พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 8 ราชันย์พงไพรพิฆาตดารา
เมื่อหวงเยี่ยเอ่ยคำตอบรับออกไปอย่างหนักแน่น แสงสีฟ้าครามที่ลอยนิ่งอยู่เบื้องหน้าก็พลันสั่นไหวเล็กน้อย ตัวอักษรเรืองรองบนหน้าต่างโฮโลแกรมขยับเลื่อน ก่อนจะปรากฏข้อความใหม่อย่างชัดเจน
【รับของรางวัลสำเร็จ โฮสต์ได้รับเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับราชา ราชันย์พงไพรพิฆาตดารา】
โลกทั้งใบของเขาเหมือนถูกหยุดลงชั่วขณะ
“เจตจำนงระดับราชา?!”
น้ำเสียงพึมพำหลุดออกจากริมฝีปากอย่างไม่รู้ตัว ดวงตาของหวงเยี่ยเบิกกว้างจนแทบลืมกะพริบ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ความรู้สึกที่เคยสิ้นหวังเมื่อครู่หนึ่ง กลับถูกแทนที่ด้วยความไม่อยากเชื่อ
เจตจำนงระดับราชา
มันคือพลังอำนาจและขอบเขตที่นักล่ามังกรนับไม่ถ้วนเฝ้าฝันถึง ในบรรดามนุษย์ที่มีอยู่กว่าหลายพันล้านชีวิต มีเพียงหยิบมือเท่านั้นที่ได้ครอบครอง ถือเป็นพลังอำนาจที่สามารถยกระดับผู้ใช้ ให้ยืนอยู่เหนือคนส่วนใหญ่ได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่กลายเป็นนักล่ามังกร
ก่อนที่สติของเขาจะตามทัน เสียงแจ้งเตือนครั้งใหม่ก็ดังก้องขึ้นภายในจิตสำนึกอีกครา
【ติ๊ง! เริ่มต้นการปรับเปลี่ยนเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับต่ำให้กลายเป็นเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับราชา ราชันย์พงไพรพิฆาตดารา】
ในวินาทีถัดมา กระแสพลังมหาศาลพลันปะทุขึ้นจากส่วนลึกของร่างกาย
พลังวิญญาณสีม่วงเข้มพุ่งทะยานออกมาราวกับม่านหมอกที่ปะทุจากเหวลึก มันหมุนวนรอบกายของเขาอย่างรุนแรง แสงเรืองรองสะท้อนผนังห้องจนสาดส่องไปทั่วทุกมุม ประหนึ่งดวงดารานับไม่ถ้วนถูกจุดขึ้นกลางความมืด
อากาศโดยรอบหนักอึ้งขึ้นในทันที
หัวใจของหวงเยี่ยเต้นระรัวจนแทบทะลุออกจากอก จังหวะการเต้นรวดเร็วและหนักหน่วงเกินกว่าที่เขาจะควบคุมได้ ลมหายใจของเขาขาดห้วงเป็นช่วงๆ หน้าอกกระเพื่อมรุนแรงราวกับกำลังจมน้ำอยู่ใต้กระแสคลื่นเชี่ยวกราก
พลังอำนาจที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ต่างอะไรจากกระแสน้ำหลากที่ท่วมท้นทุกสิ่ง
สติสัมปชัญญะของเขาเริ่มพร่าเลือน ภาพตรงหน้าเบลอเล็กน้อย ราวกับโลกกำลังหมุนช้าลง
“เจตจำนงระดับราชา..”
