พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่161 สองบุรุษกลัดมัน มาที่นี่เพื่อสู่ขอ! (2)
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่161 สองบุรุษกลัดมัน มาที่นี่เพื่อสู่ขอ! (2)
บทที่161 สองบุรุษกลัดมัน มาที่นี่เพื่อสู่ขอ! (2)
เจ้าคนสกปรกซอมซ่อนี่ ถึงขั้นไม่รู้จักส่องดูกระจกเสียบ้าง อย่างน้อยก็น่าจะมองดูเงาตนผ่านกองปัสสาวะบ้างมิใช่รึ? ไม่รู้จักดูเสียบ้างว่าตนเป็นตัวอะไร ยังจะกล้าฝันเฟื่องหมายปองเมิ่งซีโจวอีก!
กวนจื่ออี้กำหมัดแน่น ก้าวยาวๆสามก้าวรวบเป็นสอง เดินปรี่เข้าไปทางจ้าวหังจากด้านหลัง แล้วซัดหมัดหนึ่งตรงเข้าใส่เอวของอีกฝ่ายเต็มแรง
จ้าวหังที่กำลังยืนอยู่หน้าประตู กำลังรอคอยการต้อนรับจากฮูหยินจวนโหวอยู่ แต่แล้วจู่ๆก็ถูกลอบจู่โจมจากด้านหลังเช่นนี้ เขาถึงกับต้องยกมือขึ้นกุมบั้นเอวแล้วร้องโอดโอยออกมาด้วยความเจ็บปวด
“คุณชาย!”
เสียงตีกลองตีฆ้องและเสียงโห่ร้องพลันหยุดชะงักลงทันใด เหล่าผู้คุ้มกันต่างพากันตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ รีบกรูกันเข้ามาราวฝูงผึ้งแตกรัง วางไม้ตีกลองและฆ้องทองแดงในมือลง ปรี่เข้าคุ้มกันอยู่ข้างกายจ้าวหัง
จ้าวหังหันขวับไปมองผู้มาเยือน ครั้นเห็นว่าเป็นใคร ใบหน้าก็บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ กัดฟันกรอดเอ่ยลอดไรฟันขึ้นว่า
“ไฉนจึงเป็นเจ้าอีกแล้ว! กวนจื่ออี้ เจ้าเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร!”
หมัดของกวนจื่ออี้พุ่งเข้าใส่จ้าวหังอีกครา
“ข้าพบเห็นเจ้าเมื่อใด ก็จะตีเจ้าเมื่อนั้น!”
จ้าวหังรีบหลบวูบ หมัดนั้นจึงถูกผู้คุ้มกันขวางไว้ได้ทัน แล้วผู้คุ้มกันของทั้งสองฝ่ายก็ยกพวกปรี่เข้าใส่กัน ชั่วพริบตา สถานการณ์พลันชุลมุนวุ่นวายไปหมด ท่ามกลางความโกลาหลนั้น กวนจื่ออี้ก็ไล่ตามจ้าวหังไป พลางระดมหมัดชกใส่เขาไม่ยั้ง
จ้าวหังร้องโวยวายเสียงหลง “เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาตีข้า! ข้าจะไปฟ้องทางการ! ข้าจะไปบอกท่านพ่อ!”
กวนจื่ออี้ตวาดสวนกลับทันใด “ก็เพราะเจ้ามาตามพัวพันสตรีในดวงใจของข้าอย่างไรเล่า! ข้าควรจะซัดเจ้าให้ลุกจากเตียงไม่ได้สักสามวัน จะได้ไม่กล้ามารังควานนางอีก!”
เมื่อจ้าวหังได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยถึงเมิ่งซีโจว ก็ราวกับแมวที่ถูกเหยียบหาง เขาหยุดฝีเท้าลงทันใด แล้วหันขวับกลับมาเท้าข่มขวัญใส่อีกฝ่าย ทั้งยังตอกกลับไปว่า “ข้ากับคุณหนูใหญ่ตระกูลเมิ่งต่างมีใจให้กัน แล้วเจ้าเล่า? มาเป็นกระดูกขวางความสุขผู้คนทำไมกัน?!”
กวนจื่ออี้ไหนเลยจะยอมเสียหน้า จึงสวนกลับอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ “วันนี้ข้าก็จะมาสู่ขอนางเช่นกัน ข้ากับนางลอบให้สัตย์สาบานรักกันมานานแล้ว แล้วเจ้าเล่า เป็นกระเทียมหัวไหน?”
ชาวบ้านที่ถูกความเคลื่อนไหวนี้ดึงดูดมานาน ต่างก็พากันยืนล้อมเป็นวงใหญ่อยู่ห่างๆ คอยชะเง้อคอมองกันด้วยความอยากรู้อยากเห็น จะเข้าใกล้เกินไปก็กลัวถูกลูกหลง แต่จะให้ละสายตาเดินจากไป ก็นึกเสียดายเรื่องครึกครื้นระดับร้อยปีจะพบเห็นสักหนเช่นนี้!
