พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่143 ฮูหยินเมิ่งพ้นโทษแล้ว! (2)
บทที่143 ฮูหยินเมิ่งพ้นโทษแล้ว! (2)
เดิมทีเมิ่งชินรุ่ยนั้นมีความรู้สึกผิดต่ออนุหลิวติดค้างอยู่ส่วนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เขาละเลยจนนางเกือบเอาชีวิตไม่รอด หรือเป็นเรื่องของเมิ่งจิ่งหมิงก็ตามที
แม้ความรู้สึกผิดนั้นจะบางเบาอย่างยิ่ง ด้วยนิสัยที่เห็นแก่ตัวและเย็นชาของเขา ทว่าก็ยังพอให้อนุหลิวหยิบฉวยโอกาสนี้มาใช้ประโยชน์ได้อยู่บ้าง
ดังนั้น ในช่วงไม่กี่วันหลังจากฮูหยินเมิ่งกลับมากุมอำนาจและดูแลเรือนหลังอีกครา เมิ่งชินรุ่ยก็ได้ไปค้างแรมที่เรือนอนุหลิวติดต่อกันหลายคืน
การกระทำเช่นนี้ประหนึ่งหนามเหล็กที่ทิ่มแทงลงกลางใจของฮูหยินเมิ่ง ผู้เพิ่งจะหวนคืนสู่เวทีอำนาจได้เพียงครึ่งก้าวแต่กลับต้องเจ็บลึก
ส่วนเมิ่งซีโจวนั้นกลับสุขุมเยือกเย็นมากขึ้นเป็นพิเศษ ทุกเช้าค่ำยังคงไปคารวะถามไถ่ฮูหยินเมิ่งตามธรรมเนียม และยังคงเสแสร้งทำทีนั่งสนทนาเป็นนางได้หน้าตาเฉย
แต่ภายในเรือนโยวหลานแห่งนี้ กระทั่งสาวใช้ที่ติดตามเมิ่งซีโจวมา ก็ล้วนเป็นคนของฮูหยินเมิ่งทั้งสิ้น ดังนั้น นางจึงมิได้ร่วมเล่นละครฉากนี้ไปกับเมิ่งซีโจวด้วย ทุกคราก็เอาแต่นิ่งเฉยไม่เอ่ยวาจาใด
ทว่าความสนุกสนานของเมิ่งซีโจวกลับหาได้ถูกบั่นทอนลงแม้แต่น้อยไม่ นางยังคงเผชิญใบหน้าเย็นชาของฮูหยินเมิ่งด้วยท่าทางเบิกบานยินดีทุกวัน สวมบทเป็น ‘เมิ่งหนานอี้’ ได้อย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อยเบื่อหน่าย ความมุ่งมั่นหาได้เคยลดละลงไม่ ถึงขั้นแฝงกลิ่นอายยั่วเย้าโทสะอยู่หลายส่วนด้วย
เพราะถูกก่อกวนติดต่อกันอยู่หลายวันเช่นนี้ หรือบางทีอาจเป็นเพราะเมิ่งซีโจวช่างพูดช่างเจรจาจนน่ารำคาญเกินไปจริงๆ กระทั่งวันนี้ เมื่อเมิ่งซีโจวพูดคุยเรื่องไร้สาระกับนางด้วยน้ำเสียงหวานเลี่ยนชวนสะอิดสะเอียนอีกครา ในที่สุดฮูหยินเมิ่งก็กระแทกถ้วยชาในมือลงกับโต๊ะอย่างแรง
เสียงกระทบกันของเครื่องกระเบื้องดังกังวานใส ทำให้บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบสงัดลงทันใด
ฮูหยินเมิ่งช้อนดวงตาคู่นั้นขึ้นมอง ดวงตาของนางล้ำลึกจนยากจะหยั่งถึง
“การที่ข้าถูกปลดจากโทษกักบริเวณโดยง่ายดายถึงเพียงนี้ ทั้งยังได้กลับมากุมอำนาจในจวนอีกครา… เจ้า…ไม่คิดจะกล่าวถึงบ้างเลยกระมัง?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเมิ่งซีโจวมิได้แปรเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับยิ่งสว่างไสวมากขึ้นอีกหลายส่วน
“ระยะเวลาที่ท่านแม่ถูกกักบริเวณนั้นนับว่ายาวนานอยู่บ้างจริงๆเจ้าค่ะ มีคำกล่าวว่า มิได้พบเพียงหนึ่งวันประหนึ่งห่างกันสามสารทฤดู ข้ากับท่านแม่มิได้พบหน้ากันมาหลายปี ในใจย่อมจะคิดถึงยิ่งนัก ทว่าลูกกลับคาดไม่ถึง ว่าท่านแม่จะยังคงงดงามประหนึ่งนางล่มเมือง ยังคงเจิดจรัสไร้ผู้ใดเปรียบ มิพบเห็นร่องรอยแห่งความเหี่ยวชราแม้เพียงครึ่งส่วนเลยเจ้าค่ะ!”
