พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่163 เจ้าคิดจะฉุดทุกคนลงขุมนรกด้วยกระมัง!?
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่163 เจ้าคิดจะฉุดทุกคนลงขุมนรกด้วยกระมัง!?
บทที่163 เจ้าคิดจะฉุดทุกคนลงขุมนรกด้วยกระมัง!?
เมิ่งชินรุ่ยเห็นดังนั้น เพลิงโทสะก็พลันลุกโชนขึ้นในอก ยิ่งเห็นเมิ่งซีโจวล้มลงรุนแรงถึงเพียงนั้น ความไม่พอใจที่มีต่อเมิ่งหนานอี้ก็พลันพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด เขาจึงตวาดเสียงดุดันด้วยความโมโหระคนผิดหวัง
“เหลวไหล! ข้ารู้ว่าในใจเจ้าคับแค้นยากจะระบาย! แต่เรื่องนี้เกี่ยวอันใดกับน้องสาวของเจ้าเล่า เหตุใดจึงต้องเอาเพลิงโทสะและความเคียดแค้นทั้งหมดไปลงที่นางด้วย?! ตำราปราชญ์ที่เจ้าอ่านมานานหลายปี กระเบียบมารยาทที่เจ้าร่ำเรียนมา ทั้งหมดล้วนไปอยู่ในท้องสุนัขหมดแล้วกระมัง?!”
หัวใจของฮูหยินเมิ่งพลันกระตุกวูบ รีบก้าวขึ้นหน้ามาห้ามศึกอย่างลำเอียง นางเอ่ยกับเมิ่งชินรุ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“ท่านพี่โปรดระงับโทสะด้วย! พี่น้องสองคนเพียงแค่หยอกล้อกันเล่นเท่านั้น อาจลงไม้ลงมือมิรู้หนักเบาไปบ้างก็เท่านั้นเอง! ‘ซีโจว’ เองก็กำลังขมขื่นใจนัก ชั่วขณะจึงได้เสียการควบคุมสติไป…”
แล้วนางก็หันไปตวาดใส่ ‘เมิ่งหนานอี้’
“ยังไม่รีบลุกขึ้นมาอีก! เป็นถึงคุณหนูแห่งจวนโหว กลับล้มกลิ้งลงไปนอนกองกับพื้นเช่นนี้ ใช้ได้ที่ไหนกัน? หากมีผู้ใดมาพบเห็นเข้า จะมิกลายเป็นเรื่องให้คนหัวเราะเยาะหรอกรึ!”
สิ่งที่เมิ่งซีโจวตอบกลับผู้เป็นมารดา มีเพียงเสียงสูดลมหายใจด้วยความเจ็บปวด และอดกลั้นข่มใจยิ่งกว่าเดิมเท่านั้น
เมิ่งชินรุ่ยเห็นดังนั้น คิ้วทั้งสองพลันขมวดแน่น เขาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ พลางร้องถามด้วยความร้อนใจ
“เป็นเช่นไรบ้าง? หรือกระดูกจะหักจริงๆแล้วกระมัง?”
ในใจของเขาพลันบีบรัด รีบเปล่งเสียงสั่งการทันที
“จะมัวยืนตกตะลึงอะไรกันอยู่อีกเล่า? ยังไม่รีบมาประคองคุณหนูรองขึ้นจากพื้นอีก ใครก็ได้รีบไปเชิญหมอมาตรวจดูเร็วเข้า!”
สั่งการเสร็จแล้ว เขาก็หันกลับไปมองเมิ่งหนานอี้ที่ยังคงยืนแข็งทื่ออยู่ที่เดิมอีกครั้ง เพลิงโทสะและความผิดหวังในอกพลันพลุ่งพล่านโหมซัด จึงเอ่ยออกไปโดยมิได้ยั้งคิด
“เจ้าดูสภาพตนเองในยามนี้เสียบ้าง! เรื่องราวลุกลามจวนจะไหม้ถึงคิ้วอยู่แล้ว ยังมิรู้จักสงบจิตสงบใจคิดหาหนทางแก้ไข กลับเอาแต่ร่ำไห้โวยวาย อาละวาดฟูมฟาย ร้องเอะอะจะเป็นจะตาย ครั้นไม่สำเร็จก็หันมาลงมือกับน้องสาวร่วมสายโลหิตอย่างโหดเหี้ยม! หรือเพราะถูกเจ้าคนเสเพลทั้งสองนั่นข่มขวัญจนเสียสติไปแล้วจริงๆ? กลอุบายกับความมุ่งมั่นที่เคยมีในกาลก่อน ยังหลงเหลืออยู่สักครึ่งส่วนหรือไม่?!”
