พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่172 ปิดฉากไปหนึ่ง! (2)
บทที่172 ปิดฉากไปหนึ่ง! (2)
ลั่วกู่มองตามทิศทางที่นางชี้ขึ้นไปบนหลังคาเรือนปราดหนึ่ง ดวงตาพลันเบิกกว้างขึ้นทันใด
สายลมราตรีพัดเสียดดังซู่ซ่า บางคราก็ทำให้นกกลางคืนแตกตื่น ส่งเสียงร้องแว่วขึ้นสองสามครั้ง
ลั่วกู่สูดลมหายใจลึก ก่อนจะทะยานขึ้นไปบนคานหลังคาอย่างเงียบงัน การเคลื่อนไหวเงียบเบาราวแมวตัวหนึ่ง เขาค่อยๆแง้มกระเบื้องหลังคาออกหลายแผ่นอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นช่องว่างที่พอจะให้คนผู้หนึ่งลอดผ่านไปได้อย่างพอดิบพอดี ตลอดกระบวนการนั้น องครักษ์ที่ลาดตระเวนอยู่เบื้องล่าง กลับมิมีผู้ใดสังเกตเห็นเลยสักนิด
กลั้นลมหายใจ รวบรวมสมาธิ แล้วตัดใจเด็ดเดี่ยวฉับพลัน!
ลั่วกู่พาเมิ่งซีโจวไปด้วย ปลายเท้าออกแรงเล็กน้อย ใช้วิชาตัวเบาขั้นสุด คนทั้งสองประหนึ่งหมอกควันสีครามสองสาย ที่หลอมละลายเข้ากับความมืดมิดแห่งราตรีกาล พุ่งผ่านหลังคาออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะร่อนลงบนหลังคาเรือนของเมิ่งหนานอี้อย่างแผ่วเบา
บ่าวหญิงวัยกลางคนที่เฝ้าอยู่ลานเรือน กำลังง่วงจนแทบฝืนลืมตาต่อไปไม่ไหวมานานแล้ว
เมิ่งหนานอี้ได้ผ่านเรื่องตระหนกตกใจ และได้รับความสะเทือนใจมาอย่างหนักเมื่อยามกลางวัน บัดนี้จึงกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงฝันร้าย
เมิ่งซีโจวส่งสัญญาณให้ลั่วกู่เปิดกระเบื้องหลังคาเรือนออก รอจนเขาลอบลงไปทำให้บ่าวรับใช้วัยกลางคนที่เฝ้าอยู่ด้านนอกหมดสติ แล้วลากตัวไปซ่อนไว้หลังฉากกั้นเรียบร้อย นางจึงค่อยไต่เชือกลงมา ร่างบอบบางร่อนลงเท้าสัมผัสพื้นอย่างคล่องแคล่ว จากนั้น จึงค่อยๆก้าวตรงไปยังเตียงนอนของเมิ่งหนานอี้ทีละก้าว
นางล้วงห่อผ้าเล็กห่อหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนจะนำผงยาที่อยู่ด้านในไปจ่อไว้ใต้จมูกของเมิ่งหนานอี้
นี่คือยาที่ทำให้คนตกอยู่ในภาวะหมดสติชนิดล้ำลึก นานพอที่จะทำให้การลงมือหลังจากนี้ไร้ช่องโหว่อย่างสิ้นเชิง
ครั้นเห็นฝ่ามือของเมิ่งหนานอี้บีบกำผ้าห่มไว้แน่น ค่อยๆอ่อนแรงและตกห้อยลงข้างเตียง ลมหายใจก็แปรเปลี่ยนเป็นหนักหน่วงสม่ำเสมอ เมิ่งซีโจวจึงรู้ว่ายาได้ออกฤทธิ์แล้ว
แววตาของนางพลันเย็นเยียบ รีบล้วงเอาห่อผ้าอีกห่อที่เล็กกว่าออกมาโดยเร็ว ก่อนจะบีบปากของเมิ่งหนานอี้ให้อ้าออก แล้วเทผงยาด้านในลงไปจนหมดสิ้น นางประคองลำคอของอีกฝ่ายให้เงยขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายได้กลืนมันลงไปหมดแล้ว
นั่นคือยาใบ้!
