พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่146 หวังจับปลาสองมือกระมัง?
บทที่146 หวังจับปลาสองมือกระมัง?
แม้เขามิอาจทำร้ายเมิ่งหนานอี้ได้ แต่หากใช้ไปทำร้ายผู้อื่น ย่อมง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
ปล่อยให้เขาอยู่ข้างกายเมิ่งหนานอี้ต่อไปเถิด ทางที่ดีที่สุดต้องให้เขากลายเป็นแขนซ้ายขวาที่นางขาดไม่ได้ กระทั่งถึงวันที่กาลเวลาสุกงอม ค่อยให้นางเป็นผู้ลงมือฟันแขนข้างนั้นให้ขาดด้วยตนเอง!
ทุกสิ่งล้วนเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
เมิ่งซีโจวพึงพอใจต่อทิศทางของหมากตานี้ยิ่งนัก ทว่าบนใบหน้ากลับฉายแววผิดหวังอย่างใหญ่หลวง
“หรือท่านไม่เต็มใจ?”
น้ำเสียงของนางแผ่วเบาราวเสียงถอนหายใจ ประหนึ่งความหวังสุดท้ายได้มอดดับลงต่อหน้า
ฉู่เซียวถูกเสียงถอนหายใจนั้นทิ่มแทงจนหัวใจพลันบีบรัด!
เขากัดฟันแน่นอย่างฉับพลัน คล้ายเพิ่งตัดสินใจครั้งใหญ่ได้ ฝืนหันหน้ากลับมาด้วยอาการแข็งขืน สายตาประสานจ้องลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นของเมิ่งซีโจว ซึ่งยามนี้เปี่ยมล้นไปด้วยความเศร้าโศก แล้วรีบร้อนเอ่ยแก้ต่างว่า
“ไม่! นางไม่มีทางคิดทำร้ายท่านได้แน่! เรื่องนี้จะต้องมีความเข้าใจผิดอะไรบางอย่างแน่ ต้องมีคนยุยงให้พวกท่านทั้งสองแตกคอกันกระมัง… นางเพียงแค่เลอะเลือนไปชั่วขณะเท่านั้น!”
ปรากฏว่าเขาเริ่มหาข้อแก้ตัวให้นางแล้วรึ?
เมิ่งซีโจวแค่นหัวเราะเย็นชาอยู่ในใจ ช่างเลวทรามเสียจริง เขาถึงกับคิดจะขอให้ผู้ถูกกระทำ อภัยให้กับผู้ลงมือทำร้ายตนอย่างนั้นหรือ?
คราบน้ำตาบนใบหน้าของเมิ่งซีโจวยังไม่ทันแห้ง ทว่านางกลับฝืนกระตุกมุมปากขึ้นอย่างยากเย็น รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความขมขื่นที่ยากจะเอื้อนเอ่ย ราวกับแบกรับถ้อยวาจานับพันหมื่นไว้ในนั้น
“……ช่างเถิด ข้าไม่อยาก…ทำให้ท่านต้องลำบากใจแล้ว”
หัวใจของฉู่เซียวพลันสั่นสะท้านรุนแรง!
พวกนาง…เห็นชัดว่าพวกนางทั้งสองมีใบหน้าเหมือนกันแทบทุกกระเบียดนิ้ว! แล้วเหตุใดจิตวิญญาณภายในกลับต่างกันราวฟ้าเหวถึงเพียงนี้เล่า?
คนหนึ่งอ่อนโยนดุจสายน้ำ เข้าอกเข้าใจผู้อื่น แม้ตนจะตกอยู่ในอันตราย ก็ยังไม่ยอมให้เขาต้องลำบากใจ ต้องอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ส่วนอีกคนสดใสเจิดจ้าดุจเปลวเพลิง ดีใจก็แสดงออก โกรธก็เผยชัดแจ้ง ประหนึ่งธารใสกลางหุบเขาที่มองเห็นก้นบึ้งได้ในปราดเดียว ทั้งเอาแต่ใจ แต่ก็น่ารักน่าเอ็นดูในเวลาเดียวกัน!
ทว่า…ไม่ว่าจะเป็นคนใด เขาก็ไม่อาจปล่อยมือได้!
