พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่ 205 ฉลาดเพียงใด หากแต่เป็นเรื่องบุตรล้วนโง่
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่ 205 ฉลาดเพียงใด หากแต่เป็นเรื่องบุตรล้วนโง่
บทที่205 ฉลาดเพียงใด หากแต่เป็นเรื่องบุตรล้วนโง่บรม (2)
นางพลันยกมือขึ้น ชี้นิ้วที่สั่นระริกไปทางเมิ่งซีโจว เปล่งเสียงกรีดแหลมออกมาด้วยความคับแค้นยิ่ง
“คุณหนูใหญ่ เป็นท่านที่รับปากกับข้าว่า ขอเพียงข้ายอมทำตามที่ท่านบอก หลังจากเรื่องราวลุล่วงแล้ว ท่านจะปล่อยจิ่งหมิงไป! แต่ท่านกลับไม่ทำตามที่ได้รับปากไว้ ท่านมันคนต่ำช้ากลับกลอก! เพราะปากท่านมีแต่คำลวง ข้าจึงจำต้องวางแผนอย่างลับๆ สู้อดทนอดกลั้นมาจนถึงวันนี้ บัดนี้นับว่าสวรรค์มีตา ในที่สุดข้าก็สามารถช่วยจิ่งหมิงกลับมาได้ด้วยมือตนเอง!”
เมิ่งซีโจวตัดบทนางด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบทันที นางเอ่ยออกมาราวกับเพิ่งเข้าใจแจ่มแจ้งว่า
“อนุหลิว ดูท่าเมื่อก่อนตอนที่ท่านแม่ของข้ากักขังท่านไว้ในเรือน ยาที่กรอกใส่ปากท่านคงจะมีฤทธิ์รุนแรงเกินไปจริงๆ จึงได้ทำร้ายท่านจนสติเลอะเลือนมากถึงเพียงนี้! เมิ่งจิ่งหมิงผู้นี้ เป็นคนของข้าที่ลำบากลำบนแทบตาย กว่าจะตามหาตัวเขาพบและนำกลับมาจากกลุ่มผู้อพยพนอกเมืองได้ แล้วจึงค่อยส่งตัวเขามาถึงหน้าเรือนท่าน อนุหลิว ท่านไม่รู้จักสำนึกบุญคุณก็ช่างเถิด แต่กลับแว้งกัดผู้มีพระคุณเช่นนี้ นี่ควรเรียกว่าอะไรดี?”
เมิ่งซีโจวแสร้งทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นก็ปรบมือฉาดใหญ่ เอ่ยขึ้นด้วยเสียงกระจ่างใส
“หมาป่าตาขาว! ซ้ำยังเป็นพวกเลี้ยงไม่เชื่องเสียด้วย!”
อนุหลิวไม่กล้ารับคำของเมิ่งซีโจวเรื่องที่ถูกวางยา และเรื่องช่วยคนเลยแม้แต่น้อย ด้วยเกรงว่ายิ่งพูดมากก็จะยิ่งเผยพิรุธ
นางจึงได้แต่หันไปทางเมิ่งชินรุ่ย ผู้ที่ยามนี้มีสีหน้ามืดครึ้มดุจผิวน้ำลึก ทว่ากลับนิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจาใด แล้วคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดังตุ้บ น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาประหนึ่งสายฝน
“ท่านพี่ ได้โปรดวินิจฉัยให้กระจ่างด้วยเถิดเจ้าค่ะ! ข้าขอสาบานต่อหน้าท่านว่า ทุกถ้อยคำที่กล่าวออกมาเมื่อครู่ล้วนเป็นความจริงทุกประการ! เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นเพราะข้าถูกคุณหนูใหญ่ทั้งข่มขู่ทั้งล่อหลอก หากข้ากล่าวเท็จแม้เพียงครึ่งคำ ขอให้ข้าถูกฟ้าผ่าตายเจ้าค่ะ!”
