พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่171 ปิดฉากไปหนึ่ง! (1)
บทที่171 ปิดฉากไปหนึ่ง! (1)
เมิ่งชินรุ่ยได้ฟังดังนั้น แม้ในใจจะกำลังปั่นป่วนยุ่งเหยิงดุจป่านพันกัน ทว่าก็ทำได้เพียงฝืนสงบสติแล้วพยักหน้า จากนั้นจึงหันไปสั่งบ่าวรับใช้ให้รีบไปจัดการ
ใครจะคิดว่าบ่าวผู้นั้นเพิ่งเร่งรุดออกไปได้ไม่นาน ครู่เดียวกลับย้อนมาเพียงลำพัง สีหน้าตื่นตระหนก รีบรายงานว่า
“นายท่าน! แย่แล้วขอรับ! คุณหนูรองนาง… นางไข้ขึ้นสูงหนักมาก! สติถูกไข้พิษแผดเผาจนเพ้อไปแล้วขอรับ!”
คิ้วของเมิ่งชินรุ่ยขมวดเข้าหากันประหนึ่งผูกปมตายในทันที!
ไฉนต้องมาป่วยในยามคับขันเช่นนี้พอดีด้วยเล่า?!
พักนี้จวนโหวคงถูกปีศาจร้ายเล่นงานเข้าแล้วกระมัง! เรื่องแล้วเรื่องเล่า มิมีเรื่องใดได้ดั่งใจเขาสักอย่าง!
ขันทีจางที่อยู่ด้านข้าง เมื่อได้ยินดังนั้น คิ้วเรียวยาวก็เลิกขึ้นเล็กน้อย เขาสะบัดแส้ปัดฝุ่นในมือเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงแหลมเล็กว่า
“โอ้? ในเมื่อเป็นเช่นนี้… อย่างนั้นก็ช่างเถิด รีบไปเชิญหมอมาตรวจดูอาการคุณหนูรองเสียก่อน เรื่องเข้าวังนั้น มิได้เร่งร้อนอันใดนัก จะออกเดินทางพรุ่งนี้ก็ยังไม่สาย”
คำพูดของเขาฟังดูคล้ายเข้าอกเข้าใจดี ทว่านัยน์ตากลับไหววูบเล็กน้อย
กำปั้นของฮูหยินเมิ่งที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อบีบกำแน่นจนแข็งเกร็ง เล็บทั้งสิบแทบจะจิกฝังฝังเข้าไปในฝ่ามือ!
เป็นไข้สูงรึ? หากข้าเชื่อก็โง่แล้ว!
เมิ่งซีโจวจะต้องแสร้งป่วยเป็นแน่! คิดใช้กลอุบายต่ำช้าเช่นนี้มาถ่วงเวลา! นางคงนึกกระมังว่า ขอเพียงยื้อเวลาออกไปได้อีกสักชั่วขณะ ก็จะสามารถคิดหาหนทางเอาตัวรอดได้?
ช่างเพ้อฝันสิ้นดี! ฝันกลางวันแท้ๆ!
นางไม่มีวันยอมให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้เป็นอันขาด!
ฮูหยินเมิ่งรีบก้าวขึ้นหน้าทันที ใบหน้าฝืนปั้นรอยยิ้มทั้งร้อนรนทั้งจริงใจ พลางกล่าวกับขันทีจางว่า
“กงกง ทำเช่นนั้นมิได้! ฤกษ์มงคลนี้เป็นสิ่งที่สำนักโหรหลวงคำนวณไว้แล้ว ย่อมต้องเกี่ยวพันถึงพระบารมีอันไพศาลของฝ่าบาทและชะตาของแผ่นดิน จะเปลี่ยนแปลงโดยพลการเพียงเพราะอาการป่วยเล็กน้อยของบุตรีข้าได้อย่างไรกัน? บุตรีข้าผู้นี้ร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เล็ก ปวดหัวตัวร้อนล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ มิได้หนักหนาอันใด สมควรต้องรับ ‘หนานอี้’ เข้าวังในคืนนี้เลย อย่าได้ปล่อยให้พลาดฤกษ์มงคลเป็นอันขาด!”
ถ้อยวาจาของนางเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ ทุกประโยคล้วนฟังคล้ายคำนึงถึงราชสำนักเป็นหลัก ทว่าแท้จริงแล้ว ภายในใจกลับมีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น
เร็วเข้า! รีบส่งตัวหายนะอย่างเมิ่งซีโจวออกไปให้พ้นจวนโดยเร็ว!
ปล่อยให้นางอยู่ในจวนนานขึ้นอีกเพียงแค่ชั่วยามเดียว ความผันแปรก็เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน!
กว่าจะวางแผนเดินมาถึงขั้นนี้ได้มิใช่เรื่องง่าย นางไม่มีวันยอมให้ความพยายามทั้งหมดต้องสูญเปล่ากลางคันแน่!
สีหน้าของขันทีจางพลันเผยแสดงอาการลังเลใจ เขาหันไปมองเมิ่งชินรุ่ย
“ท่านโหว เรื่องนี้…”
คิ้วของเมิ่งชินรุ่ยขมวดแน่นยิ่งกว่าเดิม เขามองฮูหยินเมิ่งอย่างไม่เห็นด้วย ก่อนจะเอ่ยเสียงขรึมหนักแน่น
“เหลวไหล! นี่เป็นความคิดตื้นเขินของสตรี! มีที่ใดกันปล่อยให้บุตรีพกพาความเจ็บป่วยเข้าวัง? หากนางเอาโรคไปแพร่ติดฝ่าบาท ความผิดมหันต์เทียมฟ้าเช่นนี้ เจ้ากับข้าจะรับผิดชอบไหวรึ? ตามความเห็นของข้า มิสู้… รอฤกษ์มงคลใหม่เถิด จางกงกง ท่านเห็นว่าอย่างไร?”
