พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่154 ปีใหม่ บรรยากาศใหม่ๆ บุรุษใหม่ๆ! (1)
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่154 ปีใหม่ บรรยากาศใหม่ๆ บุรุษใหม่ๆ! (1)
บทที่154 ปีใหม่ บรรยากาศใหม่ๆ บุรุษใหม่ๆ! (1)
เมิ่งซีโจวครุ่นคิดมาถึงตรงนี้ จู่ๆปลาชิ้นนั้นก็คล้ายมีกลิ่นคาวชวนให้รู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบทนไม่ไหว ทำเอาคืนนี้นางแทบมิอยากเห็นหน้าฉู่เซียวอีกแล้ว
หากตรรกะของเขาบิดเบี้ยวเช่นนั้น ก็มิสู้ปล่อยให้เขาทนเลียบาดแผลตัวเอง ทนเจ็บทนปวดไปสักคืนก็แล้วกัน
ในเมื่อเขาได้ ‘เลือก’ หนึ่งในสองพี่น้องฝาแฝดแล้ว เช่นนี้นางควรจะโกรธเขาดีหรือไม่?
เมิ่งซีโจวเขี่ยปลาชิ้นนั้นทิ้งไป แล้วเปลี่ยนมาคีบผัดผักในจานเล็กขึ้นมาแทน
และก็เป็นดังที่เมิ่งซีโจวคาดไว้ไม่มีผิด เวลานี้ในใจของฉู่เซียวกำลังลอบยินดีอย่างเงียบๆอยู่
คุณหนูเป็นผู้ลงมือทำลายโฉมหน้าของเขาด้วยตนเอง เช่นนั้นย่อมหมายความว่า นางมิได้ใส่ใจเปลือกนอกของเขาเลยแม้แต่น้อย นางไม่เหมือนบุรุษสตรีที่น่าขยะแขยงในอดีตเหล่านั้นเลย ที่เลือกมองเขาเป็นเพียงของเล่นไว้เชยชมเท่านั้น!
สิ่งที่นางปรารถนา มีเพียงตัวเขาเท่านั้น!
เพียงคิดมาถึงตรงนี้ หัวใจของเขาก็พลันเอ่อล้นไปด้วยรสชาติหวานล้ำ
วันรุ่งขึ้น หลังเที่ยง…
เมิ่งซีโจวรับประทานอาหารมื้อกลางวันเสร็จแล้ว จึงออกจากจวนแล้วมุ่งหน้าไปยังตำหนักองค์หญิงใหญ่เพื่อรับจดหมายที่จะส่งมา
องค์หญิงใหญ่นำทัพออกศึกไปได้กว่าครึ่งเดือนแล้ว แม้แต่ปีใหม่ก็ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ที่ชายแดน
ก่อนออกศึก นางเคยรับปากไว้ว่า ทุกสิบวันจะส่งจดหมายกลับมาแจ้งข่าวคราวให้รู้ว่าตนยังปลอดภัย เมิ่งซีโจวนับวันดูแล้ว วันนี้จดหมายฉบับแรกน่าจะต้องส่งมาถึงพอดี
ยามนี้ จดหมายที่ส่งถึงนางไม่สะดวกจะนำไปส่งให้ที่จวนจงหย่งโหวโดยตรง เมิ่งซีโจวจึงตัดสินใจไปรับที่ตำหนักองค์หญิงใหญ่ด้วยตนเอง
ทว่าระยะทางเพียงไม่กี่ถนน เมิ่งซีโจวกลับต้องพบคนที่ไม่อยากพบที่สุดเข้าเสียได้
จ้าวหังแห่งจวนกั๋วกงหนิง บุรุษ…ผู้ที่สมองคล้ายขาดเส้นเอ็นไปเส้นหนึ่ง
จ้าวหังจ้องมองนางแต่ไกล ดวงตาพลันสว่างวาบราวกับพบสมบัติล้ำค่าหายากในใต้หล้า เขารีบสาวเท้าก้าวเข้าไปหาทันที สามก้าวรวบเป็นสองก้าว พุ่งปรี่ตรงเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว
“แม่นางเมิ่ง! ช่างเป็นวาสนายิ่งนัก เราสองพบกันได้ทุกหนทุกแห่งจริงๆ!”
เมิ่งซีโจวลอบก่นด่าในใจคำหนึ่งว่า ‘เป็นเคราะห์ร้ายต่างหากเล่า’ นางเพียงต้องการรีบปลีกตัวไปอ่านจดหมายโดยเร็ว แต่บนใบหน้ากลับจำต้องประดับรอยยิ้มบางๆอย่างขอไปที
“คุณชายจ้าว ช่างบังเอิญนัก”
มีหรือจ้าวหังจะยอมปล่อยนางไปโดยง่าย?
