ้าง?
หลังจากที่ออกมาจากห้องเรียน หวงเยี่ยก็เดินทอดน่องไปตามทางเดินหินภายในมหาวิทยาลัยเทพอสูรอย่างสบายอารมณ์
ต้นไม้สูงใหญ่สองข้างทางทอดเงาร่มครึ้ม แสงแดดยามบ่ายส่องลอดผ่านใบไม้ลงมากระทบพื้นเป็นลวดลายระยิบระยับ
นักเรียนจำนวนไม่น้อยยังคงจับกลุ่มสนทนากันอย่างออกรสออกชาติ และไม่ยากเลยที่จะได้ยินชื่อของเขาถูกกล่าวถึงเป็นระยะ
เสียงกระซิบกระซาบดังแว่วมาตามสายลม แต่เจ้าตัวกลับไม่ได้ใส่ใจมากนัก ท่วงท่าของเขายังคงผ่อนคลาย ราวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งสร้างความสั่นสะเทือนให้ทั้งมหาวิทยาลัยนั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
เมื่อเดินมาถึงลานพักผ่อนที่มีม้านั่งหินเรียงราย หวงเยี่ยจึงหยุดฝีเท้าแล้วหยิบสมาร์ทโฟนของตนขึ้นมาเปิดดู
หน้าจอปรากฏกระทู้มากมายที่เกี่ยวข้องกับเขาแทบทั้งหมด ทั้งวิดีโอการประลองกับอาจารย์หลานฟง ภาพถ่ายจากหลายมุม รวมถึงคอมเมนต์ที่ยาวเหยียดนับหลายร้อยข้อความซึ่งยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เขาไล่อ่านผ่านๆ ดวงตาสีฟ้าสว่างสะท้อนแสงหน้าจอ ก่อนที่มุมปากจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
“ไอ้พวกนี้ก็นะ วันๆไม่ทำอะไร ชอบเรื่องแบบนี้กันจริงๆ”
เสียงพึมพำของเขาแฝงความขบขันมากกว่าน่ารำคาญ
“งั้นก็ช่างเถอะ ข้าเองก็ไม่ได้รังเกียจอะไรแบบนี้หรอก”
เมื่อกล่าวจบ หวงเยี่ยก็ยกสมาร์ทโฟนขึ้นเล็งมาที่ตนเอง เขาจัดมุมเล็กน้อยให้แสงตกกระทบใบหน้าได้อย่างพอดี ใบหน้าที่งดงามราวกับสตรีแต่แฝงด้วยความสง่างามดั่งเจ้าชายปรากฏชัดบนหน้าจอ เส้นผมสีฟ้าสว่างยาวสลวยปลิวไหวเบาๆตามแรงลม
ก่อนที่จะยกมือขึ้นชูสองนิ้วทั้งสองข้าง พร้อมรอยยิ้มสดใสที่ดูเป็นกันเอง
“แชะ!”
ภาพถ่ายถูกบันทึกเรียบร้อย
จากนั้นเขาก็เปิดหน้าตั้งกระทู้ใหม่ อัปโหลดภาพของตนเอง แล้วพิมพ์ข้อความอย่างคล่องแคล่ว
ก่อนจะกดเผยแพร่ลงสู่เครือข่ายแพลตฟอร์มของมหาวิทยาลัยเทพอสูรในทันที
《รับคำท้าประลองจากผู้ใช้อาวุธหอกทุกคน ห้ามใช้พละกำลังเกินกว่านักล่ามังกรระดับสาม และห้ามใช้พลังวิญญาณ ตัดสินกันที่วิชาหอกล้วนๆ ใครชนะข้าหวงเยี่ยจะให้หนึ่งล้านเครดิต แต่ใครแพ้ต้องส่งแต้มคะแนนมาหนึ่งร้อยนะ》
ชั่วพริบตาเดียว หลังจากกระทู้ถูกเผยแพร่ การแจ้งเตือนก็เด้งขึ้นมารัวราวกับสายฝนที่สาดกระหน่ำ ยอดผู้เข้าชมพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และคอมเมนต์จำนวนมากก็หลั่งไหลเข้ามาแทบจะในทันที
《ใจเย็นก่อนไอ้เจ้าชายน้อย นี่แกจะหาแต้มคะแนนได้ง่ายเกินไปหรือเปล่า? แกเป็นปรมาจารย์หอกไม่ใช่เรอะ?》
《ฮ่าฮ่าฮ่า จะมีนักเรียนคนไหนกล้าต่อสู้กับปรมาจารย์หอกเช่นรุ่นน้องคนนี้วะเนี่ย!》