ถ้อยวาจานี้ช่างประชดประชันเสียดสียิ่งนัก
แต่ฮูหยินเมิ่งฟังแล้วไม่เพียงมิได้มีโทสะ กลับยังหัวเราะแผ่วเบาออกมาคราหนึ่งด้วย
เสียงหัวเราะนั้นสั้นห้วนและเย็นเยียบ ประหนึ่งอสรพิษแลบลิ้นเพื่อพ่นพิษ
นางค่อยๆยื่นมือออกไปหยิบองุ่นจากจานตรงหน้าขึ้นมาเม็ดหนึ่ง องุ่นเม็ดนั้นถูกปอกเปลือกไว้เรียบร้อยแล้ว นางยกมันขึ้นไว้ตรงหน้าอย่างไม่รีบร้อน ท่าทีคล้ายกำลังสบายอกสบายใจ และกำลังพินิจชื่นชมสิ่งของล้ำค่าอย่างละเอียดละอออยู่
ทว่าแม้ท่าทางของนางจะดูคล้ายจดจ่ออยู่กับองุ่นเม็ดนั้น แต่สายตาข้างหนึ่งกลับลอบเหลือบมองไปทางใบหน้าของเมิ่งซีโจว ใบหน้าที่ทำให้นางทั้งชิงชังจนอยากฉีกทึ้ง ทั้งรักจนมิอาจตัดใจได้
ช่วงเวลาที่นางเงียบหายไปนั้น หาใช่ยอมสงบศึกไม่ หากแต่กำลังครุ่นคิดอยู่ว่า จะทำเช่นไรจึงจะสามารถตัดรอนหนทาง ที่เมิ่งซีโจวจะได้ไต่ขึ้นเป็นพระชายาแห่งองค์รัชทายาทให้สิ้นซากได้ แต่ก็มิต้องถึงขั้นเอาชีวิตนางด้วยสองมือตน!
วิธีแรกที่ผุดขึ้นในหัวก็คือ จับนางแต่งออกไปเสีย! แต่งออกไปในดินแดนที่อยู่ไกลแสนไกล!
ทว่าแผนการนี้ หากจะลงมือทำจริง กลับเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย
ประการแรก ‘เมิ่งซีโจว’ ในฐานะพี่สาวยังมิได้ออกเรือน หากกลับให้น้องสาวอย่าง ‘เมิ่งหนานอี้’ แต่งออกไปก่อน ย่อมจะไม่สอดคล้องกับธรรมเนียมประเพณียิ่งนัก เป็นการฝ่าฝืนหลักจารีตเรื่องความอาวุโสและลำดับก่อนหลังอย่างร้ายแรง
เจ้าเฒ่าเมิ่งชินรุ่ยผู้นั้น ทั้งรักหน้าตายิ่งกว่าชีวิต ทั้งหวาดเกรงบารมีของราชวงศ์จนเข้ากระดูก ไม่มีวันยอมเห็นดีเห็นงามกับเรื่องเหลวไหลเช่นนี้เป็นแน่!
ประการที่สอง หากเพียงหมั้นหมายไว้ก่อน ด้วยความเจ้าเล่ห์มากแผนการของเมิ่งซีโจว นางย่อมมีวิธีนับไม่ถ้วนที่จะทำลายงานหมั้นหมายในครั้งนี้ให้ล่มไม่เป็นท่าได้ และแม้จะต้องทำลายสักแปดครั้งสิบหน ก็หาใช่เรื่องเกินกำลังของนางไม่!
ส่วนวิธีการต่ำช้าที่มิอาจนำขึ้นโต๊ะเดินทางสว่างได้นั้น… นางล้วนเคยลองมาแล้วทั้งสิ้น!
นางวางหมากในกระดานไว้อย่างประณีตบรรจง ล่อลวงให้เมิ่งซีโจวถูกคนลักพาไปยังสถานที่กันดารยากจนและห่างไกลผู้คน ทั้งยังมีชาวบ้านดุร้ายป่าเถื่อนอย่างหมู่บ้านเสี่ยวเหอ แต่กระนั้น นางก็ยังคลานกลับมาจนได้!