เขาถูมือไปมา ฉีกยิ้มปั้นหน้าระรื่นอย่างไม่รู้จักอาย ก่อนจะอ้อมมายืนขวางอยู่เบื้องหน้าเมิ่งซีโจว แล้วเอ่ยถามประโยคติดปากขึ้นมาว่า
“แม่นางเมิ่ง เจ้าคิดตรึกตรองได้แล้วหรือไม่? ข้าจริงใจ อยากจะตบแต่งเจ้าเป็นภรรยาจริงๆ! ตกลง…เจ้ายินดีที่จะแต่งกับข้าหรือไม่เล่า?”
เมิ่งซีโจวอดทนแล้วอดทนอีก กว่าจะฝืนกดแรงกระตุ้น ที่อยากจะตบหน้าโง่ๆนี้ให้ปลิวกระเด็นออกไปอย่างยากเย็น
นางถึงขั้นเกือบหลุดปากออกไปว่า
“ได้สิ! รอว่าวันใดที่ฝ่าบาททรงประกาศนโยบายใหม่ อนุญาตให้สตรีแต่งสามีเข้าบ้านได้ แล้วข้าผู้นี้จะเป็นคนแรกที่แต่งเจ้าเข้ามา! แต่งเจ้าเข้าจวนในฐานะสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่ง!”
ทว่าในที่สุด สติยังคงเป็นฝ่ายชนะ นางจึงมิได้หลุดปากตะคอกออกไปเช่นนั้น
นางสูดลมหายใจเข้าลึกคราหนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าแฝงอาการจนใจขมขื่น
“คุณชายจ้าว เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไหนแต่ไรมาล้วนต้องเป็นคำสั่งของบิดามารดา หรือไม่ก็คำกล่าวของแม่สื่อ แล้วข้าจะตัดสินใจเองได้อย่างไรกัน? ยิ่งไปกว่านั้น…ฐานะของข้าตอนนี้…”
จ้าวหังได้ยินดังนั้น ก็รีบโบกไม้โบกมือด้วยท่าทางห้าวหาญ ประหนึ่งเมฆาทะยานฟ้า
“เรื่องพวกนี้ย่อมมิใช่ปัญหา! ขอเพียงเจ้ายอมพยักหน้าสักคราเท่านั้น เรื่องที่เหลือปล่อยให้ข้าจ้าวหังเป็นคนจัดการเอง! ทางด้านท่านพ่อ ข้าจะเป็นฝ่ายไปพูดเอง! ส่วนทางด้านองค์รัชทายาทนั้น…อืม ย่อมต้องมีหนทางอยู่แล้ว!”
เขาตบอกตนเองเสียงดังปึงปัง ท่าทางประหนึ่งว่า ต่อให้ฟ้าจะถล่มลงมา เขาก็จะเป็นผู้แบกรับไว้เองทั้งหมด
เมิ่งซีโจวจ้องมองท่าทางโง่เขลามิรู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำของเขา ความคิดอยากกลั่นแกล้งแสนร้ายกาจก็พลันผุดขึ้นภายในใจอีกครา
“โอ? อย่างนั้นรึ? เช่นนั้น…คุณชายจ้าวก็ให้บิดาของท่านเลือกฤกษ์งามยามดี แล้วลองมาสู่ขอที่จวนดูเถิด”
นางอยากจะเห็นนักว่า เมื่อกั๋วกงหนิงได้ยินข่าวว่าบุตรชายของตนต้องการจะแต่งกับ ‘สตรีผู้กุมชะตาหงส์’ ซึ่งเป็นว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาทแล้ว ใบหน้าเหี่ยวชรานั้นจะเปลี่ยนเป็นสีสันน่าดูชมสักเพียงใด
“เจ้าพูดจริงรึ?!”