《ต่อให้จะเป็นนักเรียนชั้นปีสอง ในระดับเดียวกันเผลอๆยังแพ้ให้กับหวงเยี่ยเลยมั้ง?》
《รางวัลน้อยเกินไป หนึ่งล้านเครดิตไม่เพียงพอ ขอซักสิบล้านได้ไหม แล้วข้าจะไปท้าแกถึงที่เลย!》
《แต้มคะแนนมาหนึ่งร้อย? มันก็ไม่ใช่มากหรือน้อย แต่มันก็ยังเป็นแต้มคะแนนที่หายากจริงๆนั่นแหละ》
《ขอปฏิเสธละกัน! เพราะถ้าแพ้ขึ้นมา มันจะไม่จบแค่การเสียแต้มคะแนนน่ะสิ!》
คอมเมนต์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บ้างหยอกล้อ บ้างยกย่อง บ้างก็ท้าทายเชิงขบขัน
ขณะที่บางคนเริ่มวิเคราะห์เงื่อนไขของการประลองอย่างจริงจัง
《จำกัดพละกำลังไว้แค่นักล่ามังกรระดับสาม แถมห้ามใช้พลังวิญญาณ แบบนี้วัดกันที่ทักษะล้วนๆจริงๆสินะ?》
《ถ้าเป็นผู้ใช้หอกระดับสูงบางคนในชั้นปีสาม อาจจะพอสู้ได้ก็ได้นะ แต่ก็ยังเสี่ยงเกินไป!》
《เจ้าหมอนี่ไม่ใช่แค่เก่ง แต่ยังกล้าและมั่นใจสุดๆไปเลย》
ภายในเวลาไม่นาน กระทู้ของหวงเยี่ยก็พุ่งขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของกระดานสนทนาหลัก กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่คึกคักที่สุดในมหาวิทยาลัย นักเรียนจำนวนมากแชร์กระทู้นี้ต่อไปยังกลุ่มสนทนาของตน เสียงแจ้งเตือนดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย
บางคนถึงกับถ่ายภาพหน้าจอไปตั้งเป็นหัวข้อใหม่
《ปรมาจารย์หอกเปิดเวทีล่าแต้ม! ใครกล้าท้าไอ้เด็กเวรคนนี้บ้าง?》
หวงเยี่ยมองภาพเหล่านั้นอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหัวเราะในลำคออย่างสนุก
“คึกคักกันดีจริงๆ”
เขาปิดหน้าจอสมาร์ทโฟนลง พลางส่ายศีรษะช้าๆด้วยรอยยิ้มที่ยังคงประดับอยู่บนใบหน้า
กระทั่งไม่นานนัก หวงเยี่ยก็เดินทางมายังโรงอาคารของชั้นปีหนึ่ง
แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบกระจกของอาคารเรียนจนสะท้อนแสงวาววับ เงาร่างของนักเรียนบางส่วนเคลื่อนไหวอยู่ภายในห้องเรียนผ่านช่องหน้าต่าง เสียงบรรยายจากอาจารย์ในสาขาต่างๆดังลอดออกมาเป็นระยะ
ทว่าบริเวณโรงอาหารซึ่งอยู่ติดกันกลับเงียบสงบกว่าที่ควรจะเป็น (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
เนื่องจากเป็นช่วงเวลาการสอนของสถาบันสายต่างๆ นักเรียนส่วนใหญ่จึงยังคงอยู่ในชั้นเรียน มีเพียงบางกลุ่มที่มิได้สนใจศาสตร์อาวุธหรือวิชาการในชั่วโมงนั้น เลือกที่จะมานั่งพักผ่อน รับประทานอาหาร และสนทนากันตามอัธยาศัย
เสียงช้อนกระทบจานดังแผ่วเบา กลิ่นอาหารลอยอวลอยู่ในอากาศ ขณะที่บทสนทนาเล็กๆกระจัดกระจายอยู่ตามโต๊ะต่างๆ ทว่าเมื่อร่างของหวงเยี่ยก้าวเข้ามา เสียงพูดคุยหลายจุดก็พลันสะดุดลงในทันที สายตาจำนวนไม่น้อยหันมามองโดยพร้อมเพรียงกัน
บางคนถึงกับอุทานออกมาโดยไม่ทันยั้งคิด
“นั่นเขา…”
“หวงเยี่ย!”
