พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่206 เมิ่งหนานอี้...จากชาติที่แล้วรึ?
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่206 เมิ่งหนานอี้...จากชาติที่แล้วรึ?
บทที่206 เมิ่งหนานอี้…จากชาติที่แล้วรึ?
ทุกวันเขาล้วนรู้สึกว่าตนได้ทนแบกรับความอัปยศอดสูเช่นนี้เกินพอแล้ว แต่เมื่อคิดได้ว่า โอกาสได้เล่าเรียนครั้งนี้ เป็นมารดาที่คุกเข่าขอร้องคนทั้งหมู่บ้าน เขาจึงได้มาร่ำเรียนด้วยความยากลำบาก คิดได้เช่นนั้น เขาก็ทำได้เพียงกัดฟันกลืนความคับแค้นใจลงท้องไป อดทนต่อเสียงหัวเราะเย้ยหยันของเหล่าคุณชายสูงศักดิ์พวกนั้น แล้วคลานไปข้างหน้าด้วยความอัปยศอดสูครั้งแล้วครั้งเล่า…
และครั้งหนึ่งที่ความอัปยศได้ฝังลึกไปถึงกระดูกของเขาก็คือ เมื่อครั้งที่เขาพยายามอย่างยากเย็น จนเกือบจะแตะถึงรองเท้าได้แล้ว คุณชายกลุ่มนั้นกลับชิงก้าวเข้ามาเก็บมันขึ้นเสียก่อน และต่อหน้าต่อตาเขา พวกมันก็แค่นหัวเราะเย็นชาออกมา ก่อนจะปารองเท้าคู่นั้นลงไปในบ่ออุจจาระเหม็นคลุ้งที่อยู่หลังสำนักศึกษา!
เมื่อจับโยนลงไปแล้ว พวกมันต่างก็พากันหัวเราะจนตัวงอ หงายหน้าเอนหลังกันเป็นทิวแถว
“ไปเก็บสิ! กระโดดลงไปงมขึ้นมาสิ! ต่อให้ทั้งตัวเจ้าจะเปรอะเปื้อนขี้ เจ้าก็ต้องไปเก็บมันขึ้นมาอยู่ดีมิใช่รึ? ในเมื่อครอบครัวของเจ้าฐานะยากจนยิ่งนัก สภาพบ้านมิต่างจากรูผีสางเช่นนั้น เกรงว่าน้ำอุจราะนี่สำหรับเจ้าแล้ว คงไม่ต่างอันใดจากน้ำแกงเนื้อกระมัง? ฮ่า ๆๆๆ!”
ชั่วขณะนั้น เหตุผลทั้งหมดทั้งมวลของจางจั๋วพลันถูกเพลิงโทสะเผาผลาญจนสิ้น เขาพุ่งปรี่เข้าไปตะลุมบอนกับคุณชายเหล่านั้นราวคนเสียสติ ทว่าด้วยกำลังเพียงลำพัง ไหนเลยจะต้านคนหมู่มากได้ สุดท้ายจึงถูกซ้อมเสียจนใบหน้าฟกช้ำบวมปูด ลมหายใจรวยรินแทบสิ้นชีพ
ด้วยเหตุนี้ คำว่า ‘ยากจน’ สองอักษรนี้ จึงเป็นดั่งเกล็ดย้อนของเขาอย่างแท้จริง!
เพียงได้ยินสองคำนี้ ก็เพียงพอจะทำให้เขาสติขาดผึงได้แล้ว ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่าคำนี้ได้หลุดออกมาจากปากของเมิ่งซีโจว สตรีที่เขาเคียดแค้นเกลียดชังเข้ากระดูกดำ! นางคือศัตรูที่ทำให้ครอบครัวเขาต้องพังพินาศ นางทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของเขาจนไม่เหลือชิ้นดี!
ความแค้นใหม่ผสานกับความชังเก่า ได้ถาโถมกลบฝังสติสัมปชัญญะของเขาในชั่วพริบตา เขาไม่อาจเสแสร้งเป็นคุณชายแห่งจวนโหวได้อีกต่อไป และไม่อาจแสร้งเล่นบทพี่ชายผู้สูญเสียความทรงจำอะไรนั่นได้อีกต่อไปเช่นกัน!
