พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - ตอนที่233 หมายถึงฮูหยินเมิ่งรึ? ป่านนี้คงกลายเป็นบ้าไปแล้ว!
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- ตอนที่233 หมายถึงฮูหยินเมิ่งรึ? ป่านนี้คงกลายเป็นบ้าไปแล้ว!
ตอนที่233 หมายถึงฮูหยินเมิ่งรึ? ป่านนี้คงกลายเป็นบ้าไปแล้ว!
“กล่าวหาว่าข้าสมรู้ร่วมคิดรึ? นี่เจ้ากล่าววาจาอันใดกัน ไฉนฟังแล้วดูอัปลักษณ์เพียงนั้นเล่า?”
เมิ่งซีโจวหัวเราะร่วนอย่างสนุกสนาน ยามนี้แสงเทียนในคุกกระโดดโลดเต้นอยู่ในดวงตาทั้งสองของนาง
“องค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์ อำนาจจักรพรรดิผลัดเปลี่ยนมือ ล้วนเป็นเรื่องสมควรตามครรลองแล้วมิใช่รึ?”
เมิ่งหนานอี้เดือดพล่านโกรธจัดจนเลือดขึ้นหน้าแดงก่ำ ลมหายใจขาดช่วงด้วยความอาฆาตแค้น ในที่สุดนางก็เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า ชีวิตของตนบัดนี้กำลังตกลงสู่ทางตันอันสิ้นหวังเพียงใด
แม้จะถ่วงเวลาออกไป ก็ไม่มีทางที่ผู้ใดจะมาช่วยตนอีกแล้ว ฉลองพระองค์ฮองเฮาที่ปักลายหงส์ทองบนร่างนางตัวนี้ อีกไม่นานก็จะถูกกระชากถอดออก กลายเป็นเพียงเศษผ้าไร้ค่ามิต่างจากขยะชิ้นหนึ่ง…
สถานการณ์พลิกผันราวฟ้าถล่มดินทลาย นางกลับร่วงหล่นจากยอดเมฆาลงมาในชั่วข้ามคืน กลายเป็นนักโทษใต้ฝ่าเท้าของเมิ่งซีโจวจริงๆแล้ว! ทุกสิ่งที่นางเพียรบากบั่นวางแผนมาเนิ่นนานในอดีต บัดนี้ได้พังทลายลงกลายเป็นเพียงฟองฝันในชั่วพริบตา!
ร่างทั้งร่างของเมิ่งหนานอี้จมดิ่งสู่ความสิ้นหวังอย่างแท้จริง นางกัดฟันจนรากฟันแทบแหลกละเอียด
“ไม่… เป็นไปไม่ได้!” แววตาของเมิ่งหนานอี้พร่าเลื่อน ส่ายหน้าไปมาไม่หยุด “เจ้าหลอกข้า! เจ้าต้องกำลังหลอกข้าอยู่เป็นแน่!”
“น้องหญิงอยากจะเพ้อฝันต่อไปก็ย่อมได้ อย่างไรเสียราตรีนี้ก็ช่างงดงามนัก”
เมิ่งซีโจวยกมือขึ้น ปลายนิ้วเย็นเยียบลูบผ่านระย้าพู่ทองที่ไหวเอนอยู่บนเรือนผมของเมิ่งหนานอี้ ก่อให้เกิดเสียงกระทบแผ่วเบาเป็นระลอก
“เสียดายก็แต่ ข้ากับองค์รัชทายาทนัดหมายเวลาก่อการเปลี่ยนแปลงในวังค่ำคืนนี้พอดี ประจวบกับที่เจ้าสั่งการให้คนไปจับตัวข้าเข้าคุกหลวงพอดี ขอบใจจริงๆที่ทำให้ข้าทำงานสะดวกขึ้นมาก”
ร่างของเมิ่งหนานอี้สั่นสะท้านรุนแรงจนมิอาจควบคุมได้
“ดูเหมือนเวลานั้นจะใกล้เข้ามาแล้ว” เมิ่งซีโจวปรายตามองไปทางมุมมืด
“ออกมากันได้แล้ว”
ลั่วกู่ขานรับแล้วปรากฏกายออกมาทันที เขาค้อมกายคารวะอย่างไร้สุ้มเสียง ก่อนจะรับตัวเมิ่งหนานอี้มาจากมือเมิ่งซีโจว บิดสองแขนของนางไขว้ไปด้านหลัง แล้วควบคุมตัวไว้อย่างแน่นหนา