บรรยากาศที่เคยผ่อนคลายกลับถูกแทนที่ด้วยความตื่นตัวแฝงความตื่นเต้น
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ข่าวลือผ่านหน้าจอ หากเป็นตัวจริงที่ยืนอยู่ตรงหน้า
ภายในมุมหนึ่งของโรงอาหาร โต๊ะไม้ทรงยาวตั้งอยู่ติดหน้าต่าง ที่นั่นมีสองพี่น้องตระกูลตงนั่งอยู่
ตงฟาง ผู้เป็นพี่ชาย ใบหน้าคมเข้ม ดวงตานิ่งลึกกำลังตักอาหารขึ้นมารับประทานอย่างสงบ ส่วนตงเยวี่ยหลิง หญิงสาวผู้น้อง เรือนผมสีแดงงดงามดุจเปลวเพลิงทอดยาวลงมาถึงแผ่นหลัง นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ท่าทางของนางในวันนี้ดูสงบกว่าครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด
แม้เพิ่งถูกหวงเยี่ยอัดไปเมื่อวันก่อน แต่บาดแผลที่เคยปรากฏบนร่างของนางในเวลานั้น บัดนี้กลับหายไปอย่างสิ้นเชิง ผิวพรรณเรียบเนียนไร้รอยช้ำ ราวกับไม่เคยมีร่องรอยแห่งการต่อสู้อันรุนแรงเกิดขึ้นเลยซักนิด
ทว่าเมื่อสายตาของตงเยวี่ยหลิงเผลอเหลือบไปเห็นหวงเยี่ยที่กำลังก้าวเข้ามาในโรงอาหาร ร่างของนางก็สะดุ้งเล็กน้อย
มือที่ถือช้อนหยุดชะงักกลางอากาศ
“พะ.. พี่ชาย!”
เสียงของนางแฝงความร้อนรน
“พวกเรารีบไปกันเถอะ ถ้าหวงเยี่ยยังติดใจเรื่องเมื่อวันก่อน แล้วลงมือกับข้าอีก…”
ดวงตาสีเข้มของนางฉายแววกังวล แม้ภายนอกจะพยายามทำเป็นเข้มแข็งก็ตาม
ตงฟางวางช้อนลงช้าๆ ก่อนจะหันไปมองผู้เป็นน้องสาว สีหน้าของเขาไม่ตื่นตระหนก กลับแฝงรอยยิ้มบางๆที่ดูผ่อนคลายกว่าที่คิด
“ไม่เป็นไรหรอก แค่เปลี่ยนนิสัยเสียๆของเจ้าก็เพียงพอแล้ว เขาไม่ได้โหดร้ายถึงเพียงนั้นเสียหน่อย”
ตงเยวี่ยหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ความไม่มั่นใจยังคงซ่อนอยู่ในแววตา
“แต่ข้า…”
นางเม้มริมฝีปาก ก่อนจะเหลือบมองไปยังหวงเยี่ยอีกครั้ง
“ข้าก็แค่ไม่อยากถูกทำให้ขายหน้าอีก”
ตงฟางหัวเราะเบาๆในลำคอ
“หากเจ้ายังกลัวจะถูกขายหน้า ก็จงฝึกฝนให้เก่งกว่านี้เถอะ”
คำพูดนั้นเรียบง่าย หากสะท้อนความจริงที่ไม่อ้อมค้อม สุดท้ายตงเยวี่ยหลิงก็พยักหน้ารับอย่างจำใจ
ขณะเดียวกัน หวงเยี่ยซึ่งกำลังเดินผ่านโต๊ะต่างๆก็มองเห็นสองพี่น้องตระกูลตงเช่นเดียวกัน
เรื่องราวเมื่อวันก่อน สำหรับเขาแล้วก็เป็นเพียงบทเรียนสั้นๆ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องติดใจเอาความ
เขาชะลอฝีเท้าเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าให้สองพี่น้องอย่างเรียบง่าย และการพยักหน้าเพียงเล็กน้อยนั้น มันก็ทำให้ตัวของตงฟางที่เห็นต้องถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ไหล่ที่เคยตึงเครียดผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
เขาหันไปยังหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งก็คือตงเยวี่ยหลิง
“เห็นไหมล่ะ?”
น้ำเสียงของเขาแฝงความเอ็นดู
“อัจฉริยะเช่นนี้ พวกเราไม่ควรไปหาเรื่องหรอก”
สายตาของเขาเหลือบมองไปยังเงาร่างของหวงเยี่ยที่กำลังเดินไปสั่งอาหารอย่างสบายอารมณ์
“เขาสามารถบรรลุเป็นปรมาจารย์แห่งหอกได้ด้วยอายุแค่นี้”
“ทั้งยังเป็นผู้กลืนกินมังกรธาตุไฟ มีเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับราชาอย่างราชันย์พงไพรพิฆาตดารา..”
“พวกเราสองพี่น้องไม่มีอะไรไปเทียบกับเขาได้เลยซักนิดเดียว!”