พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่173 ปิดฉากไปหนึ่ง! (3)
บทที่173 ปิดฉากไปหนึ่ง! (3)
ฮูหยินเมิ่งสะกดกลั้นความตื่นเต้นยินดีในอกไว้แทบไม่อยู่ จึงแสร้งทำเป็นก้าวขึ้นหน้าไป ทำทีคล้ายเป็นการอำลาครั้งสุดท้ายระหว่างแม่ลูก
นางโน้มกายเข้าใกล้ม่านเกี้ยว ดวงตาทั้งสองเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา ประหนึ่งมารดาผู้มิอาจตัดใจจากบุตรีอันเป็นที่รักได้ นางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาอำพรางไว้ ทว่าน้ำเสียงที่เปล่งออกมาแผ่วเบา กลับราวอสรพิษที่กำลังแลบลิ้นแผล็บๆ และได้ยินเข้าหูของคนในเกี้ยวชัดเจน
“นังแพศยา! ชาตินี้พวกเราอย่าหวังว่าจะได้พบเจอกันอีกเลย!”
เงาร่างที่เดิมยังคงดิ้นรนอย่างสุดชีวิตอยู่ในเกี้ยว เมื่อได้ยินเสียงมารดาเข้า ก็พลันต้องแข็งค้างไปทั้งร่าง!
นางอยากจะกรีดร้องออกมา ต้องการจะตะโกนโหวกเหวกโวยวาย หรือกระทั่งร้องถามใครสักคนให้รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับตนกันแน่ ทว่าลำคอของนางกลับตีบตันไร้สุ้มเสียง ประหนึ่งถูกอุดไว้ด้วยก้อนตะกั่วร้อน ไม่ว่านางจะพยายามร้องตะโกนสักเพียงใด แต่กลับไม่มีแม้เสียงสะอื้นดังออกมา!
เมื่อฮูหยินเมิ่งเอ่ยวาจาสุดท้ายจบแล้ว ความอัดอั้นตันใจที่เคยสุมค้างอยู่ภายในใจมานาน ก็คล้ายสลายหายไปในชั่วพริบตา นางหันกายเดินออกจากเกี้ยวไปอย่างรวดเร็ว ไม่เหลือความอาลัยอาวรณ์ให้เห็นอีกแม้เพียงครึ่งส่วน
เสียงดิ้นรนอย่างเอาเป็นเอาตายที่ดังออกมาจากภายในเกี้ยว ยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น แต่ทุกอย่างกลับสูญเปล่า ครั้นเสียงดิ้นรนนั้นลอยเข้าหูของฮูหยินเมิ่ง กลับกลายเป็นเสียงที่ไพเราะประหนึ่งเสียงสวรรค์ ที่บรรเลงบทเพลงแห่งชัยชนะ!
เมื่อส่ง ‘เมิ่งซีโจว’ ออกจากจวนไปได้แล้ว ฮูหยินเมิ่งก็รู้สึกสบายอกสบายใจยิ่งนัก อาศัยช่วงที่เมิ่งชินรุ่ยยังไม่เลิกว่าราชการกลับเข้าจวน นางจึงรีบลอบเข้าไปยังเรือนหลานจื่อ นางจะต้องไปปลอบประโลมหนานหนานให้ดีขึ้นเสียหน่อย
เมื่อวานเกิดเรื่องวุ่นวายน่าตระหนกตกใจถึงเพียงนั้น ทั้งถูกจับชู้ ทั้งเข่นฆ่าผู้คน เหตุการณ์อันน่าสะพรึงเช่นนั้น มิรู้ว่าหนานหนานของนางจะหวาดกลัวและรู้สึกไร้ที่พึ่งสักเพียงใด
หนานหนานผู้น่าสงสารของนาง เห็นชัดว่ามีดวงชะตาล้ำค่าสูงส่ง เดิมทีควรต้องมีชีวิตแข็งแรง ราบรื่น สุขสบายมั่งคั่ง และมีเกียรติยศรุ่งเรืองไปทั้งชาติแท้ๆ!
แต่ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะเมิ่งซีโจวแย่งชิงไป นังแพศยานั่นสมควรต้องถูกสับร่างเป็นพันเป็นหมื่นชิ้น!
นังอสรพิษนั่นใช้กลอุบายอำมหิตต่ำช้าสารพัด มาทำร้ายหนานหนานของนางครั้งแล้วครั้งเล่า!