ยิ่งเมิ่งชินรุ่ยกล่าว น้ำเสียงก็ยิ่งหนักหน่วงมากขึ้น แทบจะเท่ากับตบหน้าเมิ่งหนานอี้ต่อหน้าบ่าวไพร่ทั้งเรือน เหยียบย่ำนางเสียจนไร้ค่าดั่งเศษธุลีดิน
หยาดน้ำตาที่เมิ่งหนานอี้พยายามข่มกลั้นไว้เนิ่นนาน ในที่สุดก็ไหลทะลักออกมาเป็นสายอีกครา ทว่านั่นหาใช่เพราะความเศร้าโศกเสียใจไม่ หากแต่เป็นเพราะโทสะและความเคียดแค้นที่พุ่งทะยานขึ้นสูงเสียดฟ้าต่างหาก!
ตาแก่ตายยากตายเย็นผู้นี้! มีสิทธิ์อันใดมากล่าววาจาเช่นนี้กับข้า?! หากเจ้ามิได้โดนเองกับตัว ย่อมไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของข้าหรอก!
คุณหนูสูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่โตคนใดบ้าง หากต้องประสบกับเรื่องน่าสะอิดสะเอียนเช่นนี้ ที่ทั้งทำลายชื่อเสียงพรหมจรรย์ ทั้งตัดหนทางอนาคต ยังจะสามารถรักษาความสงบเยือกเย็นไว้ได้อีก?! ถูกเจ้าคนเสเพลชื่อเสียงฉาวโฉ่อย่างจ้าวหังกับกวนจื่ออี้มาตามตอแย ต่อให้นางมีปากงอกขึ้นมาทั่วทั้งร่าง ก็ยังจากจะอธิบายให้ผู้คนเข้าใจกระจ่างได้!
นางเป็นผู้มีชะตาหงส์ติดตัว ถูกลิขิตให้เป็นว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาท! หากเพราะเหตุการณ์ครานี้ ทำให้นางถูกเชื้อพระวงศ์ถอนหมั้นขึ้นมาจริงๆ ชีวิตทั้งชีวิตของนางคงต้องจบสิ้นแล้ว! ผู้ใดเล่าจะชดเชยอนาคตอันรุ่งโรจน์ดุจผืนแพรนี้ให้แก่นางได้?! แล้วยังจะมีผู้ใดชดใช้ได้ไหวเล่า?!
ท่ามกลางการเผชิญหน้าอันดุเดือดของสองพ่อลูก เมิ่งซีโจวถูกประคองไปนั่งยังที่ของตน ส่วนฮูหยินเมิ่งยังคงตั้งอกตั้งใจห้ามศึกต่อไป
“ท่านพี่ อย่าทำให้ ‘ซีโจว’ ต้องหนาวเหน็บหัวใจมากไปกว่านี้อีกเลย! นางเพียงแค่ร้อนใจไปบ้างเท่านั้น ต่อให้เป็นแม่ทัพผู้ผ่านศึกร้อยครั้งไม่พ่าย ย่อมต้องมีคราวที่รู้สึกว่ายุ่งยากเกินรับมือได้เหมือนกันมิใช่รึ!”
เมิ่งชินรุ่ยแค่นเสียงเย็นหนักหน่วงออกมา ท้ายที่สุดก็มิได้ตำหนิเมิ่งหนานอี้ต่ออีก เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างแรงด้วยความโมโห แล้วกลับไปนั่งลงที่เดิม สีหน้ายังคงเดือดดาล หน้าอกยังคงกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง
เมิ่งซีโจวยังคงขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวราวกับกำลังข่มกลั้นความเจ็บปวดไว้ ทว่ายังฝืนเอ่ยวาจา “ท่านพ่อ อารมณ์ของพี่หญิงพลุ่งพล่านเกินควบคุมมากไปแล้ว ส่งนางกลับเรือนไปพักผ่อนก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
เมิ่งชินรุ่ยระบายลมหายใจหนักหน่วงออกมา เอ่ยคล้ายจำใจยอมถอย
“ช่างเถิด พานางไสหัวออกไปจากที่นี่เสีย! ฮูหยิน เจ้าไปที่ห้องตำรากับข้าเดี๋ยวนี้!”
