พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่162 บีบน้ำตาแก้ไขปัญหาอะไรได้รึ?
บทที่162 บีบน้ำตาแก้ไขปัญหาอะไรได้รึ?
เมื่อฮูหยินเมิ่งเห็นเมิ่งซีโจวเดินเข้ามา อาภรณ์ขุนนางสีม่วงองอาจที่ยังมิทันได้ผลัดเปลี่ยนบนกายนาง ยิ่งขับให้ร่างนั้นตั้งตรงผึ่งผาย ระดุจไผ่งามยืนท้าทายน้ำค้างแข็ง
เส้นผมของนางถูกรวบขึ้นไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และนั่นยิ่งขับเน้นดวงหน้าที่งดงามอยู่แล้ว ให้งามจัดจ้านเหนือปกติอีก เผยกลิ่นอายองอาจผ่าเผยขึ้นหลายส่วนด้วย
หัวใจของฮูหยินเมิ่งพลันดิ่งวูบลง กระทั่งความร้อนใจเรื่องที่เมิ่งหนานอี้ถูกคุณชายเจ้าสำราญทั้งสองมาสู่ขอ ยังถูกกดทับลงไปในชั่วพริบตา นางจับจ้องพินิจมองความเปลี่ยนแปลงทุกเสี้ยวบนใบหน้าของเมิ่งซีโจว และพยายามจะตัดสินว่าแผนการของตนนั้นสำเร็จหรือไม่
หากเรื่องที่นางจัดวางไว้ในวันนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น เมิ่งซีโจวย่อมจะต้องถูกบีบบังคับให้เข้าวังไปเป็นสนมอีกในไม่ช้า
ทว่าใบหน้าของเมิ่งซีโจวกลับไร้ความผิดปกติใดๆแม้แต่น้อย เพ่งพินิจมองเยี่ยงไร ก็ไม่พบเห็นความผิดปกติเลยสักนิด
เมิ่งซีโจวค่อยๆทำความเคารพทุกคนจนเสร็จสิ้น เพิ่งจะนั่งลงได้ ก็คล้ายสังเกตเห็นว่าเมิ่งหนานอี้กำลังร้องห่มร้องไห้อยู่ จึงรีบผุดลุกขึ้นอีกครา แล้วเดินไปยืนข้างกายนางเผยแสดงท่าทีเป็นห่วงเป็นใย
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นรึเจ้าคะ? เหตุใดพี่หญิงจึงได้ร้องห่มร้องไห้เศร้าโศกถึงเพียงนี้เล่า?”
มาอีกแล้ว! นังตัวดีนี่ปั้นหน้าเสแสร้งเป็นคนดีอีกแล้ว! เจ้าเล่นละครให้ผู้ใดดูกัน!
นิ้วมือของเมิ่งหนานอี้ที่กำแน่นอยู่บนที่เท้าแขนพลันบีบเกร็งแน่นยิ่งขึ้น นางบีบแรงเสียจนปลายนิ้วซีดขาวไปหมด!
ผู้ใดจะคิดเล่าว่า อึดใจถัดมาเมิ่งซีโจวกลับเอ่ยว่า
“เดือนอ้ายเป็นต้นปีใหม่ หากร้องห่มร้องไห้เช่นนี้ จะพัดพาวาสนาของจวนให้จางหายไปได้ เช่นนั้นจะทำอย่างไรดีเล่า? พี่หญิง ท่านควรยั้งไว้เสียหน่อยเถิด”
เมิ่งชินรุ่ยฟังแล้วถึงกับชะงักงันไปครู่หนึ่ง เมื่อครู่นี้เขามัวแต่โมโหจนลืมไปเสียสนิทว่า ยามนี้ยังเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ เป็นเวลาที่ผู้คนถือเรื่องมงคลเป็นที่สุด! การร้องห่มร้องไห้โวยวายถึงเพียงนี้ ย่อมนับว่าเป็นลางอัปมงคลอย่างแท้จริง!
ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้ตระกูลเมิ่งของพวกเขา ได้เข้ารับราชการเป็นขุนนางถึงสามคนพร้อมกัน วาสนาในเส้นทางขุนนางย่อมสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด! หากน้ำตานั่นจะนำพาเคราะห์ให้มาปะทะชะตารุ่งโรจน์จริงๆ จะมิใช่เรื่องใหญ่หลวงหรอกหรือ?!