นางค่อยๆเดินย่องเข้าไปในห้องนอนอย่างแผ่วเบา ครั้นทอดสายตามองเข้าไป จึงพบว่า ‘เมิ่งหนานอี้’ ยังคงนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียง
นางก้าวเข้าไปใกล้ด้วยความเจ็บปวดใจ ก่อนจะพบว่าบุตรีของนางฟื้นแล้ว เพียงแต่ยังคงลืมตาว่างเปล่าไร้ประกายคู่หนึ่ง จ้องมองลวดลายแกะสลักที่อยู่เหนือเตียงอย่างเหม่อลอย ประหนึ่งว่ายามนี้วิญญาณได้หลุดลอยออกจากร่างไปแล้ว
คงเพราะเมื่อวานถูกกระหน่ำซ้ำด้วยเรื่องสะเทือนใจติดต่อกันจนเกินจะรับไหวเป็นแน่…
โถ่…. หนานหนานผู้น่าสงสารของแม่…
ลำคอของฮูหยินเมิ่งพลันตีบตัน ปลายจมูกพลันแสบซ่านขึ้นทันใด
นางค่อยๆนั่งลงข้างเตียงอย่างระมัดระวัง เอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างยิ่ง “หนานหนานลูกแม่~ … เจ้าไม่เป็นอะไรแล้ว เจ้าไม่เป็นอะไรแล้วนะ แม่อยู่ตรงนี้แล้ว…”
‘เมิ่งหนานอี้’ บนเตียงได้ยินเสียงนั้น จึงค่อยๆหันหน้ามามอง ดวงตาคู่หนึ่งที่เอ่อคลอด้วยม่านน้ำตาจ้องมองไปทางฮูหยินเมิ่ง ในแววตานั้นมีเพียงความมึนงง ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ท่านแม่หนอท่านแม่…
เดินเลียบริมน้ำอยู่ทุกวี่ทุกวัน ไหนเลยที่รองเท้าจะไม่เปียกน้ำเล่า?
ครานี้ ท่านจำข้าไม่ได้เสียแล้ว
เมิ่งซีโจวระเบิดเสียงหัวเราะเย้ยหยันมารด่าผู้โง่เขลาอยู่ในใจ แต่สีหน้าการแสดงออกจำต้องรับบทเป็นนางโศก พลันโผเข้าซบอ้อมอกของฮูหยินเมิ่ง ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านรุนแรง แสร้งร่ำไห้เลียนแบบเมิ่งหนานอี้ บีบน้ำตาร้องไห้โฮปริ่มว่าจะขาดใจ
“ท่านแม่ ลูกจบสิ้นแล้ว! จากนี้ไปลูกยังจะมีหน้าอยู่ในเมืองหลวงนี้ต่อไปได้อย่างไร! มิสู้ให้ลูกตายไปเสียยังดีกว่า!”
ฮูหยินเมิ่งถูกอารมณ์ที่ระเบิดฉับพลันของบุตรีเล่นงานจนหัวใจแทบแตกสลาย จึงรีบโอบกอดนางไว้แนบแน่น พลางลูบแผ่นหลังปลอบประโลมครั้งแล้วครั้งเล่า
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร? แม่จะต้องคิดหาหนทางช่วยเจ้าได้แน่นอน! ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา เจ้าก็ยังมีมารดาผู้นี้คอยค้ำจุนไว้! หนานหนานของแม่ ครึ่งชีวิตของลูกหลังจากนี้ ย่อมต้องพบพานแต่ความสุข สงบราบรื่นและสมปรารถนาอย่างแน่นอน…”
เมิ่งซีโจวผู้นี้นับว่าเล่นละครได้ถึงบทยิ่งนัก เพียงได้ยินวาจาเหล่านั้น นางก็รีบสะบัดร่างหลุดออกจากอ้อมกอดของฮูหยินเมิ่งทันที สองมือคว้าแขนของฮูหยินเมิ่งไว้แน่น ราวกับต้องการจะจิกให้ทะลุเนื้อหนัง
“ท่านแม่! แล้วนังแพศยา ‘เมิ่งซีโจว’ นั่นเล่า?! เป็นนาง! ต้องเป็นนางแน่แท้ที่ให้ร้ายลูก! นังนั่นมันตายไปแล้วหรือไม่? มันถูกส่งตัวเข้าวังไปแล้วใช่หรือไม่ท่านแม่?! ลูกทั้งเกลียดทั้งแค้นมันยิ่งนัก! แทบอยากจะลงมือฆ่ามันด้วยสองมือตนเสียเหลือเกิน!”
ฮูหยินเมิ่งเห็นบุตรีอยู่ในสภาพคล้ายถูกบีบคั้นจนแทบเสียสติเช่นนี้ หัวใจก็ยิ่งเจ็บปวดรวดร้าวจนแทบแตกสลาย นางรีบปลอบโยนเสียงสั่นด้วยความสงสารจับใจ
“แม่ส่งตัวมันไปแล้ว! ป่านนี้เกรงว่าคงใกล้ถึงประตูวังหลวงเต็มทีแล้ว! ขอเพียงมันเข้าไปอยู่ที่นั่นแล้ว แม่ย่อมมีวิธีนับร้อยพันที่จะทรมานมันให้ตายอย่างช้าๆได้! มันไม่มีทางออกมาทำร้ายหนานหนานของแม่ได้อีกแม้เพียงเศษเสี้ยวของปลายเล็บแล้ว!”