“ปล่อยเราฮองเฮาเดี๋ยวนี้! ทาสชั้นต่ำเช่นเจ้า มีสิทธิ์อันใดมาถูกเนื้อต้องตัวเราผู้สูงศักดิ์?!” เมิ่งหนานอี้ดิ้นรนสุดชีวิต ประหนึ่งสัตว์จนตรอกใกล้สิ้นลม กิริยาสง่างามสูงส่งสูญสิ้นจนไม่เหลือเค้าเดิม
เมิ่งซีโจวยกมือขึ้นนวดข้อมือที่ปวดล้าเล็กน้อย สายตากวาดผ่านเหล่านางกำนัลที่หดตัวรวมกันอยู่มุมห้อง ก้มหน้าก้มตาลงราวกับอยากฝังศีรษะลงไปในพื้น นางแค่นหัวเราะออกมาคราหนึ่ง แล้วจัดชายกระโปรงอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะก้าวออกจากประตูคุกไป
“พาตัวไป”
ภายในท้องพระโรง หนึ่งรุกหนึ่งถอย แพ้ชนะถูกตัดสินลงแล้ว
การผลัดเปลี่ยนอำนาจแห่งราชบัลลังก์ บางคราจำต้องใช้ซากศพกองเป็นภูเขา เลือดหลั่งเป็นสายน้ำเพื่อปูทาง ทว่าบางครา กลับเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาอันเงียบงันไร้สุ้มเสียงเช่นนี้
ฮ่องเต้เดินมาถึงปลายทางที่สิ้นหนทางแล้ว แม้แต่เรี่ยวแรงจะต่อต้านก็ยังมลายหายไปจนหมดสิ้น พระองค์จมอยู่ในความเงียบอันยาวนาน สุดท้ายจึงถูกซ่งเฉิงจี้เชิญเข้าไปพักผ่อนยังห้องด้านใน
ยามเมิ่งซีโจวมาถึงตำหนักหย่างซิน ภาพแรกที่เห็นก็คือองค์หญิงใหญ่ที่นำกำลังทหารมาเฝ้ารักษาการณ์อยู่หน้าตำหนัก ทั้งสองสบตากันคราหนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปพร้อมกันด้วยความเข้าใจโดยมิต้องเอื้อนเอ่ย
ภายในตำหนักอันใหญ่โตโอ่อ่า เหลือเพียงซ่งเฉิงจี้อยู่ตามลำพัง แสงเทียนสาดลงบนร่างของเขา คล้ายคลุมทับเขาไว้ด้วยชั้นหิมะบางๆ ให้ความรู้สึกอ้างว้างอย่างที่สุด
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาจึงหันกลับมา และมองไปทางเมิ่งซีโจว ความเปลี่ยวเหงาอ้างว้างในดวงตาพลันละลายหายไปในชั่วขณะ กลับกลายเป็นรอยยิ้มจางๆสายหนึ่ง
ทั้งสองต่างรู้กันอยู่แก่ใจ เพียงพยักหน้าให้กันอย่างแผ่วเบา
ทว่าเมิ่งหนานอี้ที่อยู่ด้านข้างกลับคล้ายคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้ นางพลันฮึกเหิมขึ้นมาอีกครา ดิ้นรนสุดกำลังอย่างบ้าคลั่ง
“แล้วอย่างไรเล่า ต่อให้องค์รัชทายาทได้ขึ้นครองราชย์แล้วอย่างไร?! เราผู้นี้คือฮองเฮาที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม! เมื่อฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองบัลลังก์ เราย่อมต้องได้ขึ้นเป็นไทเฮา! เมิ่งซีโจว เจ้ายังกล้าแตะต้องข้าอีกรึ?!”
เมิ่งซีโจวได้ยินดังนั้น ก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
คนผู้หนึ่งที่สูญสิ้นอำนาจ ถูกผู้อื่นบีบคอจนแทบไร้ทางหายใจ กลับยังคิดอาศัยชื่อเสียงจอมปลอมมาประคองศักดิ์ศรีเสี้ยวสุดท้ายเอาไว้อีกรึ?