เขาเพียงอยากบีบลำคอของเมิ่งซีโจว และใช้ถ้อยคำที่กรีดแทงใจนางที่สุดด่าทอนาง เขาต้องการให้นางร่ำไห้ออกมาจนน้ำตานองหน้า แล้วคุกเข่าอยู่แทบเท้าเขา สำนึกผิดด้วยความทุกข์ทรมาน แล้วเลียฝุ่นบนรองเท้าของเขาให้สะอาดประหนึ่งสุนัขตัวหนึ่ง!
“เมิ่งซีโจว!”
เขากระโจนพรวดขึ้นหน้ามาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าบิดเบี้ยวเหี้ยมเกรียมเพราะแรงอาฆาตแค้น น้ำเสียงแหลมบาดหูจนแทบกลายเป็นแตกพร่า
“ตอนนั้นตระกูลจางของข้าไม่ควรซื้อตัวเจ้าเข้าเรือนไปตั้งแต่แรก! นังหญิงชั้นต่ำ! นังหญิงสกปรกโสโครก! นังหญิงคณิกาที่ถูกบุรุษย่ำยีจนไม่เหลือชิ้นดี! เจ้ามีสิทธิ์อันใดมายืนอยู่ตรงนี้เล่า? นังหญิงแพศยาชั้นต่ำ เจ้าสมควรถูกจับโยนเข้าไปในหอนางโลม ให้บุรุษนับพันนับหมื่นได้เหยียบย่ำ! เจ้าควรต้องเน่าเปื่อยอยู่ในคูโสโครกที่แสนสกปรก ใช้ชีวิตเยี่ยงหมูหมา! เจ้า…”
“บังอาจ!”
ในที่สุดเมิ่งชินรุ่ยก็ทนต่อไปไม่ไหว เขาตวาดเสียงกร้าวตัดบทในทันที!
เขาทนฟังถ้อยคำหยาบโลนต่ำช้าเหล่านั้นไม่ไหวอีกแล้ว เขาแทบไม่อยากเชื่อเลยว่า วาจาเหล่านั้นจะหลุดออกมาจากปากของ ‘บุตรชาย’ ตนได้! นี่ยังนับว่ามีการอบรมอย่างคุณชายจวนโหวอยู่แม้สักครึ่งส่วนหรือ? เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงอันธพาลข้างถนนผู้หนึ่งเท่านั้น!
ทว่าเมิ่งซีโจวกลับสงบนิ่งราวเมฆเบาบางสายลมโชยอ่อน มิหนำซ้ำที่มุมปากยังคล้ายแฝงรอยยิ้มเย็นเยียบอยู่เลือนรางด้วย
เมื่อเผชิญหน้ากับคนที่ชาติภพก่อนเคยพ่ายแพ้อยู่ใต้เงื้อมมือนาง ซ้ำยังเป็นเพียงตัวตลกน่าขัน ที่ทำได้แค่โมโหเดือดดาลไร้ความสามารถแล้ว นางย่อมไม่มีความจำเป็นจะต้องเสียแรงโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย
กระทั่งตัวนางยังเป็นฝ่ายขยับเข้าไปใกล้อีกหนึ่งก้าว บีบประชิดจางจั๋วที่กำลังหอบหายใจด้วยโทสะพลุ่งพล่าน แล้วเอ่ยเสียงต่ำพร้อมหัวเราะเบาๆ ด้วยระดับน้ำเสียงที่มีเพียงคนทั้งสองเท่านั้นที่ได้ยิน น้ำเสียงนั้นประหนึ่งอสรพิษแลบลิ้นพ่นพิษเย็นเยียบออกมา
“จางจั๋ว การที่เจ้าเห่าหอนเสียงดังถึงเพียงนี้… เจ้าไม่คิดสงสัยเลยสักนิดหรือว่า ทั้งมารดาเฒ่าของเจ้า พี่สาวของเจ้า และบรรดาพี่ชายตัวดีของเจ้า รวมถึงชาวบ้านทั้งหมู่บ้านเสี่ยวเหอนั้น สุดท้ายแล้วต้องตายในสภาพเช่นใดบ้าง?”
นางเว้นจังหวะครู่หนึ่ง สายตาเย็นชาจับจ้องรูม่านตาของอีกฝ่ายที่หดวูบลงอย่างฉับพลัน และสีหน้าซึ่งแข็งค้างไปในทันที จากนั้นจึงค่อยๆเล่าเสริมด้วยน้ำเสียงเนิบช้า
“พวกมันทุกคน ต้องตายอย่างน่าสังเวช ตายในสภาพที่เจ้าจะมิอาจทนมองได้เชียวล่ะ แต่ว่า ต่อให้จะน่าอนาถสักเพียงใด ก็ดูเหมือนจะยังเทียบไม่ได้กับสภาพยามเจ้าสิ้นใจในชาติก่อนอยู่ดี! ภาพฉากนั้น… ข้ายังจำได้ติดตาจวบจนถึงทุกวันนี้!”