บุรุษสองคนแย่งชิงสตรีคนเดียว เพียงแค่นี้ก็น่าจับตามองมากพออยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่ายที่ช่วงชิงกันยังเป็นถึงคุณชายเสเพลผู้มีชื่อเสียเลื่องลือไปทั่วทั้งเมืองหลวง เป็นสองตัวอันธพาลใหญ่ที่มิมีผู้ใดกล้ายุ่งด้วย! ส่วนสตรีที่ถูกแย่งชิงนั้น กลับเป็นคุณหนูใหญ่แห่งจวนโหว ผู้ได้ชื่อว่าเป็นยอดหญิงที่เปี่ยมปัญญาอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ทั้งยังมีชะตาหงส์ติดตัว!
นี่มันเรื่องประหลาดพิสดารชนิดที่นักเล่านิทานในโรงน้ำชายังมิกล้าแต่งเสียด้วยซ้ำ! บุตรหลานเสเพลถึงกับกล้าประกาศแย่งคู่หมั้นกับราชวงศ์กลางที่โจ่งแจ้งเช่นนี้เชียวหรือ? หรืออายุไขชีวิตของคนพวกเขาทั้งสองจะยืนยาวเกินไป จนต้องเสาะหาความตายเล่นเช่นนี้?!
ชาวบ้านทั้งหลายต่างมองดูกันจนตาค้าง พลางเดาะลิ้นร้องออกมาอย่างอัศจรรย์ใจไม่หยุด แทบอยากจะรีบกลับบ้านไปยกม้านั่งกับเมล็ดแตง มานั่งแทะเคล้าละครฉากใหญ่ตรงหน้าเสียเดี๋ยวนี้
ครั้นต่อมา ยังได้ยินต่างฝ่ายต่างกล่าวว่า ‘สองใจสมัครรักใคร่’ ‘ลอบให้สัญญาครองคู่กันชั่วชีวิต’ ยิ่งทำเอาผู้คนต่างพากันตกตะลึงจนคางแทบร่วงหล่นเกลื่อนพื้น!
ปรากฏว่าที่แท้คุณหนูใหญ่ตระกูลเมิ่งผู้นี้ กลับเป็นพวกสตรีใจง่ายหลายรัก เที่ยวทอดสะพานให้บุรุษไม่เลือกหน้าเช่นนี้นี่เอง!
จ้าวหังและกวนจื่ออี้ คนหนึ่งสวมชุดแดงเพื่อความเป็นสิริมงคล อีกคนโดยสันดานมักชอบแต่งกายฉูดฉาดเพื่อโอ้อวด ทั้งยังโปรดปรานสีแดงเป็นทุนเดิม เมื่อทั้งสองฝ่ายเข้าตะลุมบอนกันเช่นนี้ ชายอาภรณ์แดงพลิ้วจึงสะบัดไปมา ภาพตรงหน้าทั้งวุ่นวายทั้งบาดตาบาดใจผู้คนยิ่งนัก
ด้วยเหตุนี้ ข่าวลือจึงยิ่งถูกเล่าต่อไปจนผิดเพี้ยนมากขึ้นเรื่อยๆ
“ได้ยินหรือไม่? ที่หน้าจวนจงหย่งโหววันนี้ เจ้าบ่าวทั้งสองของคุณหนูใหญ่ตระกูลเมิ่งกำลังชกต่อยกันใหญ่แล้ว!”
“อะไรนะ? เจ้าบ่าวใหม่ทั้งสองคนที่ไหนกันเล่า? เจ้าหมายถึงองค์รัชทายาท…กับผู้ใดกัน?”
“โธ่เอ๊ย! มิใช่องค์รัชทายาท! แต่เป็นบุรุษใหม่อีกสองคนต่างหาก! ก็เจ้าปีศาจน้อยไร้กเกณฑ์สองคนจากจวนกั๋วกงหนิงกับตำหนักไทเฮาอย่างไรเล่า! เขาลือกันว่า ทั้งคู่ล้วนเป็นคนที่คุณหนูใหญ่ตระกูลเมิ่งลอบให้คำมั่นสัญญาว่าจะฝากชีวิตไว้ด้วยกัน!”
“สวรรค์! คุณหนูใหญ่ตระกูลเมิ่งผู้นี้… ช่างไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!”
เสียงซุบซิบนินทาประหนึ่งติดปีก ไม่นานก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกตรอกซอกมุมในเมืองหลวง กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุด ทั้งยังพิสดารที่สุดในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ด้วย!
