พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่160 สองบุรุษกลัดมัน มาที่นี่เพื่อสู่ขอ! (1)
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่160 สองบุรุษกลัดมัน มาที่นี่เพื่อสู่ขอ! (1)
บทที่160 สองบุรุษกลัดมัน มาที่นี่เพื่อสู่ขอ! (1)
ความรู้สึกว่างเปล่าเลื่อนลอยพลันถาโถมเข้าครอบงำเมิ่งซีโจวในชั่วพริบตา
นางจึงค้นพบว่า ตนเองกลับมิอาจให้คำตอบใดๆได้เลย
เพลิงแค้นลุกโชนรุนแรงเกินไป คล้ายได้เผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างที่เหลือจนมอดไหม้สิ้นแล้ว
ทว่าในยามนี้ เห็นชัดว่ายังมิใช่เวลาจะมาขบคิดเรื่องเหล่านี้
กระดานเดิมพันเริ่มต้นขึ้นแล้ว เบี้ยเดิมพันก็ถูกจัดวางลงแล้ว รอบโต๊ะเดิมพันมีหมาป่าพยัคฆ์รายล้อม ฮูหยินเมิ่งกำลังจับตามองนางจากเงามืดอย่างไม่วางตา รอคอยเพียงให้นางเผยช่องโหว่ออกมาเท่านั้น
นางมีแต่ต้องชนะ และจำต้องชนะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น! และไม่มีสิทธิ์ถอนตัวกลางคันแม้แต่น้อยด้วย!
ซ่งเฉิงจี้ยังคงรอคอยคำตอบภายใต้บรรยากาศเงียบงัน แสงจันทราช่วยขับให้โครงหน้าด้านข้างของเขาดูอ่อนโยนมากเป็นพิเศษ เขาไม่เร่งรัด ราวกับว่าแม้นางจะใช้เวลาครุ่นคิดนานสักเพียงใด เขาก็พร้อมจะรอต่อไปเช่นนั้น
เวลาล่วงเลยไปเนิ่นนาน ในที่สุดเมิ่งซีโจวก็สูดลมหายใจเข้าลึก คล้ายตัดสินใจบางอย่างได้ในที่สุด
นางหันหน้าไปสบตาซ่งเฉิงจี้ สีหน้าจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จากนั้น จึงเอ่ยถ้อยคำที่ไม่เกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อยออกมา
“ราตรีสวัสดิ์”
กล่าวจบ นางกลับลุกขึ้นยืน ใช้สองมือปัดชายกระโปรงเบาๆ ก่อนจะหมุนกายเดินไปทางบันไดอย่างเด็ดขาดฉับไว ไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์แม้เพียงครึ่งส่วน
ซ่งเฉิงจี้ชะงักงันไปอย่างเห็นได้ชัด มองตามแผ่นหลังของนางที่จู่ๆก็ลุกจากไป พลันมีประกายความผิดหวังบางเบาวาบผ่านลึกลงไปในดวงตาทั้งคู่อย่างรวดเร็ว ทว่าเขามิได้ซักไซ้ไล่ถามอีกแม้แต่น้อย เพียงตอบไปตามน้ำอย่างว่าง่าย
“ราตรีสวัสดิ์”
ใต้แสงจันทร์ แผ่นหลังของเมิ่งซีโจวเคลื่อนห่างจากไป ดูเหมือนจะผ่อนคลายกว่าก่อนหน้านี้อยู่มาก
บ่าคู่นี้ที่เมื่อคราวพบกันแรกๆ คล้ายแบกรับภาระหนักอึ้งนับพันชั่งเอาไว้ บัดนี้คล้ายคลายลงเล็กน้อยบ้างแล้ว
วันที่สองของเทศกาลปีใหม่ เดิมทีควรเป็นวันที่แต่ละครอบครัวต่างไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนญาติมิตร ทว่าวันนี้ ในเมืองหลวงกลับคึกคักยิ่งกว่าปีก่อนๆเสียอีก ประหนึ่งหยดน้ำเย็นลงไปในกระทะที่มีน้ำมันร้อน จนเกิดระเบิดเสียงดังสนั่น!