หรือบางที นี่อาจเป็นทัณฑ์ลงโทษจากสวรรค์ สำหรับการเข่นฆ่าผู้คนในครึ่งชีวิตแรกของเขากระมัง? จึงทำให้เขาต้องมาหลงรักพี่น้องฝาแฝดคู่หนึ่งในเวลาเดียวกันเช่นนี้ ถูกกำหนดให้ต้องฉีกทึ้งและทรมานอยู่ท่ามกลางพวกนางทั้งสองคน
แต่…วันหน้ายังอีกยาวไกล!
ขอเพียงเขาสามารถอยู่ข้างกายพวกนางทั้งสองได้ สักวันย่อมต้องหาจุดสมดุลนั้นพบแน่
เมิ่งซีโจวคาดไม่ถึงว่า กระทั่งถึงบัดนี้ทัศนคติของนางที่มีต่อฉู่เซียวนั้น ยังนับว่าประเมินอีกฝ่ายสูงเกินไปอยู่ดี
เขาผู้นี้หาใช่บุรุษลุ่มหลงในรักแท้รักมั่นใดๆทั้งสิ้น ชีวิตอันมืดมนไร้แสงตะวันในกาลก่อน ได้หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนยึดติดกับความเชื่อที่บิดเบี้ยวและเย็นชา เขาเพียงต้องการให้ทุกสิ่งเป็นไปตามใจตนเท่านั้น
เขาเพียงต้องการเสวยสุขพร้อมหน้าสตรีทั้งสอง
เมิ่งซีโจวเห็นเขานิ่งเงียบไปเนิ่นนาน แสงริบหรี่ในดวงตาที่นางฝืนประคองไว้ ในที่สุดก็ดับมอดลงจนสิ้น นางค่อยๆคลายมือที่กุมข้อมือของฉู่เซียวออก
ทว่าในชั่วพริบตาที่ปลายนิ้วเย็นเฉียบของนางกำลังจะผละจากผิวกายของเขาโดยสมบูรณ์ ฉู่เซียวกลับคล้ายถูกเหล็กร้อนนาบใส่ พลันตวัดมือกลับมาคว้าข้อมือนางไว้แทน!
แม้จะมีผ้าชั้นหนึ่งคั่นกลาง เขาก็ยังกำข้อมือเรียวเล็กของเมิ่งซีโจวไว้แน่นราวกับไม่ต้องการปล่อยนางไป
แต่ต่อมา คล้ายเพิ่งรู้ตัวว่าตนเสียกิริยาไป จึงรีบผ่อนแรงลง เขาสูดลมหายใจลึกแล้วจึงเอ่ยอธิบายว่า
“อย่างไรแม่นางทั้งสองก็นับว่ามีสายเลือดเดียวกัน นับเป็นพี่น้องฝาแฝดร่วมครรภ์มารดาเดียวกัน! โปรดอภัยให้ข้าด้วย… ข้าทำใจลงมือไม่ได้จริงๆ…”
เมิ่งซีโจวฟังแล้วแทบจะหลุดหัวเราะออกมาเสียตรงนั้น!
ฉู่เซียวเอ๋ยฉู่เซียว ที่แท้เจ้าก็มีคราวถูกบีบจนร้อนรนเหมือนกันรึ?
ยามปกติเขาการพูดจาของเขานั้นมิต่างอันใดจากคางคกตัวหนึ่ง ต้องใช้ไม้เขี่ยสักทีจึงจะยอมกระโดด ถามหนึ่งประโยคจึงฝืนตอบสักคำ เคยมีครั้งใดที่เหมือนตอนนี้บ้างเล่า ถึงกับเรียนรู้ที่จะปั้นน้ำเป็นตัว กล่าววาจาเหลวไหลได้เป็นคุ้งเป็นแควเก่งแล้วกระมัง?
เมื่อชาติภพก่อน เมื่อครั้งที่ฉู่เซียวติดตามอยู่ข้างกายเมิ่งหนานอี้นั้น โลหิตของทายาทเมิ่งชินรุ่ยที่เปื้อนมือเขา ยังนับว่าน้อยอีกหรือ?
ลูกของอนุหลิว ลูกของอนุเสิ่น… มีคนใดบ้างที่มิได้ตายไร้สุ้มเสียงตั้งแต่ยังเยาว์วัย?