เมิ่งชินรุ่ยก้าวออกจากโถงหลักไปก่อน เมิ่งหนานอี้กับฮูหยินเมิ่งจึงรีบตามหลังไปติดๆ
เมิ่งซีโจวลุกขึ้นส่งพวกเขาทั้งหมด ครั้นก่อนจากไป ฮูหยินเมิ่งยังหันมามองนางด้วยแววตาล้ำลึกปราดหนึ่ง กลิ่นอายสังหารในแววตาคู่นั้น คล้ายจะกดข่มเอาไว้ไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว
…..
ยามสนธยา ภายใต้ท้องนภายามพลบค่ำ เรือนฉงหัวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติถึงสองคนพร้อมกัน
ภายในห้องมีเพียงพวกนางสามคนเท่านั้น
เมิ่งซีโจวนั่งอยู่หน้าโต๊ะด้วยท่วงท่าสงบเยือกเย็น มือค่อยๆจัดวางชุดน้ำชาเรียบงามไร้ลวดลายฉูดฉาด น้ำร้อนถูกรินลงในถ้วย เกิดไอขาวลอยกรุ่นเป็นสาย กลิ่นชาหอมอบอวลไปทั่วทั้งห้อง
นางยังมีอารมณ์สุนทรีย์รินชาให้ตนเองหนึ่งถ้วย ราวกับผู้ที่มาเยือนหาใช่มารดากับบุตรีที่ยกทัพมาถามหาโทษ หากเป็นเพียงแขกผ่านทางที่ไม่สลักสำคัญอันใด
ทว่าฮูหยินเมิ่งกับเมิ่งหนานอี้กลับไร้ทีท่าว่าจะนั่งลง ทั้งสองยืนแผ่นหลังตรงแข็งอยู่กลางห้อง ราวกับรังเกียจเสียเหลือเกินว่า แม้แต่พื้นเรือนฉงหวาแห่งนี้ก็ยังเปรอะเปื้อนสิ่งโสมม หากต้องอยู่นานขึ้นอีกสักขณะก็แทบทนมิได้แล้ว
“เมิ่งซีโจว!”
น้ำเสียงของฮูหยินเมิ่งเย็นเยียบประหนึ่งเพิ่งถูกช้อนขึ้นมาจากห้องน้ำแข็ง แฝงไอหนาวเหน็บบาดลึก
“เป็นฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่?!”
นางกับเมิ่งชินรุ่ยปรึกษาหารือกันอยู่ในห้องตำราตลอดทั้งบ่าย ยิ่งวิเคราะห์ก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้รับมือได้ยากเย็นยิ่งนัก แทบจะกลายเป็นตรอกตันไร้ทางออกอย่างสิ้นเชิง!
ข่าวลือซุบซิบนินทาในเมืองหลวงได้แพร่กระจายออกไปราวโรคระบาด ตั้งท่าจะหยุดยั้งก็หยุดไม่อยู่เสียแล้ว! ผู้ใดจะมั่นใจเล่าว่า ในเวลาเพียงชั่วพริบตาถัดไป ข่าวลือนี้จะไม่ลอยเข้าสู่วังหลวง และไปถึงพระเนตรพระกรรณขององค์รัชทายาท หรือกระทั่งฝ่าบาท?!
หากถึงเวลานั้น ทุกอย่างย่อมจะต้องจบสิ้นเป็นแน่!
ชะตาหงส์อันใด พระชายาแห่งองค์รัชทายาทอันใด ราชวงศ์ไม่มีทางรับสตรีที่พัวพันไม่ชัดเจน กับคุณชายเสเพลชื่อเสียงฉาวโฉ่ถึงสองคนได้เป็นแน่!