เขาจึงกำหมัดยกขึ้นจ่อริมฝีปากทันที แล้วกระแอมหนักๆออกมาสองครั้ง น้ำเสียงเจือด้วยความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“พอได้แล้ว หยุดร้องไห้ได้แล้ว! เจ้าเอาแต่ร้องไห้เช่นนี้แล้วจะมีประโยชน์อันใด ร้องแล้วช่วยให้ปัญหาคลี่คลายได้อย่างนั้นรึ? มีแต่จะชักนำความอัปมงคลมาสู่จวนเสียเปล่าๆ!”
แม้แต่ฮูหยินเมิ่งที่ถือโชคลางงมงายยิ่งนัก คราวนี้จึงหาได้เข้าข้างเมิ่งหนานอี้ไม่ น้อยครั้งนักที่นางจะทำเช่นนี้กับบุตรีสุดที่รัก นางเพียงเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“ใช่แล้วๆ อย่าร้องเลยนะจ๊ะ เจ้าร้องจนตาบวมหมดแล้วนะ”
เมิ่งหนานอี้พลันเงยหน้าขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ สายตาพร่าเลือนด้วยหยาดน้ำตาจ้องมองภาพผู้เป็นมารดาตรงหน้าแน่นิ่ง!
ไอเย็นหนาวเหน็บเสียดกระดูกสายหนึ่ง พลันแล่นปราดจากฝ่าเท้าขึ้นสู่กลางกระหม่อมของนางในชั่วพริบตา!
ในเสี้ยวอึดใจนั้น นางคล้ายได้ลิ้มรสชาติของความรู้สึกที่ว่า ‘ญาติมิตรตีจาก ผู้คนทรยศสิ้น’ ได้อย่างแท้จริง!
หยาดน้ำตาที่เมื่อก่อนเคยใช้ได้ผลทุกครั้ง บัดนี้กลับปรากฏว่าสิ้นฤทธิ์เสียแล้ว?
หรือว่า… เพียงเพราะนางถูกคุณชายเสเพลชื่อเสียงฉาวโฉ่สองคน เอ่ยปากสู่ขอกลางที่แจ้ง จึงทำให้ชื่อเสียงต้องด่างพร้อย ในสายตาของบิดามารดา นางคงจะสิ้นค่าหมดแล้วกระมัง กระทั่งมิอาจเทียบได้กับเมิ่งซีโจว ผู้เพิ่งได้ตำแหน่งขุนนางเล็กๆเท่าเมล็ดงาอย่างนั้นรึ?!
เมิ่งหนานอี้ราวกับกลืนถ่านแดงร้อนฉี่ลงไปหลายก้อน ทั้งอัดอั้นทั้งเจ็บปวด ไฟร้อนแผดเผาจนนางแทบคลุ้มคลั่ง!
ความอับอายเดือดดาลและความตื่นตระหนก แทบจะถาโถมกลืนกินนางให้จมหายไปทั้งร่าง!
ไม่! นางจะสูญเสียทุกสิ่งไปเช่นนี้ไม่ได้! ไม่มีทาง!
…มนุษย์เรามักเป็นเช่นนี้เสมอ ต้องรอคอยจนถึงวันที่เกือบสูญเสีย จึงค่อยรู้ถึงคุณค่าและรู้จักทะนุถนอม ต้องรอจนสายเกินแก้ จึงค่อยนึกเสียใจ!
ความคิดคลุ้มคลั่งสายหนึ่งพลันตะครุบกลืนกินสติสัมปัชชัญญะของนางไว้แนบแน่น
นางจะต้องเดิมพันสักครา!
เดิมพันว่าท้ายที่สุดแล้ว บิดามารดายังคงใส่ใจนางอยู่หรือไม่! นางจะเสแสร้งเล่นละครทำเป็นปลิดชีพตนเอง ใช้วิธีที่รุนแรงและน่าเวทนาที่สุด กอบกู้ฐานะอันง่อนแง่นของตนกลับคืนมาเป็นการชั่วคราว บีบให้พวกเขาทั้งคู่ไม่อาจเมินเฉยต่อนางได้ บีบให้พวกเขาจำต้องเห็นนางสำคัญยิ่ง และจะต้องช่วยนางคลี่คลายวิกฤตตรงหน้านี้!
“อ๊า——!”
เมิ่งหนานอี้กรีดร้องเสียงแหลมออกมา เสียงร้องตะโกนเสียดหูนี้เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง นางผุดลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ฉับพลัน ประหนึ่งผีเสื้อกลางคืนที่โผเข้าหากองไฟโดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น นางพุ่งทะยานออกไป หมายจะใช้ศีรษะของตนกระแทกเข้ากับเสาเคลือบชาดกลางโถงใหญ่ต้นนั้นแรงๆสักครา!