แววตาของเมิ่งชินรุ่ยยามนี้หม่นลึก ยากจะหยั่งถึง สายตากวาดมองกลับไปกลับมาระหว่างอนุหลิวที่ดูคลุ้มคลั่งราวคนเสียสติ กับเมิ่งซีโจวที่สงบนิ่งจนน่าหวาดหวั่น
เขายังคงเงียบงัน ไม่เอ่ยถ้อยคำใด คล้ายกำลังชั่งน้ำหนักและตัดสินอยู่ในใจ
เมิ่งซีโจวผายมือออกเล็กน้อย น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยราวกับมิได้ใส่ใจนัก
“อนุหลิว คำสาบานนั้นหากเอ่ยมากเข้า ย่อมมิต่างอันใดจากเด็กเลี้ยงแกะที่ร้องด่าว่าหมาป่ามา สุดท้ายย่อมจะไม่มีผู้ใดเชื่อถืออีก แต่เอาเถิด ท่านเป็นเพียงหมาป่าตาขาวตัวหนึ่ง ย่อมไม่เคยได้ยินนิทานเรื่องหมาป่ามาก่อน เช่นนั้นก็ยังพอให้อภัยได้อยู่”
อนุหลิวถูกอีกฝ่ายย้อนเสียจนใบหน้าแดงก่ำ นางหาได้เหมือนฮูหยินเมิ่งไม่ ที่ต่อให้เป็นฝ่ายเสียเปรียบ ก็ยังสามารถดึงดันกลับดำเป็นขาวได้อย่างไร้เหตุผลหน้าตาเฉย เหตุนี้ อนุหลิวจึงทำได้เพียงหันไปหาเมิ่งชินรุ่ยอีกครา พร้อมร่ำไห้ออกมาอย่างน่าเวทนา
“ท่านพี่! ข้าเป็นคนระมัดระวังตัวมาโดยตลอด ท่านเองย่อมรู้ดี! หากมิใช่เพราะคุณหนูใหญ่เอาชีวิตของจิ่งหมิงมาข่มขู่ ต่อให้ต้องหยิบยืมความกล้ามาสักกี่ร้อยเท่า ข้าย่อมมิกล้าใส่ร้ายฮูหยินใหญ่อย่างเด็ดขาดเจ้าค่ะ!”
เมิ่งซีโจวบีบปลายคางตนเองเบาๆ
“หากจะพูดถึงพยานที่เห็นว่าข้าเป็นผู้พาตัวเมิ่งจิ่งหมิงกลับมาจากนอกเมือง ข้ามีเท่าไรก็จะพามาเท่านั้น แต่เกรงว่า ต่อให้ข้าเรียกพวกเขาทั้งหมดมายืนเรียงรายต่อหน้าท่านพ่อ ท่านก็คงจะกล่าวหาข้าอยู่ดีว่า พวกเขาล้วนถูกข้าใช้เงินก้อนโตซื้อตัวมา ใช่หรือไม่เล่า?”
“คุณหนูใหญ่!”
อนุหลิวกัดฟันกรอด รู้ดีว่าตนไม่มีทางถอยหนีได้อีกแล้ว จึงแข็งใจสูดลมหายใจเข้าลึก ตัดสินใจรวบรวมความกล้าทั้งหมดแล้วเอ่ยออกมาว่า
“ท่านไม่รู้จักละอายใจเลยบ้างรึ ตั้งแต่เล็กก็รู้จักยั่วยวนจิ่งหมิง! ข้าเห็นแก่ที่ท่านเป็นบุตรีสายหลักของจวนโหว เป็นว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาท จึงไม่กล้าปริปากแม้เพียงครึ่งคำ ได้แต่กลืนเลือดพร้อมฟันที่หักลงท้องไปเอง! หวังเพียงให้ท่านออกเรือนไปโดยเร็ว ทุกอย่างจะได้กลับเข้าที่เข้าทางดังเดิม แต่คิดไม่ถึงเลยว่า… ท่านจะเป็นคนใจดำอำมหิตถึงเพียงนี้! ได้ลิ้มรสความสนุกแล้วยังไม่พอ กลับยังบีบให้จิ่งหมิงต้องออกไปใช้ชีวิตเยี่ยงผู้ลี้ภัยต่ำต้อยยิ่งกว่าสุกรสุนัข! ทำให้แม่ลูกอย่างพวกเราต้องพลัดพรากทั้งที่ยังมีชีวิต! บัดนี้ท่านยังย้อนมาด่าว่าข้าเป็นหมาป่าตาขาวอีก หรือเป็นเพราะข้าเผลอกินมโนธรรมของท่านเข้าไปแล้วกระมัง?!”