เมิ่งซีโจวออกไปประชุมที่ราชสำนักพร้อมเมิ่งชินรุ่ยและเมิ่งจิ่งหงตั้งแต่เช้าตรู่ พ่อลูกคู่นี้จึงมิได้ดูละครสนุกที่นางได้วางหมากเปิดฉากด้วยตาตนเอง
หลังเสร็จสิ้นการประชุม เมิ่งซีโจวยังไปจัดการธุระบางอย่างที่ชานเมืองอีก ครั้นกลับมาถึงจวน จ้าวหังกับกวนจื่ออี้ก็ถูกบิดาของแต่ละฝ่ายจับตัวกลับไปเสียแล้ว
ยามนั้น เมิ่งชินรุ่ยกำลังนั่งอยู่ในโถงหน้า ฟังฮูหยินเมิ่งรายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ ยิ่งฟัง ใบหน้าของเขาก็ยิ่งดำทะมึน ยิ่งฟัง จิตใจของเขาก็ยิ่งดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ!
ท้ายที่สุด เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างแรงคราหนึ่ง กวาดเอาถ้วยชาบนโต๊ะทั้งหมดร่วงหล่นลงกระแทกพื้นแตกกระจายกลาดเกลื่อน!
“เหลวไหลสิ้นดี! ช่างเหลวไหลสิ้นดี!”
แม้วันนี้เมิ่งหนานอี้จะถูกฮูหยินเมิ่งขวางไว้ มิให้ปรากฏกายตลอดเวลาที่เกิดเรื่อง ทว่ายามนี้นางกลับนั่งอยู่ในโถงใหญ่ด้วย และกำลังร้องห่มร้องไห้จนแทบจะเป็นลมล้มพับไป
ถูกบุรุษเสเพลชื่อเสียงฉาวโฉ่ถึงสองคนคุกเข่าขอแต่งงานต่อหน้าธารกำนัล ทั้งยังมีข่าวลือแพร่สะพัดออกไปว่า นางกับพวกเขาทั้งคู่แอบลอบคบหากันมาก่อนแล้ว เรื่องนี้หากจัดการได้ไม่ดี อย่าว่าแต่จะแต่งเข้าตำหนักบูรพาเลย เกรงว่านางคงทำได้เพียงใช้ผ้าแพรขาวสามฉื่อแขวนคอตายอยู่บนขื่อเรือน เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเสียเท่านั้น!
“ท่านพี่ เมื่อครู่ข้าได้สอบถาม ‘ซีโจว’ แล้ว นางไม่เคยมีการไปมาหาสู่กับพวกเขาทั้งสองมาก่อนเลย เรื่องนี้จะต้องมีเงื่อนงำอย่างแน่นอน เกรงว่าคงมีคนริษยาในชะตาหงส์ของ ‘ซีโจว’ จึงคิดทำลายชื่อเสียงของนาง เพื่อขัดขวางมิให้นางแต่งเข้าตำหนักบูรพา!”
ฮูหยินเมิ่งตบหลังเมิ่งหนานอี้เบาๆเป็นการปลอบประโลม พลางเอ่ยวิเคราะห์กับเมิ่งชินรุ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
คิ้วทั้งสองของฮูหยินเมิ่งขมวดแน่นเข้าหากัน สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ “ดูจากท่าทีของจวนกั๋วกงหนิงกับตำหนักไทเฮาในวันนี้ พวกเขาน่าจะไม่รู้เรื่องมาก่อน มิรู้ว่าเป็นภูตผีปีศาจตนใดที่ยุแหย่คุณชายน้อยทั้งสองให้พากันเสียสติถึงเพียงนี้ได้!”
เมื่อเมิ่งชินรุ่ยได้ฟัง เพลิงโทสะก็ยิ่งลุกโชน แววตาพลันมีประกายเย็นเยียบอำมหิตวาบผ่าน เขากัดฟันกรอด เอ่ยลอดไรฟันด้วยความเคียดแค้นว่า
“รู้ตัวว่าสู้ไม่ได้จึงใช้วิธีต่ำช้าเช่นนี้! คิดว่าทำลายชื่อเสียงของซีโจวแล้ว บุตรีของตระกูลพวกมันจะมีโอกาสอย่างนั้นรึ? ช่างเพ้อฝันนัก! ได้แต่ฝันกลางวันเท่านั้นล่ะ!”
กล่าวจบ เขาก็อดไม่ได้ที่จะตบโต๊ะแรงๆระบายอารมณ์อีกครา
“หึ! เจ้าพวกเดรัจฉานต่ำทราม!”
เมิ่งซีโจวก้าวเข้ามาในโถงใหญ่ตรงกับจังหวะนั้นพอดี นางกวาดตามองคนทั้งห้องคราหนึ่ง ก่อนจะค้อมกายคารวะอย่างนอบน้อม
“คารวะท่านพ่อ ท่านแม่ พี่หญิง”
ครั้นได้ยินคำพูดของเมิ่งชินรุ่ยเมื่อครู่ นางก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ยังมีแก่ใจลอบหยอกเย้าอยู่ในใจว่า
——ถูกต้อง เดรัจฉานผู้นี้มาแล้ว! และมาเพื่อรับชมละครแสนสนุกสักฉากหนึ่ง!