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ ความเคียดแค้นบนใบหน้าของ ‘เมิ่งหนานอี้’ พลันค่อยสงบลงได้เล็กน้อย มุมปากปรากฏรอยยิ้มบางๆ แต่เพียงชั่วพริบตา นางก็เก็บรอยยิ้มนั้นกลับลงไป ก่อนจะคว้ามือของฮูหยินเมิ่งไว้แน่น แรงบีบนั้นรุนแรงจนแทบจะจิกลงไปในเนื้อของนาง
“ท่านแม่… ลูกไม่อยากมีชีวิตอยู่โดยต้องแบกรับชื่อเสียงอัปยศนี้อีกแล้ว! มัน…มันช่างบีบคั้นให้ลูกทุกข์ทรมานใจดุจตายทั้งเป็น!”
นางชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อว่า
“พวกเรา… บัดนี้พวกเราสมควรโยนความผิดทั้งหมดลงบนหัวนังแพศยานั่นดีหรือไม่? บอกกับทุกคนว่าทั้งหมดเป็นเพราะความริษยาของมัน จึงได้ปลอมตัวเป็นคุณหนูใหญ่แห่งจวนโหว เจตนาออกไปนอกจวนทำตัวยั่วยวนบุรุษ และก่อเรื่องอื้อฉาวนี้ขึ้นมาทั้งหมด! นางต้องการทำลายชื่อเสียงของลูกให้ย่อยยับ! ใช่แล้ว! มีเพียงหนทางนี้เท่านั้น! ท่านแม่…นี่เป็นทางรอดทางเดียวของลูก!!”
ฮูหยินเมิ่งได้ยินดังนั้น คิ้วทั้งสองพลันขมวดแน่นพลางส่ายหน้าไปมา
“เกรงว่าวิธีนี้ยังคงเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ มิได้แก้ที่ต้นตอ คนในตระกูลเดียวกัน ยามรุ่งโรจน์ก็ต้องรุ่งโรจน์ร่วมกัน ยามเสื่อมเสียย่อมต้องรับเคราะห์ด้วยกัน มิว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นกับผู้ใดในสองคน สุดท้ายจวนโหวย่อมต้องเป็นฝ่ายแบกรับผลร้ายอยู่ดี ส่วนเจ้าในฐานะบุตรีของจวนโหว ย่อมจะมิได้ดีไปกว่ากันสักเท่าใด…”
นางหยุดชะงักไปเล็กน้อย สีหน้ายิ่งเคร่งขรึมมากกว่าเดิม
“ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้นางเข้าวังไปแล้ว กลายเป็นคนของฝ่าบาท หากพวกเรากระโดดออกมากล่าวโทษนางในยามนี้ มิเท่ากับเป็นการตบพระพักตร์ฝ่าบาทหรอกรึ? มิเท่ากับกำลังประกาศว่า ฝ่าบาททรงรับสตรีผู้มีคุณธรรมเสื่อมทรามเช่นนี้เข้าวังหรอกรึ? เรื่องนี้อาจทำให้ฝ่าบาททรงกริ้วได้!”
‘เมิ่งหนานอี้’ คล้ายไม่ยินยอมจำนน นางค่อยๆคลายมือออก แววตาสิ้นหวังคู่นั้นกะพริบปริบๆอยู่หลายครา ทว่าจู่ๆกลับคว้าตัวฮูหยินเมิ่งไว้อีกครั้ง ราวกับกำลังคว้าฟางเส้นสุดท้ายที่อาจช่วยชีวิตตนไว้ได้
“ไม่… เช่นนั้นพวกเราเปลี่ยนคำพูดใหม่ ให้การใหม่ดีหรือไม่ท่านแม่? บอกว่า… แท้จริงเป็นฝ่าบาทที่ทรงหมายตานางมานานแล้ว! มีคนกังวลว่าหากนางได้รับความโปรดปรานขึ้นมา จะทำให้จวนโหวของเรามีอำนาจยิ่งใหญ่มากขึ้น และจะเป็นภัยคุกคามต่อพวกเขา ดังนั้น พวกเขาจึงได้ร่วมมือกันวางแผนชั่วช้ากันเป็นทอดๆเช่นนี้!”
ยิ่งพูด น้ำเสียงของนางก็ยิ่งร้อนรน คล้ายกำลังพยายามทุกวิถีทางเพื่อฉุดดึงตนเองออกจากเหวลึก
“เริ่มจากปล่อยข่าวลือเรื่องใส่ร้ายป้ายสี ต่อมาก็วางกับดักจัดฉากจับชู้! เหตุผลทั้งหมดเป็นเพราะพวกเขาหวาดกลัวในจวนโหวของเรา …เกรงว่าฮ่องเต้จะทรงโปรดปรานนางยิ่งกว่าผู้ใด!”