ต้นตอของเรื่องก็หาใช่ที่ใดอื่นไม่ กลับเป็นจวนจงหย่งโหวที่ผู้คนแน่นขนัดดุจตลาด!
ฟากฟ้าเพิ่งจะสาง หน้าประตูจวนจงหย่งโหวก็มีเสียงฆ้องเสียงกลองดังกึกก้อง เสียงประทัดดังระงม ที่แท้จ้าวหังก็มาสู่ขอนางถึงจวนแล้วนั่นเอง!
เมื่อวานเขาได้รับคำยินยอมจากเมิ่งซีโจว เดิมคิดว่าจะกลับไปเรียนบิดาให้ทราบก่อน แต่หลังจากครุ่นคิดดูแล้ว ตาเฒ่าคร่ำครึผู้นั้นย่อมต้องอาศัยฐานะของเมิ่งซีโจว มาเป็นเหตุขัดขวางเขาอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นคงได้โต้เถียงกันวุ่นวายยกใหญ่แน่ มิสู้เขามาสู่ขอถึงจวนก่อน แล้วค่อยให้บิดาล่วงรู้ภายหลังจะดีกว่า ถึงยามนั้น สินสอดก็ได้วางลงไปแล้ว ต่อให้บิดาของเขาโกรธจนหนวดกระดิกตาเหลือกถลน แต่ด้วยต้องคำนึงถึงหน้าตาของทั้งสองจวน คงจะทำได้เพียงกลั้นใจยอมรับไปเท่านั้นเอง!
คิดมาถึงตรงนี้ เขาก็อดลำพองใจขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้ เหตุใดเจ้าก้อนสมองน้อยๆในหัวของเขา จึงได้ฉลาดปราดเปรื่องถึงเพียงนี้กันนะ? ช่างน่าภูมิใจยิ่งนัก!
เขารีบออกไปตามหาแม่สื่อในทันที ผู้ใดจะคาดคิดเล่า เสาะหาไปกว่าครึ่งเมืองหลวง แม่สื่อทั้งหลายที่ปกติพูดจาคล่องแคล่วคมคาย ถึงขั้นสามารถพูดจนคนตายกลับกลายเป็นคนเป็นได้ ครั้นได้ยินว่าเขาจะให้ไปสู่ขอ ‘เมิ่งซีโจว’ แห่งจวนโหว ต่างก็พากันตกอกตกใจจนหน้าซีดเผือด แล้วส่ายศีรษะระรัวประหนึ่งกลองป๋องแป๋ง!
เมื่อถูกบีบคั้นหนักข้อเข้า แม่สื่อเหล่านั้นก็ทำหน้าทำตาเหมือนจะร้องไห้ รีบเอ่ยวิงวอนขอชีวิตต่อเขาทันที
“คุณชายโปรดเมตตา เห็นแก่พวกผู้น้อยบ้างเถิด! ปล่อยพวกผู้น้อยไปสักครั้งเถิดเจ้าค่ะ! แม่นางผู้นั้นเป็นถึงผู้แบกรับชะตาหงส์ เป็นว่าที่พระชายาแห่งองค์รัชทายาทที่ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว! แม้เงินค่าแม่สื่อที่ท่านจะให้มีจำนวนที่สูงจนทั้งชีวิตพวกผู้น้อยก็มิอาจหาได้ แต่หากไม่อาจรักษาชีวิตไว้ได้ เงินพวกนั้นได้มาย่อมเท่ากับสูญเปล่านะเจ้าคะ! ทำลายวาสนาสมรสแห่งราชวงศ์ โทษมหันต์ถึงขั้นศีรษะหลุดจากบ่า ถูกประหารเก้าชั่วโคตรเชียวนะเจ้าคะ!”
จ้าวหังโมโหจนแทบเต้นผาง ด่าทอแม่สื่อเหล่านั้นเสียยกใหญ่ ว่าสายตาสั้นยิ่งกว่าหนูในรู ขี้ขลาดตาขาวยิ่งนัก!
อ้าปากก็อ้างแต่ชะตาหงส์ อ้างแต่ว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาทบ้าบออันใดกัน?