ต่อให้เมิ่งชินรุ่ยจะโง่งมสักเพียงใด ภายหลังก็ยังพอจะสังเกตเห็นร่องรอยบางอย่างได้เลือนราง
แต่แล้วอย่างไรเล่า?
เขายังต้องพึ่งพาเมิ่งหนานอี้ ผู้เป็นถึงฮองเฮาเพื่อการดำรงชีวิต จึงทำได้เพียงเสแสร้งหูหนวกตาบอด ซ้ำยังต้องช่วยนางปิดบังกลบเกลื่อนอีกด้วย
ยามนั้น ตอนที่ฉู่เซียวเงื้อดาบลงมือ มือของเขาเคยมีความลังเลแม้เพียงครึ่งเสี้ยวบ้างหรือไม่?
บัดนี้ เขากลับล้มอยู่เบื้องหน้านาง แสดงละครรักใคร่เผื่อแผ่ไปถึงคนข้างเคียงแล้วหรือ? ดูท่า เขาคงปักใจแน่วแน่จะให้นางกับเมิ่งหนานอี้เปลี่ยนศึกเป็นไมตรี พี่น้องรักใคร่กลมเกลียวกันให้ได้ เพื่อที่เขาจะได้มีเหตุผลอันชอบธรรม ในการวนเวียนอยู่ระหว่างสตรีทั้งสองได้อย่างสบายใจกระมัง?
เรื่องนี้จะยากอันใดเล่า?
ก็แค่แสร้งเล่นละครสักฉาก นั่นเป็นสิ่งที่นางถนัดมากที่สุดแล้ว
เสียงสะอื้นของเมิ่งซีโจวพลันขาดห้วง ราวกับว่านางกำลังถูกวาจาเหลวไหลของฉู่เซียวกระทบจิตใจเข้าจริงๆ จนยามนี้ตกสู่ความสับสนเจ็บปวดอย่างลึกซึ้ง นางพึมพำออกมาด้วยเสียงแผ่วต่ำ
“ข้ากับพี่หญิง… เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็ก นางนับเป็นญาติเพียงคนเดียวที่ข้าสนิทชิดเชื้อที่สุดแล้ว…”
ขณะเอ่ย น้ำตาสายใหม่ก็ยังไหลรินลงมาอย่างไร้สุ้มเสียง
หัวใจของฉู่เซียวคล้ายถูกกระชากบีบอย่างรุนแรง ในที่สุดเขาก็อดกลั้นต่อไปไม่ไหว ยื่นมือออกไปปาดเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของนางอย่างแผ่วเบา
คราวนี้เมิ่งซีโจวมิได้หลบเลี่ยง รอจนเขาเช็ดน้ำตาให้นางเสร็จแล้ว นางจึงใช้ดวงตาคู่แดงก่ำนั้นจ้องมองเขา
“เช่นนั้น… ก็รบกวนท่านช่วย…ไปเกลี้ยกล่อมพี่หญิงแทนข้าจะได้หรือไม่เล่า? ช่วยถามนางให้ข้าได้กระจ่างเสียที… ว่าแท้จริงแล้วเหตุใดนางจึงปรารถนาจะสังหารข้านัก? และหากเรื่องราวทั้งหมดกลับเป็นความผิดของข้าจริงๆ ข้า… ข้าย่อมยินดีจะไปขอขมาต่อนาง…”
น้ำเสียงของเมิ่งซีโจวเจือสะอื้น ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของน้องสาวผู้อ่อนแอ ที่โหยหาความรักความผูกพันในครอบครัว และยินยอมที่จะประนีประนอมได้ทุกอย่าง
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่า ยามกล่าวถ้อยวาจาเหล่านั้นออกไป ในท้องของเมิ่งซีโจวกลับปั่นป่วนมากเพียงใด ความรู้สึกขยะแขยงตีตื้นขึ้นจนนางแทบอยากจะอาเจียนออกมาเสียตรงนั้น!
นี่คงเป็นละครฉากที่นางเล่นได้ยากเย็นที่สุดในสองชาติภพแล้วกระมัง!
ทว่า… กลับคุ้มค่ายิ่งนัก