“ดี! พูดได้ดี!” เมิ่งซีโจวถึงกับยกมือขึ้นปรบเบาๆ พลางหัวเราะร่าออกมา
“ทุ่มสุดแรง ไม่เผื่อทางหนีทีไล่ไว้ให้ตนเองเลยจริงๆ ฟาดฟันข้าจนเสื้อเกราะหลุดกระจุยกระจาย มิหนำซ้ำยังด่าทอเสียจนข้ามิกล้าเงยหน้าขึ้นเลยทีเดียว ข้าฟังแล้วช่างซาบซึ้งใจยิ่งนัก”
น้ำเสียงของนางพลันเปลี่ยนวูบ สายตายามนี้คมกริบราวกับมีด
“ในเมื่อท่านร้ายกาจกับข้าถึงเพียงนี้ แล้วไยข้ายังต้องอ่อนโยนต่อท่านอีกเล่า? อนุหลิว ท่านสมควรต้องตื่นจากฝันหวานได้แล้ว!”
อนุหลิวยังไม่ทันเข้าใจว่าคำพูดนี้หมายความเช่นไร เมิ่งซีโจวก็พลันหันขวับไปทางจางจั๋ว ซึ่งกำลังมองดูเหตุการณ์ที่กำลังออกรสออกชาติอยู่ด้านข้าง ถึงขั้นแทบลืมเรื่องของตนเองไปเสียสนิท
“จางจั๋ว” เมิ่งซีโจวเอ่ยเรียกชื่อนั้นขึ้นอีกครา
ร่างของ ‘เมิ่งจิ่งหมิง’ พลันสะท้านเฮือกอย่างแรง ใบหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในชั่วพริบตา
“ข้าไม่ชอบชื่อนี้ ต่อไปน้องหญิงอย่าได้เรียกข้าด้วยชื่อนี้อีกเลย!”
“ไม่ชอบรึ?” น้ำเสียงของเมิ่งซีโจวแฝงความฉงนเล็กน้อย “มิใช่ว่าสุนัขไม่รังเกียจบ้านยากไร้ บุตรชายไม่รังเกียจมารดาอัปลักษณ์หรอกรึ? อย่างไรเล่า น้องสาม เจ้าเพิ่งได้หนังหุ้มกายอันมั่งคั่งสูงศักดิ์มาไม่ทันไร ก็อดรนทนไม่ไหว อยากจะสลัดรากเหง้าอันแร้นแค้นต่ำต้อยของตนในอดีตทิ้งเสียหมดสิ้น แล้วแสร้งทำประหนึ่งตนเป็นคุณชายสูงศักดิ์ ที่ฟ้าดินปั้นแต่งมาแต่กำเนิดเสียแล้วรึ?”
เพียงถ้อยคำไม่กี่ประโยคนี้ ก็ทำให้จางจั๋วโมโหเดือดดาลจนเส้นเลือดสองข้างขมับปูดโปน สมองอื้ออึงไปทั้งแถบ!
นี่มิต่างอันใดจากการฉีกกระชากแผลเป็นในใจอันเจ็บปวดที่สุดของจางจั๋วโดยตรง ทั้งยังเป็นแผลที่เขาไม่ปรารถนาจะให้ผู้ใดแตะต้องมากที่สุดด้วย!
เขาเกิดในหมู่บ้านเสี่ยวเหอ ครอบครัวฐานะยากจนยิ่งนัก ในบ้านแทบไม่มีสิ่งใดติดเรือน ความอดอยากจนท้องไม่เคยอิ่มนั้น นับเป็นความอัปยศอย่างที่สุด ที่ได้ฝังลึกอยู่ในก้นบึ้งหัวใจของเขา!
แม้เขาจะมีพรสวรรค์ด้านการเล่าเรียนอยู่ไม่น้อย จนได้รับความเอ็นดูจากอาจารย์อยู่หลายส่วน ทว่าเพราะตลอดหลายปีมานี้ เขาสวมรองเท้าฟางขาดๆเพียงคู่เดียว จึงถูกเพื่อนร่วมสำนักพากันดูหมิ่นเย้ยหยันจนหมดสิ้นศักดิ์ศรี!
พวกลูกหลานตระกูลมั่งมีเหล่านั้น มักจะพากันล้อมตัวเขาไว้ แย่งรองเท้าเก่าขาดเพียงคู่เดียวของเขาไป แล้วจับโยนออกไปไกลๆ ราวกับกำลังหยอกล้อเล่นกับสุนัขข้างทางตัวหนึ่ง บีบให้เขาต้องไปเก็บกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า!
อีกทั้งยังห้ามเดินหรือวิ่งไปเก็บด้วย ต้องคลานไปเก็บเท่านั้น เขาแทบไม่หลงเหลือศักดิ์ศรีแม้เพียงเศษเสี้ยว!