“นี่ข้า…”
คำพูดยังไม่ทันสิ้นเสียง ร่างกายของเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
เสียงกระดูกภายในดังลั่นขึ้นอย่างชัดเจน คล้ายท่อนไม้แห้งที่ถูกหักทีละชิ้น ความเจ็บปวดแล่นผ่านจากสันหลังไปยังแขนขาอย่างรวดเร็ว โลหิตภายในเส้นชีพจรพลันเดือดพล่าน ร้อนระอุราวกับถูกหลอมละลายในเบ้าหลอมเหล็ก
เขารู้สึกได้ถึงการไหลเวียนที่เปลี่ยนไป พลังวิญญาณอันยิ่งใหญ่ไหลทะลักเข้าไปยังแหล่งกำเนิดพลังภายในร่าง ราวกับแม่น้ำสายใหม่กำลังเปิดเส้นทางของตนเองโดยไม่สนใจสิ่งกีดขวาง หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นอีกระดับ
แล้วความรู้สึกประหลาดก็เกิดขึ้น บางสิ่งบางอย่างกำลังก่อรูปภายในอก
ไม่ใช่หัวใจดวงเดิมที่เต้นอยู่เพียงลำพัง แต่เป็นกิ่งก้านพลังที่แตกหน่อออกจากศูนย์กลางนั้น เส้นสายพลังสีม่วงเข้มชอนไชไปทั่วร่างกาย แผ่ขยายเข้าสู่เส้นชีพจร เสมือนรากไม้ที่หยั่งลึกลงสู่ผืนดิน
มันไม่ใช่เพียงการเพิ่มพลัง
มันคือการหลอมรวม
คือการแทนที่
ความเจ็บปวดทะลุทะลวงเข้ามาอย่างไร้ความปรานี
“อ๊ากกกกกกกกกกกก!”
เสียงร้องดังสนั่นสะท้อนก้องไปทั่วห้อง เขาทรุดตัวลงกับพื้นโดยไม่อาจทรงตัวได้ ฝ่ามือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
ทุกอณูในร่างเหมือนกำลังถูกฉีกกระชาก กระดูกส่งเสียงแตกดังกรอบแกรบ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โลหิตหมุนวนอย่างบ้าคลั่งราวกับไม่ยอมจำนนต่อรูปแบบเดิม พลังวิญญาณสีม่วงเข้มยังคงทะลักออกมาอย่างต่อเนื่อง สาดส่องรุนแรงจนเงาของเขาบนผนังบิดเบี้ยว
เจตจำนงระดับต่ำที่เคยอ่อนแอเหมือนเถาวัลย์บอบบาง
บัดนี้กำลังถูกกลืนกินและหลอมรวมเข้ากับพลังใหม่ที่ทรงอำนาจยิ่งกว่า ราวกับต้นไม้เล็กถูกแทนที่ด้วยราชันย์แห่งพงไพร
ขณะที่ภายในห้องอันคับแคบยังคงเต็มไปด้วยเสียงร้องที่แหลมคมและการเปลี่ยนแปลงซึ่งฉีกกระชากทุกเส้นใยของร่างกาย
โลกภายนอกกลับเริ่มแปรสภาพไปอย่างเงียบงันโดยไม่มีผู้ใดทันสังเกต
บรรยากาศอันมืดค่ำเหนือเมือง A ซึ่งเคยสงบนิ่งภายใต้แสงดาวริบหรี่ พลันถูกแทนที่ด้วยแรงสั่นสะเทือนที่มิอาจอธิบายได้ ลมยามราตรีที่ควรจะเย็นสงบกลับหยุดชะงักราวกับถูกกักขัง เสียงสุนัขเห่าหอนจากตรอกไกลๆขาดห้วงกลางคัน
ผู้คนที่ยังไม่หลับใหลต่างรู้สึกได้ถึงแรงกดดันบางอย่างที่ค่อยๆแผ่คลุมทั่วทั้งเมือง
แล้วมันก็เกิดขึ้น
อยู่ดีๆท้องฟ้าส่วนหนึ่งเหนือเมืองพลันปรากฏหมู่เมฆที่หมุนวนกันอย่างน่าสะพรึงกลัว