…..
อีกด้านหนึ่ง
เมิ่งหนานอี้ถูกส่งตัวโยกย้ายไปไว้หลายแห่ง สุดท้ายก็ถูกยัดเข้าไปในสำนักลงทัณฑ์เซิ่นสิง เดิมทีนางควรถูกนำตัวเข้าคุกหลวงโดยตรง ทว่าฝ่าบาทกลับไม่ทรงฟังคำทัดทานของเจ๋อเฟย ดึงดันจะง้างปากเมิ่งหนานอี้ เพื่อเค้นเอาบางสิ่งบางอย่างออกมาจากปากนางให้จงได้
ยกตัวอย่างเช่น เหตุใดนางจึงได้ไร้มโนธรรมเพียงนี้ ถึงขั้นกล้าคิดร้ายต่อฮองเฮาผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยเมตตา ทั้งยังอ่อนโยนและเปี่ยมคุณธรรมเช่นนั้นได้
แต่เมิ่งหนานอี้เพิ่งจะอ้าปาก และยังมิทันได้เอ่ยคำใด ก็ถูกข้ารับใช้ปิดปากไว้ทันที แล้วลากตัวลงไปเสียก่อน
อยากให้นางเปิดปาก
แต่กลับไม่อยากให้นางได้เปิดปากจริงๆ
เมิ่งหนานอี้ถูกบีบคออย่างรุนแรงจนแทบสิ้นลมหายใจ ดวงตาเหลือกถลนราวกับจะหลุดออกมาจากเบ้า
ในที่สุดนางก็เข้าใจแล้ว
เป็นเจ๋อเฟยที่ต้องการให้นางตายสถานเดียว
แม้สำนักลงทัณฑ์จะดีกว่าคุกหลวงอันมืดทึบชื้นแฉะ และเต็มไปด้วยหนูวิ่งพล่านอยู่บ้าง ทว่าสถานที่แห่งนี้ก็หาใช่สถานที่ซึ่งคนธรรมดาจะทนอยู่ได้
ยามเหมันต์ฤดูอากาศหนาวจัด ผ้าห่มในนี้ก็บางเสียยิ่งกว่าปีกจั๊กจั่น ต่อให้พับซ้อนกันหลายทบแล้วนำมาคลุมร่างไว้ ลมหนาวก็ยังลอดผ่านเข้ามาได้ไม่ขาดสาย ค่ำคืนแรกที่เมิ่งหนานอี้นอนอยู่ที่นี่ นางก็เกือบถูกความหนาวเหน็บคร่าชีวิตไปแล้ว
ที่นางไม่หนาวตาย มิใช่เพราะมีผู้ใดเมตตา หากแต่เป็นเพราะเพิ่งล้มตัวลงนอนได้ไม่นาน ก็ถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาทำงานเสียก่อน
วันคืนไร้แสงเดือนแสงตะวัน งานหนักประเดประดังเข้ามาไม่หยุด แส้ฟาดลงบนร่างครั้งแล้วครั้งเล่า ตอนแรกเมิ่งหนานอี้ยังร้องไห้ ยังหลบเลี่ยง แต่ไม่นานนางก็พบว่า ยิ่งร้องยิ่งหลบ กลับยิ่งถูกตีหนักกว่าเดิม
นางจึงได้แต่เกร็งร่างแข็งทื่อ ปล่อยให้ความเจ็บปวดค่อยๆกัดกินจนด้านชาไปทีละน้อย
ทว่าร่างกายอันแสนอ่อนแอของนางนั้น ไหนเลยจะทนรับชีวิตอันแสนทุกข์ยากเช่นนี้ได้ เพียงสองวันหลังจากนั้น นางก็สิ้นสติล้มพับไประหว่างการทำงาน
ครั้นฟื้นขึ้นมาอีกครา ทุกสิ่งก็คล้ายผ่านพ้นไปไกลราวคนละภพชาติ
เมิ่งหนานอี้นอนอยู่บนกองหญ้าแห้ง ยกมือลูบคลำใบหน้าตนเอง แล้วกวาดตามองไปรอบด้าน
นางเป็นถึงฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ แล้วเหตุใดจึงมานอนจมอยู่ที่สำนักลงทัณฑ์นี้ได้เล่า?!