ขันทีจางนิ่งตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“ท่านโหวพิจารณาได้รอบคอบยิ่งนัก พระวรกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ของฝ่าบาท ย่อมนับเป็นรากฐานแห่งแว่นแคว้น แท้จริงแล้วย่อมสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็รอให้คุณหนูรองบำรุงร่างกายจนหายดีสมบูรณ์แล้ว จึงค่อยหารือเรื่องเข้าวังอีกครั้งเถิด ฝ่าบาททรงเปี่ยมพระเมตตา ย่อมไม่ทรงถือโทษเป็นแน่”
เมื่อถ้อยคำกล่าวมาถึงขั้นนี้แล้ว ทุกคำทุกประโยคล้วนยกเอาหมวกใบใหญ่เรื่อง ‘ความแข็งแรงสมบูรณ์ของโอรสสวรรค์’ มากดทับไว้ หากฮูหยินเมิ่งยังดึงดันจะส่งบุตรีที่ล้มป่วยเข้าวังอีก เช่นนั้นเจตนาของนางย่อมสมควรถูกลงโทษสถานหนักแล้ว
นางจึงทำได้เพียงฝืนกดข่มอารมณ์ขมขื่นและร้อนรนทั้งปวงกลับลงไปในอก ปิดปากเงียบกริบ ทว่าสายตากลับอดเหลือบมองไปยังเรือนหลานจื่อ ซึ่งเป็นที่กักขังเมิ่งหนานอี้ตัวจริงเอาไว้ไม่ได้ ภายในดวงตาของนางเปี่ยมไปด้วยความวิตกกังวลยิ่งนัก
พริบตาเดียว เวลาก็ล่วงเข้าสู่กลางรัตติกาลแล้ว
ทั้งด้านในและด้านนอกเรือนฉงหัว ยังคงเงียบสงัดมิต่างจากเมื่อยามกลางวัน
เหล่าองครักษ์ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกลานผลัดเปลี่ยนเวรกันทุกสองชั่วยาม ไม่มีผู้ใดกล้าหย่อนยานแม้แต่น้อย
พวกเขามิได้คลายความระแวดระวังลง เพียงเพราะว่าคนที่ตนเฝ้าเป็นแค่คุณหนูผู้ไร้อาวุธติดมือ ตรงกันข้าม แต่ละคนล้วนปั้นสีหน้าเคร่งขรึม ยืนตัวตรงประหนึ่งหอกยาวที่ตอกตรึงอยู่กับพื้น แผ่แรงกดดันหนักหน่วงจนชวนให้ผู้คนแทบหายใจไม่ออก
ภายในห้องนอน แสงเทียนสั่นไหวระริก
แววตาของเมิ่งซีโจวยังคงสงบนิ่งดุจผิวน้ำ ทว่าคล้ายมีคลื่นใต้น้ำกำลังปะทะโหมซัดอยู่ในส่วนลึก หลังครุ่นคิดอยู่นาน นางจึงนำผงยาทั้งหมดที่ตนมีออกมาตรวจดูทีละห่อ แล้วคัดเลือกหลายห่อติดตัวเอาไว้
จู่ๆนางก็เงยหน้าขึ้น เอ่ยเสียงต่ำว่า “ไปกันเถิด”
นางชี้ไปยังคานเรือนเหนือศีรษะ แววตาปรากฏความเด็ดเดี่ยวดุจผู้ที่ยอมทุบหม้อจมเรือ ไร้หนทางให้ถอยอีกต่อไป
“ไปหาเมิ่งหนานอี้กัน”
นางหันมองไปทางลั่วกู่ ซึ่งไม่รู้ว่าโผล่มาในเงามืดอย่างเงียบงันตั้งแต่เมื่อใด ดวงตาของนางยังคงสงบนิ่ง ทว่ากลับเหมือนผืนทะเลอึมครึมก่อนพายุใหญ่จะมาเยือน ภายใต้ความสงบนั้นมีคลื่นยักษ์ถาโถมสูงเสียดฟ้า มากพอจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งให้จมสิ้น
ยามนี้ ไร้ซึ่งหนทางที่จะถอยได้อีกแล้ว มีเพียงต้องเสี่ยงเดินหมากอันตราย ฝืนตั้งรับจนหลังชนสายน้ำ แล้วทุ่มสุดกำลังในศึกเดียว!
นางต้องฉวยโอกาสในค่ำคืนนี้ สลับคืนสถานะตัวตนกับเมิ่งหนานอี้… ฉกชิงสิ่งที่ควรเป็นของตนกลับคืนมาให้ได้โดยสมบูรณ์!
ศึกครานี้ ต้องสำเร็จเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มิอาจพ่ายแพ้ได้เป็นอันขาด!
เฒ่าไซ่เสียม้า ผู้ใดเล่าจะล่วงรู้ว่าใช่เคราะห์ร้ายมิใช่วาสนา สถานการณ์คับขันเบื้องหน้า หนทางที่ดูประหนึ่งสิ้นไร้ทางรอด กลับบีบให้โอกาสอันเลิศล้ำหนึ่งปรากฏขึ้น!
หากค่ำคืนนี้ทำสำเร็จ เช่นนั้นวันพรุ่งผู้ที่จะถูกขันทีจางนำตัวไปวังหลวง ย่อมจะต้องเป็นเมิ่งหนานอี้ตัวจริง!
นางจะถูกส่งเข้าไปยังวังหลวงลึกชั้นใน อันเป็นดั่งถ้ำปีศาจแห่งนั้น และจะไม่มีโอกาสได้สลับตัวกลับมาอีกตลอดกาล!