ฝ่ายบุรุษยังมิได้ตบแต่ง ฝ่ายสตรียังมิทันได้ออกเรือน ฟ้าดินยังไม่ตัดสินเช่นนี้ ทุกสิ่งล้วนยังเป็นไปได้ทั้งสิ้น!
เจ้าพวกโง่เง่านี่ ทองคำถูกยกมาวางตรงหน้าแล้ว ยังไม่กล้าแม้แต่จะก้มลงเก็บอีก!
เมื่อขุ่นเคืองใจถึงที่สุด เขาก็ประชดประชันขึ้นในใจ กัดฟันตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
ช่างเถิด! ให้ผู้อื่นสู่ขอ มิสู้ลงมือด้วยตนเอง!
พ่อสื่อนี้ คุณชายอย่างข้าจะขอควบตำแหน่งรับไว้เองก็แล้วกัน!
ดังนั้น วันนี้เขาจึงรีบร้อนมาสู่ขอ ‘เมิ่งซีโจว’ ถึงหน้าประตูจวนด้วยตนเอง คิดว่าในเมื่อเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ ย่อมต้องจัดฉากให้เอิกเกริกเสียหน่อย ให้ดูครึกครื้นรื่นเริงสักครา จึงได้พาคนมาตีกลองตีฆ้อง จุดประทัดโครมครามเช่นนี้
เขานำผู้คนกลุ่มใหญ่ไปเคาะประตูใหญ่ของจวนจงหย่งโหว
ในเวลาเดียวกัน ณ เรือนชั้นในของจวนโหว
ฮูหยินเมิ่งกำลังอารมณ์ดีไม่น้อย ขณะตรวจนับของขวัญปีใหม่ที่จะนำกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมในวันนี้ ทว่าสาวใช้ใหญ่คนสนิทอย่างซิ่วหลานกลับหน้าซีดเผือด วิ่งถลันเข้าไปหาผู้เป็นนายหญิงด้วยอาการลนลานจนแทบชนประตู พลางร้องตะโกนเสียงหลงว่า
“แย่แล้วเจ้าค่ะ! ฮูหยิน! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!”
ฮูหยินเมิ่งขมวดคิ้วเรียวงามที่บรรจงวาดไว้อย่างประณีตด้วยความไม่พอใจ แล้วตวาดเสียงเย็นขึ้นว่า
“บังอาจ! เดือนอ้ายปีใหม่เช่นนี้ ยังกล้าพูดถ้อยคำอัปมงคลเช่นนี้ออกมา! ตบปาก!”
ซิ่วหลานตกใจจนรีบยกมือขึ้นตบแก้มตนเองเบาๆสองที แล้วพ่นคำ “เพ้ย” ติดต่อกันสามครั้ง
“บ่าวสมควรตายเจ้าค่ะ! เพียงแต่นอกประตูจวนมีเรื่องสำคัญเร่งด่วนถึงชีวิตจริงๆเจ้าค่ะ!”
เมื่อฮูหยินเมิ่งเห็นสีหน้าแตกตื่นหวาดผวาของนาง ที่ดูไม่คล้ายเสแสร้งแกล้งทำเลยสักนิด จึงได้ข่มอารมณ์หงุดหงิดในใจลง แล้วเอ่ยถามเสียงขรึม
“เกิดเรื่องอันใดกัน เจ้าจึงได้ลนลานถึงเพียงนี้?”
“เป็นคุณชายน้อยจากจวนกั๋วกงหนิงผู้นั้น เป็นคุณชายจ้าวหังเจ้าค่ะ!” ซิ่วหลานหอบหายใจถี่ขณะเอ่ยต่อ “เขาพาคนจำนวนมากมา ทั้งตีฆ้องลั่นกลองครึกโครม… มาสู่ขอ ‘คุณหนูใหญ่’ แล้วเจ้าค่ะ!”
“อะไรนะ?!”
สมุดบัญชีในมือของฮูหยินเมิ่งที่อัดแน่นไปด้วยรายการของกำนัลมากมาย พลันร่วงหลุดมือตกลงไปบนพื้นเสียงดัง “แปะ” นางรู้สึกคล้ายเบื้องหน้ามืดดับวูบ ไฟโทสะสายหนึ่งพลันพุ่งพรวดขึ้นสู่กลางกระหม่อม!