กระทั่งบัดนี้ ฮูหยินเมิ่งก็ยังคิดไม่ตกว่า สถานที่ซึ่งแม้แต่ผีสางยังไม่เหลียวแลเช่นนั้น ต่อให้เป็นบุรุษฉกรรจ์ก็ใช่ว่าจะหลบหนีออกมาได้โดยง่าย แล้วเหตุใดเมิ่งซีโจว คุณหนูแห่งจวนโหวที่ถูกเลี้ยงดูประคบประหงมมาตั้งแต่เล็กผู้นี้ กลับสามารถหนีรอดออกมาได้ นางทำได้เช่นไรกัน?!
พ่อบ้านหลินผู้มีหน้าที่คอยส่งสารไปมา ยังได้นำข่าวกลับมารายงานด้วยว่า… บัดนี้ หมู่บ้านเสี่ยวเหอได้กลายเป็นเนินหลุมศพขนาดมหึมาไปแล้ว!
ขุมนรกประเภทนั้น ก็ยังมิอาจกักขังนางไว้ได้!
ชาวบ้านพวกนั้นล้วนเหี้ยมเกรียมดั่งหมาป่าเสือร้าย ท้ายที่สุดกลับล้วนสิ้นชีพลงด้วยน้ำมือนางทั้งสิ้น!
แล้วใต้หล้าแห่งนี้ ยังจะมีสถานที่ใดจะสามารถจองจำเมิ่งซีโจว อสุรกายร้ายในคราบหนังมนุษย์ตนนี้ได้อย่างอยู่หมัดอีกเล่า?!
สถานที่ใดกัน ที่จะทำให้นางผู้แม้มีความสามารถสูงล้ำเสียดฟ้า ก็ยังมิอาจขัดขืน ได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมแต่โดยดี?!
แล้วคำตอบหนึ่งก็ผ่าทะลุม่านหมอกในห้วงคำนึงของฮูหยินเมิ่งขึ้นมาราวสายฟ้า—
วังหลวง!
ใช่แล้ว! ต้องเป็นพระราชวังเก้าชั้นฟ้า สถานที่ต้องห้ามอันเข้มงวดดุจกรงเหล็กของเมืองหลวงนี่ล่ะ!
กระเบียบในวังนั้นแบ่งชั้นศักดิ์อย่างเคร่งครัด ยิ่งเป็นวังหลวงภายใต้รัชสมัยของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันด้วยแล้ว ก็ยิ่งเข้มงวดน่าเกรงขามเป็นที่สุด!
ความคิดของฮูหยินเมิ่งพลันหมุนแล่นอย่างรวดเร็ว ข่าวลือนานัปการเกี่ยวกับโอรสสวรรค์ผู้ประทับเหนือบัลลังก์มังกร ค่อยๆผุดขึ้นในสมองของนางอย่างแจ่มชัด
ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันผู้นี้ นับว่าอารมณ์แปรปรวนมิแน่นอน ทั้งยังนับว่าเป็นกษัตริย์ผู้ผิดธรรมดาที่สุด นับตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์ต้าซ่งมา
บางครา พระองค์ก็ทรงเสรีไร้พันธนาการดุจเด็กน้อยผู้บริสุทธิ์ ถึงขั้นเปลือยพระบาทวิ่งไปบนพื้นหิมะพลางขับขานบทกวี สนทนาธรรมกับเหล่าขุนนางจนลืมกิริยาสำรวม
แต่บางครา พระองค์กลับโหดเหี้ยมทารุณไร้ครรลอง ขันทีน้อยผู้ปรนนิบัติอยู่ในตำหนักหย่างซิน เคยถูกพระองค์บีบคอจนขาดใจตายทั้งเป็น ร่างไร้วิญญาณถูกลากออกไปประหนึ่งเศษผ้าขาดๆสักผืน…
ทว่าเมื่อยามพระสติแจ่มใส การตัดสินพระทัยของพระองค์ก็มักมองการณ์ไกลสูงล้ำ เป็นคุณประโยชน์สืบไปถึงชั่วลูกชั่วหลาน พระปรีชาสามารถและพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดนั้น แม้แต่ราชบัณฑิตผู้บันทึกประวัติศาสตร์ที่เข้มงวดที่สุด ก็ยังมิอาจปฏิเสธได้