ช่างน่าขันสิ้นดี!
เมิ่งหนานอี้เอ๋ยเมิ่งหนานอี้ ไม่ว่าเจ้าจะดูเหมือนก้าวหน้าขึ้นสักเพียงใด ท้ายที่สุดก็ดูคล้ายยังเหลือความไร้เดียงสาไว้เสี้ยวหนึ่งเสมอ ช่างน่าเวทนานัก
เมิ่งซีโจวยิ้มจนดวงตาโค้งลงเป็นรูปจันทร์เสี้ยว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ขอเชิญไทเฮาผู้สูงศักดิ์เสด็จย้ายพระวรกายเข้าไปยังห้องด้านใน อยู่เป็นสหายพูดคุยกับท่านไท่ซ่างหวงด้วยเถิด คิดว่าเวลานี้พระองค์คงจะกำลังขาดคนรู้ใจไว้พูดคุยแก้เบื่ออยู่พอดี”
“ไท่ซ่างหวง? นี่ฮ่องเต้ถึงกับเต็มใจสละราชบัลลังก์ด้วยตัวเองเลยรึ? เศษสวะชัดๆ! เจ้าเศษสวะไร้ประโยชน์!”
เมิ่งหนานอี้ถูกบีบคั้นจนถึงขีดสุด สติปัญญาและสติสัมปัชชัญญะพลันขาดสะบั้นลง ถึงกับกรีดร้องออกมาทั้งส่งเสียงด่าทออดีตฮ่องเต้ต่อหน้าผู้คนมากมาย
“หากกล่าวถึงเศษสวะ น้องหญิงนับเป็นที่หนึ่งแล้ว กล่าวคือเศษสวะเหนือเศษสวะอีกที ทั้งไร้ค่าไร้น้ำยาเสียจนหาผู้ใดเปรียบมิได้ในใต้หล้า”
เมิ่งซีโจวต่ออย่างไม่ใส่ใจ พลางย่างเท้าเข้าไปใกล้นางทีละก้าว “เวลานี้ก็ถึงคราวของน้องหญิงที่จะต้องเลือกแล้ว เจ้าอยากมีชีวิตอยู่เยี่ยงคนมิใช่คน ผีมิใช่ผี หรือว่า…ตายให้จบสิ้นเสียตรงนี้ดีเล่า?”
ประโยคแผ่วเบาไร้น้ำหนักนี้ ก็คือตัวเลือกที่เมิ่งหนานอี้เคยมอบให้นางในคุกหลวงเมื่อไม่นานมานี้
บัดนี้ นางคืนกลับไปทุกถ้อยคำ โดยไม่ขาดตกแม้สักนิด
เมื่อคมมีดตกลงบนร่างของตนเองจริงๆ เมิ่งหนานอี้จึงเพิ่งได้ลิ้มรสความหวาดกลัวที่บาดลึกถึงหัวใจและปอด
เหงื่อเย็นชุ่มโชกทั่วทั้งแผ่นหลัง นางไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงจุดจบแบบใดทั้งสิ้น
“เจ้ากล้ารึ?!!” เมิ่งหนานอี้ลนลานจนไร้หนทาง “หากเจ้าทำเช่นนั้น ท่านแม่จะไม่มีวันยอมรับเจ้าเป็นลูกอีกต่อไป! เจ้าจะกลายเป็นนังคนอตัญญูที่ไม่มีผู้ใดต้องการ!”
“หมายถึงฮูหยินเมิ่งรึ? พูดถึงเศษสวะอีกคนแล้วก็…” เมิ่งซีโจวเชิดปลายคางขึ้นเล็กน้อย“นางพลาดท่าไปไวกว่าเจ้าหนึ่งก้าว ยามนี้กำลังคลุ้มคลั่งเสียสติ จวนเจียนจะกลายเป็นบ้าไปแล้ว หากเจ้ายืนกรานจะกตัญญูต่อมารดา ข้าย่อมเต็มใจส่งเสริม ให้พวกเจ้าสองแม่ลูกได้อยู่เคียงข้างกัน คลุ้มคลั่งเป็นบ้าไปพร้อมกันเลยดีหรือไม่?”