กลุ่มเมฆนั้นมิได้ลอยตัวอย่างเชื่องช้า หากหมุนวนเป็นเกลียวลึก ริ้วแสงพลังวิญญาณพาดผ่านม่านเมฆเป็นสายๆ สีม่วงเข้มผสมประกายเงินเรืองรองสาดส่องลงมายังพื้นพิภพอย่างเด่นชัด ประหนึ่งมีใครบางคนกำลังเปิดทางสู่เส้นทางแห่งสวรรค์
มันเปี่ยมไปด้วยแรงกดดัน
มันสั่นสะเทือนจิตวิญญาณ
ทันใดนั้นเอง รากไม้นับร้อยที่มีขนาดใหญ่โตเกินกว่าจะจินตนาการได้ก็ชอนไชออกมาจากหมู่เมฆ
รากไม้เหล่านั้นมีสีม่วงเข้ม ดุจรัตติกาลที่ถูกหลอมรวมกับเปลวพลัง พื้นผิวของมันเปล่งประกาย ทุกการเคลื่อนไหวกลับหนักแน่นราวกับกำลังแบกรับน้ำหนักของฟ้าดิน แต่ละเส้นหนาใหญ่พอจะโอบล้อมอาคารทั้งหลังเลยก็ว่าได้
มันมิได้ร่วงหล่นลงมา หากหยั่งรากอยู่กลางอากาศ
ชอนไชไปบนหมู่เมฆอย่างมั่นคง ราวกับท้องฟ้ากลายเป็นผืนดิน และเมฆกลายเป็นแผ่นดินให้พวกมันฝังตัวลง
แรงสั่นสะเทือนกระจายออกไปทั่วบริเวณ หัวใจของเมืองถูกบีบคั้นด้วยพลังที่เหนือกว่ามนุษย์จะรับมือได้
บรรดาผู้คนมากมายที่อาศัยอยู่ภายในเมือง A ต่างเบิกตากว้างจนแทบถลน
“นะ.. นั่นมัน.. นี่ตาของเราฟาดไปหรือเปล่าเนี่ย?!”
บางคนยกมือขึ้นขยี้ตาอย่างแรง หวังว่าภาพตรงหน้าจะสลายหายไป ทว่ารากไม้สีม่วงเข้มยังคงชอนไชอย่างสง่างามอยู่บนท้องฟ้า
ในขณะเดียวกัน นักล่ามังกรผู้ที่แข็งแกร่งที่กระจายตัวอยู่ตามมุมต่างๆของเมืองต่างก็ต้องสั่นสะท้านไปตามๆกัน
“ในที่สุดเมืองของพวกเราก็มีนักล่ามังกรผู้เป็นอัจฉริยะ!”
“เหอะๆ หลายปีแล้วที่เมือง A ของพวกเราไม่ได้บังเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้”
“มันคือการปลุกพลังอำนาจของเจตจำนงแห่งราชา!”
“ไม่ผิด! นี่คือเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับราชา รากไม้นั้นคือสัญลักษณ์แห่งธาตุที่ชัดเจน ว่าแต่มันคือเจตจำนงธาตุพฤกษาอะไร?”
“ราชาวัฏจักรชีวิต!”
“ราชาป่ารากไม้อมตะ!”
“หรือราชันย์รากกลืนโลก!”
การคาดเดาแตกกระจายไปทั่ว
ผู้ที่มีความรู้และเคยสัมผัสถึงเจตจำนงแห่งราชาที่ยิ่งใหญ่ ต่างพยายามเชื่อมโยงสัญญาณที่ปรากฏกับความทรงจำในอดีต
บางคนเคยเห็นรากไม้สีเขียวทองที่สะท้อนพลังชีวิต
บางคนเคยเผชิญหน้ากับเถาวัลย์ที่ฟื้นคืนได้ไม่รู้จบ
แต่รากไม้สีม่วงเข้มที่อัดแน่นด้วยพลังอำนาจเช่นนี้
มันแตกต่าง
มันคือการถือกำเนิด คือการแจ้งแก่ทั้งเมืองว่ามีบางสิ่งได้ตื่นขึ้นแล้ว
และเมืองทั้งเมือง กำลังเป็นพยานต่อการปรากฏตัวของเจตจำนงระดับราชาที่หาได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งไม่