“คุณหนูใหญ่!”
ลมหายใจของทุกคนในที่นั้นพลันชะงักค้าง หัวใจแทบกระโจนขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ!
ฮูหยินเมิ่งขวัญกระเจิงจนแทบสิ้นสติ รีบถลาเข้าไปหมายจะขวางเอาไว้
เมิ่งซีโจวซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด ดูเหมือนจะร้องอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน “อย่านะ พี่หญิง!” ก่อนจะรีบยื่นมือออกไปขัดขวางเมิ่งหนานอี้ไว้โดยเร็ว
คาดไม่ถึงว่าเมิ่งหนานอี้ร้องไห้มานานเกินไป ยามนี้เลือดลมตีขึ้นบนจนเวียนศีรษะตาลาย ครั้นออกแรงกะทันหันเช่นนี้ ฝ่าเท้าก็พลันอ่อนยวบลงทันที ไม่เพียงชนเสาไม่สำเร็จ กลับยังซวนเซจนเกือบจะร่วงลงไปกองอยู่ข้างเก้าอี้
เมิ่งซีโจวตาไวมือไว รีบยื่นมือออกไปประคองร่างของนางไว้ได้ทัน
เมิ่งหนานอี้สะบัดมือของนางออกด้วยความรังเกียจ ต่อให้จะต้องล้มจนปางตาย นางก็ไม่มีวันยอมรับน้ำใจจอมปลอมจากเมิ่งซีโจวเป็นอันขาด! หากต้องถูกเมิ่งซีโจวช่วยเอาไว้เช่นนี้ นางคงรู้สึกคลื่นไส้จนชาตินี้ทั้งชาติมิอาจกลืนข้าวได้ลงอีกเป็นแน่!
ทว่าทักษะและความเร็วของเมิ่งซีโจวนั้น หาใช่สิ่งที่เมิ่งหนานอี้จะเทียบได้ เมิ่งหนานอี้หลบ นางก็ไล่ตามไป ประคองมือไว้ไม่ทัน นางก็เปลี่ยนมาประคองไหล่ทั้งสองแทน
ในสายตาผู้อื่น ภาพตรงหน้านี้ไม่ต่างจากเมิ่งซีโจวกำลังพยายามอย่างสุดชีวิต ที่จะขวางเมิ่งหนานอี้ซึ่งเสียสติจนควบคุมตนเองไม่ได้
ท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวายนี้ ไม่รู้ว่าเท้าของเมิ่งหนานอี้ไปสะดุดสิ่งใดเข้า นางถึงกับร้องอุทานออกมา แล้วร่างทั้งร่างก็เสียหลักถลาเข้าสู่อ้อมอกของเมิ่งซีโจวอย่างไม่อาจควบคุม!
อ้อมกอดหอมละมุนดุจหยกอุ่นอย่างนั้นรึ?
ไม่เลย!
สำหรับเมิ่งหนานอี้แล้ว ความรู้สึกนั้นไม่ต่างจากถูกจับร่างโยนลงไปในรังมดนับหมื่นตัวในชั่วพริบตา!
ทั่วทั้งร่างของนางราวมีมดไต่อยู่นับไม่ถ้วน นอกจากพวกมันจะไต่ยั้วเยี้ยแล้ว ยังรุมกัดแทะเนื้องหนังของนางอย่างบ้าคลั่งด้วย ทำเอาหนังศีรษะของนางถึงกับชาวาบ คลื่นเหียนจนแทบสำรอกออกมา!
“อย่ามาแตะต้องตัวข้า!”
นางแทบไม่ทันได้คิด อาศัยแรงทั้งหมดที่มี ผลักเมิ่งซีโจวออกไปอย่างสุดกำลัง!
เมิ่งซีโจวคล้ายไม่ทันตั้งตัวแม้แต่น้อย หรือจะกล่าวให้ถูกก็คือ นางรอคอยจังหวะนี้อยู่ก่อนแล้ว
นางปล่อยร่างไปตามแรงผลักนั้น ก่อนจะล้มลงกระแทกกับพื้นเสียงดัง “ปัง” อย่างหนักหน่วง! จากนั้นก็เปล่งเสียงร้องครางอู้อี้ออกมาคำหนึ่ง คล้ายกำลังเจ็บปวดจนแทบฝืนทนต่อไปไม่ไหว!