ยาตำรับนี้ นางเรียนรู้มาจากจางเฉิง เพียงแต่ยังเรียนมาไม่ครบถ้วนเท่านั้น ผลลัพธ์จึงนับว่ายังไม่สู้ได้ผลดีนัก อย่างมากเพียงทำให้คนที่กินเข้าไป เป็นใบ้ได้เพียงสิบวันเท่านั้น
ทว่าสำหรับสถานการณ์ในยามนี้ ระยะเวลาเพียงเท่านี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เมิ่งซีโจวก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบสลับอาภรณ์ของตนกับเมิ่งหนานอี้ที่หมดสติอยู่โดยเร็ว อีกทั้งยังเปลี่ยนเครื่องประดับเล็กๆน้อยๆทั้งหมด ที่อาจเผยฐานะแท้จริงของทั้งสองคนให้เรียบร้อยด้วย
จากนั้น นางจึงลากร่างอ่อนปวกเปียกของเมิ่งหนานอี้ขึ้นมาจากเตียง แล้วส่งต่อให้ลั่วกู่ที่รออยู่หลังฉากกั้น
เมิ่งซีโจวมองลั่วกู่แบกเมิ่งหนานอี้พุ่งออกจากหลังคา แล้วหายลับไปท่ามกลางความมืดแห่งร่าตรี ส่วนตัวนางก็ค่อยๆเอนกายลงนอนบนเตียงอย่างแช่มช้า
ฮูหยินเมิ่ง…
เจ้าสู้วางแผนสารพัดด้วยความอุตสาหะ สุดท้ายแล้ว กลับเป็นผู้ส่งบุตรีที่เฝ้าทะนุถนอมเลี้ยงดูมาอย่างดี ขึ้นเกี้ยวมุ่งหน้าสู่ตำหนักลึกในวังหลวงด้วยมือตนเอง ส่งนางเข้าสู่ถ้ำมารอันน่าสะพรึงเสียยิ่งกว่าหมู่บ้านเสี่ยวเหอ สถานที่ซึ่งกลืนกินผู้คนโดยไม่เหลือแม้แต่กระดูก!
รอจนภายภาคหน้า เมื่อเจ้าได้ล่วงรู้ความจริงเข้า… ความรู้สึกนั้น คงจะเจ็บปวดบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ และราวถูกเฉือนเนื้อออกทีละชิ้นๆเลยกระมัง?
เมิ่งซีโจวหลับตาลง คิดว่าค่ำคืนนี้นางคงต้องฝันดีเป็นแน่
รุ่งเช้าวันถัดมา ฟ้าเพิ่งจะเริ่มสาง
ท่านหมอที่ถูกฮูหยินเมิ่งซึ่งร้อนใจดั่งไฟลน เร่งให้คนไปเชิญมาตั้งแต่เช้าตรู่ แล้วพาไปที่เรืองฉงหัวตรวจดูอาการของเมิ่งซีโจวทันที
ทว่า สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจอย่างยิ่งก็คือ คนที่บอกว่าเมื่อวานยังป่วยจนเหงื่อกาฬแตกท่วมกาย สติพร่ามัวเลอะเลือน ไฉนวันนี้กลับดูไม่เหลือเค้าของอาการเจ็บป่วยให้เห็นเลยสักนิด!
สาวใช้ที่ติดตามหมอหลี่มาที่เรือนฉงหัว เห็นเช่นนั้นก็รีบแอบกลับไปยังเรือนโยวหลาน นำข่าวนี้ไปรายงานแก่ฮูหยินเมิ่งในทันที
ยามนั้น ฮูหยินเมิ่งกำลังนั่งแต่งตัวอยู่หน้าคันฉ่อง เมื่อได้ยินข่าว นางก็ผุดลุกขึ้นจากตั่งปักลายอย่างฉับพลัน แววตาพลันเปล่งประกายคมกริบ!
หายแล้วรึ?!
เมิ่งซีโจวมิใช่กำลังแสร้งป่วยเพื่อถ่วงเวลาอยู่หรอกรึ แล้วเหตุใดเพิ่งแสร้งทำเป็นป่วยได้เพียงครึ่งวัน ก็ไม่เสแสร้งต่อแล้วเล่า?
ต้องเป็นเพราะหมอที่นางเชิญมา คือท่านหมอที่ซื่อตรงที่สุดจากหอหวนชุนเป็นแน่ ทั้งยังเป็นคนที่ยากจะถูกซื้อตัวได้ กลอุบายแสร้งป่วยเล็กๆน้อยๆของเมิ่งซีโจว คงถูกเขามองปราดเดียวก็เห็นทะลุปรุโปร่งแล้ว จึงมิอาจฝืนแสดงละครต่อไปได้!