มิน่าเล่า เช้านี้เมื่อตื่นขึ้นมา นางจึงรู้สึกคล้ายหนังตาขวากระตุกไม่หยุด ใจคอว้าวุ่นไม่เป็นสุข! ที่แท้ลางร้ายกลับกลายเป็นจริงแล้วนี่เอง!
จ้าวหังผู้ที่สมควรถูกสับเป็นพันชิ้นนั่น! ถึงกับกล้าก่อเรื่องเหลวไหลเช่นนี้เชียวรึ!
ฮูหยินเมิ่งโกรธจนร่างทั้งร่างสั่นเทิ้ม รีบร้อนสาวเท้าออกไปทันที หมายจะขับไล่ตัวซวยให้พ้นไปจากหน้าประตูจวนโดยเร็ว!
แต่ผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่า นางเพิ่งจะเดินไปถึงหน้าประตูจวน สาวใช้คนสนิทอีกคนอย่างซิ่วจู๋ก็พุ่งถลาเข้ามาในสภาพทุลักทุเล ทั้งสีหน้าท่าทางยังดูแตกตื่นเสียยิ่งกว่าซิ่วหลานอีก
“ฮูหยิน! ฮูหยิน! แย่แล้วเจ้าค่ะ!”
ฮูหยินเมิ่งสัมผัสได้ถึงหนังตากับสองขมับเต้นตุ้บๆไม่หยุด ลางสังหรณ์อัปมงคลรุนแรงสายหนึ่งพลันแล่นวาบขึ้น ทำเอามือเท้าของนางเย็นเฉียบไปหมด นางเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาคำหนึ่ง
“…พูด!”
ซิ่วจู๋ทรุดกายคุกเข่าลงกับพื้น
“คุณชายกวนจื่ออี้แห่งตำหนักไทเฮาก็มาสู่ขอ ‘คุณหนูใหญ่’ ด้วยเช่นกันเจ้าค่ะ! ทันทีที่มาถึงหน้าประตูจวน ก็พบกับคุณชายน้อยจ้าวเข้า แล้วทั้งสองคน… เวลานี้ทั้งสองคนชกต่อยกันใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!”
ฮูหยินเมิ่งรู้สึกราวฟ้าดินหมุนคว้าง หน้าอกเจ็บแปลบขึ้นมาเป็นระลอก ร่างทั้งร่างเซถอยหลังไปสองก้าวทันที หากมิใช่เพราะสาวใช้ด้านหลังตาไวมือไว รีบปรี่เข้าประคองร่างนางไว้แน่นแล้ว เกรงว่านางคงได้เป็นลมหมดสติล้มพับไปตรงนั้นแล้วแน่นอน!
นอกประตูใหญ่จวนโหว เวลานี้กำลังโกลาหลวุ่นวายปั่นป่วนไม่ต่างจากหม้อโจ๊กเดือดพล่าน!
ที่แท้วันนี้ เดิมทีกวนจื่ออี้เพียงแค่มาเยี่ยมเยียนและนำของขวัญปีใหม่มามอบให้เท่านั้น อีกทั้งยังถือโอกาสมาพบ ‘เมิ่งซีโจว’ สักคราด้วย
แต่ผู้ใดจะคาดคิดเล่า เพิ่งจะเลี้ยวพ้นหัวมุมถนนมา ก็เห็นเจ้าคนถ่อยจ้าวหังนั่น บังอาจยกขบวนมาสู่ขอนางอย่างเอิกเกริกก่อนแล้ว!
ชั่วพริบตา ความแค้นใหม่ปะทุซ้อนกับความแค้นเก่า ประหนึ่งภูเขาไฟระเบิดโหมกระหน่ำ เผาผลาญสติสัมปชัญญะของกวนจื่ออี้จนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านในทันที!
เจ้าคนโสมมต่ำช้าผู้นี้! คราวก่อนยังไม่เข็ดอีกรึ? คงจะรู้สึกคันขึ้นมาอีกแล้วกระมัง หรือนึกเบื่อหน่ายที่ตนมีชีวิตยืนยาวเกินไป? จึงได้คิดเพ้อเจ้อดั่งคางคกหมายกินเนื้อหงส์เช่นนี้!