จ้าวหังดีอกดีใจจนแทบคลุ้มคลั่งทันที เขาแทบไม่อยากเชื่อหูตนเอง! ยามนี้รู้สึกตื่นเต้นจนเกือบจะกระโดดตัวลอย เขาวนเวียนอยู่รอบตัวเมิ่งซีโจวพลางยืนยันหนักแน่นว่า “กล่าวแล้วห้ามคืนคำ” ซ้ำไปซ้ำมาคล้ายคนพูดจามิรู้ความอยู่เช่นนั้น
กระทั่งเมิ่งซีโจวรับปากอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาจึงได้ยอมจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์ แม้แต่แผ่นหลังยังมีกลิ่นอายของความเบิกบานใจแผ่ซ่านออกมาให้เห็น
เมิ่งซีโจวจ้องมองแผ่นหลังที่ยังคงกระโดดโลดเต้นมีชีวิตชีวาของเขา พร้อมกับส่ายหน้าไปมาด้วยความเสียดาย
จงทะนุถนอมช่วงเวลาที่ยังยืนได้เช่นนี้เอาไว้เถิดจ้าวหัง…
ขอเพียงเจ้าเอ่ยปากกับบิดาของเจ้า เกรงว่าครึ่งเดือนต่อจากนี้ เจ้าคงจะต้องถูกเฆี่ยนจนมิอาจลุกจากเตียงได้เป็นแน่แท้
กว่าจะขับไล่เทพแห่งภัยพิบัติอย่างจ้าวหังไปได้นั้นไม่ง่ายเลย เวลานี้เมิ่งซีโจวเพียงอยากรีบมุ่งหน้าไปยังตำหนักองค์หญิงใหญ่ให้เร็วที่สุด
ทว่าเพิ่งเลี้ยวผ่านหัวมุมถนน ร่างหนึ่งในอาภรณ์สีม่วงสดเจิดจ้าจนแสบตา ก็พลันพุ่งเข้ามาในสายตาของนางอย่างไม่ทันตั้งตัว!
กวนจื่ออี้!
นับเป็นปีชงของนางอย่างแท้จริง เคราะห์ร้ายแรกยังไม่ทันจางหาย เคราะห์ใหม่ก็ถาโถมเข้ามาอีกระลอกแล้ว!
เพียงเห็นชุดแพรพรรณหรูหราที่ดูคล้ายปักขนนกยูงไว้ทั้งตัวเช่นนั้น หนังศีรษะของเมิ่งซีโจวก็ถึงกับชาวูบไปครึ่งซีก ด้วยสัญชาติญาณ นางจึงคิดจะหันหลังหลบหนีในทันที
ทว่าน่าเสียดาย ดวงตาดอกท้อคู่นั้นของกวนจื่ออี้กลับไวเสียยิ่งกว่าอะไร! เงาร่างของเมิ่งซีโจวเพิ่งวูบผ่านตรงหัวมุมไป เขาก็รีบส่งเสียงเรียกขึ้นทันควัน น้ำเสียงยังคงแฝงความเจ้าชู้หยอกเย้าและสนิทสนมอย่างเคย
“ซีโจว! หยุดก่อน!”
ท่าทีที่กำลังจะหลบหนีของเมิ่งซีโจวพลันต้องแข็งค้าง นางจำต้องหมุนกายกลับมาอย่างจนใจ บนใบหน้าฉายปรากฏความรู้สึกประหลาดใจอย่างพอดี
“คุณชายกวนรึ? ช่างบังเอิญโดยแท้… เราสองพบกันได้ทุกหนทุกแห่งจริงๆ”
นางหยิบยกคำพูดของจ้าวหังเมื่อครู่มากล่าวด้วยความหงุดหงิดใจ
กวนจื่ออี้ก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึงหน้านางแล้ว เขาพยักหน้าเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งสว่างสดใสเสียเต็มประดา
“ฮ่าฮ่า… ใช่หรือไม่เล่า? นี่ล่ะคือพรหมลิขิต! เมื่อเช้าพวกเรายังบังเอิญพบกันที่ถนนจูเชวี่ย ผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วยาม ก็ได้พบกันอีกแล้ว!”
เมิ่งซีโจวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างแนบเนียน
เมื่อเช้านางมิได้ออกจากจวนเสียหน่อย ดูท่าเมิ่งหนานอี้คงถูกคุณชายท่านนี้ชนเข้าให้แล้ว
มิรู้ว่าตอนนั้นนางรับมือกวนจื่ออี้อย่างไรกัน?
กวนจื่ออี้กวาดตามองไปทางด้านหลังนางปราดหนึ่ง
“เอ๋? ผู้คุ้มกันปิดหน้าครึ่งซึกที่ติดตามเจ้าเมื่อเช้าเล่า? เหตุใดพอถึงยามเที่ยงก็หายหน้าไปเสียแล้ว?”
“ข้าให้เขากลับไปพักแล้ว”
เมิ่งซีโจวตอบส่งๆ แต่งข้ออ้างขึ้นมาอย่างลวกๆ แล้วเตรียมจะหาทางปลีกตัวจากไป
“นี่ๆ อย่ารีบร้อนจากไปนักสิ! ซีโจว ข้ามีเรื่องจริงจังที่จะต้องคุยกับเจ้า!” กวนจื่ออี้ยื่นมือออกมาขวางทางนางไว้
เมิ่งซีโจวจำต้องหยุดฝีเท้าอย่างอับจนปัญญา “เรื่องอันใด?”