สวรรค์มีตาโดยแท้! แม้แต่ฟ้าดินยังเข้าข้างนาง!
คลื่นความปีติยินดีพลันถาโถมท่วมท้นภายในใจของฮูหยินเมิ่ง นางรีบสั่งการให้ดำเนินแผนการขั้นต่อไปอย่างเฉียบขาดฉับไวทันที
“เร็วเข้า! ส่งคนมือไม้คล่องแคล่วไปเก็บหีบสินเดิมและสัมภาระให้คุณหนูรอง ต้องจัดการให้ละเอียดรอบคอบ อย่าให้เสียหน้าเสียเกียรติจวนโหวได้เป็นอันขาด!”
เมิ่งชินรุ่ยเข้าวังไปว่าราชการตั้งแต่เช้าแล้ว นางต้องฉวยโอกาสก่อนที่เขาจะกลับจวน ใช้ดาบคมตัดปมยุ่งเหยิง ส่งนังแพศยาตัวน้อยผู้นั้นออกจากจวนเสียโดยเร็ว!
หาไม่แล้ว หากเขากลับมาเกิดลังเลพะว้าพะวง กังวลโน่นกังวลนี่ ลากดึงยื้อยุดกันไปมา ก็รังแต่จะเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งยังอาจทำให้แผนการครานี้พลิกผันกลางคันได้!
ขันทีจางเพิ่งทานอาหารเช้าเสร็จ ฮูหยินเมิ่งก็ฉีกยิ้มเต็มใบหน้า รีบก้าวเดินเข้าไปหาและแจ้งแก่เขาว่า สามารถเตรียมรับคนเข้าวังได้ทุกเมื่อแล้ว
ขันทีจางเผยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย “อาการป่วยของคุณหนูรองหายเร็วถึงเพียงนี้เชียวรึ?”
เมื่อวานมิใช่ว่ายังป่วยหนักจนลุกจากเตียงไม่ไหวหรอกรึ?
ฮูหยินเมิ่งยิ้มบาง น้ำเสียงหนักแน่นเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
“จางกงกง ท่านวางใจได้ร้อยส่วน! ท่านหมอจากหอแพทย์หวนชุนเป็นผู้มาตรวจรักษาด้วยตนเอง จะเป็นเท็จไปได้อย่างไรเล่า? เมื่อวานข้าก็บอกท่านแล้วมิใช่หรือว่า หนานอี้นางมีโรคเก่าติดตัวมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ อาการแม้ดูรุนแรงน่ากลัวก็จริง แต่ก็กลับหายได้อย่างรวดเร็ว!”
ขันทีจางพยักหน้าอย่างครุ่นคิด แม้ในใจของเขาจะยังมีข้อกังขาอยู่บ้าง ทว่าได้จัดการธุระคราวนี้ให้เสร็จโดยเร็ว แล้วรีบกลับวังไปกราบทูลรายงาน สำหรับเขาแล้ว ย่อมจะมีคุณมากกว่าโทษ
ครั้นฮูหยินเมิ่งเห็นเขายอมรับแต่โดยดี รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งกว้างมากขึ้นกว่าเดิม “เช่นนั้นกงกงโปรดทานชาพร้อมของว่างรองท้องก่อนเถิด พักผ่อนสักครู่ ข้าจะไปกำชับบ่าวไพร่ให้เตรียมการเสียเดี๋ยวนี้”
เมื่อทุกอย่างตระเตรียมพร้อมแล้ว ฮูหยินเมิ่งก็ยืนมองด้วยตาตนเอง เห็นว่า ‘เมิ่งซีโจว’ถูกใช้ผ้าปิดตาทั้งสองไว้ ทั้งยังถูกอุดปากอีกต่างหาก ทั้งนี้เพราะไม่ยอมให้ความร่วมมือแต่โดยดี จึงต้องถูกจับมัดไว้ในสภาพที่น่าอายและน่าเวทนาเช่นนั้น ยามนี้นางแทบจะทั้งถูกผลักทั้งถูกหาม แล้วยัดร่างเข้าไปในเกี้ยวของวังหลวงอย่างทุกลักทุเล
ในที่สุด! ในที่สุดก็จะได้บอกลานังแพศยา ที่เฝ้าตามหลอกหลอนนางไม่เลิกราอย่างเบ็ดเสร็จเสียที!