พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่175 พี่รองที่หายสาปสูญไปกลับมาแล้ว! (2)
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่175 พี่รองที่หายสาปสูญไปกลับมาแล้ว! (2)
บทที่175 พี่รองที่หายสาปสูญไปกลับมาแล้ว! (2)
“เวลานี้อยู่ที่หน้าประตูเมืองขอรับ” ทว่าคิ้วของลั่วกู่กลับยังคงขมวดแน่น “แต่ว่า… ดูจากสภาพของเขาแล้ว คล้ายผิดหูผิดตาไปมาก ราวกับว่าได้สูญสิ้นความทรงจำไปอย่างสมบูรณ์ เขาปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ลี้ภัย วนเวียนเร่ร่อนอยู่แถวหน้าประตูเมืองมาโดยตลอด ทั้งยังไม่เคยคิดแจ้งฐานะของตนแก่ทหารเฝ้าประตูเมือง เพื่อขอเข้าไปด้านในเลยสักครั้งด้วย”
สูญเสียความทรงจำรึ?
แววตาของเมิ่งซีโจวพลันเย็นวาบ
นี่นับว่าสอดคล้องกับวิธีการลงมือของฮูหยินเมิ่งยิ่งนัก หากปล่อยให้เมิ่งจิ่งหมิงมีชีวิตอยู่ นางย่อมต้องทำให้เขากลายเป็นคนพิการไร้ประโยชน์ มิอาจก่อภัยคุกคามใดต่อนางได้อีก
เพียงแต่ไม่รู้ว่าในปีนั้น ฮูหยินเมิ่งได้พาตัวเขาไปไว้ในที่แห่งหนใด คนผู้หนึ่งที่สูญเสียความทรงจำไปแล้ว แต่ยังสามารถเร่ร่อนกลับมาถึงเมืองหลวงได้โดยบังเอิญประหนึ่งฟ้าดินชักนำ… บางที เมิ่งจิ่งหมิงผู้นี้ อาจเป็นผู้ที่ชะตายังไม่ถึงฆาตจริงๆก็เป็นได้
“เช่นนั้นเอง…” เมิ่งซีโจวลุกขึ้นยืน ชายกระโปรงกวาดผ่านพื้นแผ่วเบา “ไปเถิด ข้าจะไปดูให้เห็นด้วยสองตาตนเอง”
หน้าประตูเมืองหลวง มีผู้ลี้ภัยจำนวนไม่น้อยรวมตัวกันอยู่ แต่ละคนใบหน้าเหลืองซูบ ร่างกายผ่ายผอม เสื้อผ้าขาดวิ่นจนแทบไม่อาจปิดกายได้มิดชิด
ยามนี้แผ่นดินไม่สู้สงบนัก แม้ไร้ศึกใหญ่ แต่ภัยธรรมชาติและเคราะห์กรรมจากน้ำมือมนุษย์กลับเกิดขึ้นไม่ขาดสาย ภัยตั๊กแตน น้ำท่วม ภัยแล้ง ล้วนมาเยือนติดๆกัน ทว่าภาษีและแรงงานเกณฑ์จากราชสำนักกลับมีแต่จะเพิ่มขึ้น ไม่มีลดลงเลยสักนิด ราษรจึงได้ทุกข์เข็ญจนแทบไร้หนทางดำรงชีพ
ชาวบ้านจำนวนมากจากละแวกใกล้เมืองหลวง ซึ่งสูญสิ้นบ้านเรือนและไร่นา สุดท้ายจึงพากันระหกระเหินมารวมตัวกันอยู่ที่บริเวณหน้าประตูเมืองแห่งนี้
ทันทีที่รถม้าของเมิ่งซีโจวจอดสนิท เหล่าผู้ลี้ภัยที่ยังพอมีเรี่ยวแรง เมื่อเห็นว่ามีผู้สูงศักดิ์เดินทางมาถึง ก็กรูกันเข้ามาราวฝูงผึ้งแตกรัง ยื่นมือผอมแห้งดุจกิ่งไม้ออกมาวิงวอนขออาหารอย่างน่าเวทนา เบียดเสียดกันจนเส้นทางข้างหน้าคล้ายอุดตันแน่นไม่เหลือช่องว่าง
สีหน้าของลั่วกู่เย็นเยียบลงทันที เขากำลังจะก้าวออกไปไล่คนเหล่านั้นให้ถอยห่าง ทว่าเมิ่งซีโจวกลับยกมือขึ้นห้ามปรามเอาไว้เสียก่อน
นางนิ่งเงียบ มองดูเหล่าผู้ประสบภัยซึ่งในแววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วขึ้นว่า
“ข้าคิดอ่านไม่รอบคอบเอง… ลั่วกู่ พวกเรากลับเข้าเมืองกันก่อน เจ้าหาทางพาพี่รองมาพบข้าอย่างลับๆ”
ภายในห้องรับรองอันเงียบสงบของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งภายในเมือง เมิ่งซีโจวได้พบกับเมิ่งจิ่งหมิงที่ลั่วกู่เป็นผู้พาตัวมา
ร่างกายของเขาซูบผอมจนแทบเหลือเพียงกระดูก เบ้าตาลึกโหล ใบหน้าเหลืองซีด ร่างกายอ่อนแรงราวกับว่า เพียงสายลมพัดผ่านวูบเดียว ร่างของเขาก็อาจล้มพับลงได้ในทันที แม้แต่จะหายใจสักที ก็ยังดูยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก
ลั่วกู่แทบไม่ต้องเปลืองแรงเกลี้ยกล่อมเขาเลย เพราะเขาไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะขัดขืนด้วยซ้ำ จึงถูกพาตัวมายังสถานที่แห่งนี้ได้โดยง่าย
เมิ่งซีโจวสั่งโจ๊กอุ่นๆมาชามหนึ่งก่อนแล้ว ทั้งยังมีเครื่องเคียงรสอ่อนอีกสองสามอย่าง ผู้ที่อดอยากมานานเกินไป ไม่ควรกินของมันเลี่ยนในทันที จำต้องค่อยๆบำรุงประคองร่างกายไปทีละเล็กละน้อย
เมิ่งจิ่งหมิงที่ถูกลั่วกู่จับประคองร่างไว้ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทันใด เขาหอบหายใจอย่างยากลำบาก พยายามเอนหลังพิงพนักเก้าอี้เพื่อถนอมแรงอันน้อยนิดของตนไว้
ทว่าเมื่อสายตาเลื่อนลอยของเขาลืมขึ้นโดยไม่ตั้งใจ และเผชิญเข้ากับใบหน้าของเมิ่งซีโจวซึ่งนั่งสงบนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ร่างทั้งร่างของเขาก็พลันแข็งเกร็งขึ้นอย่างรุนแรง!
ในดวงตาว่างเปล่าคู่นั้น จู่ๆก็ปรากฏวี่แววตื่นตระหนกและโทสะอันยากจะเชื่อขึ้นอย่างฉับพลัน!
เขายกมือสั่นเทาที่ผอมแห้งประหนึ่งกิ่งไม้นั้นขึ้นมา ชี้ตรงไปทางเมิ่งซีโจว พร้อมเอ่ยขึ้นด้วยริมฝีปากที่สั่นระริก
“เป็น… เป็นเจ้า! เป็นเจ้า!”
ทุกถ้อยคำคล้ายสูบเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่ยังพอหลงเหลืออยู่ในร่างของเขาไปจนหมดสิ้น!
เพราะทั้งตื่นเต้นสุดขีดและอ่อนแรงจนเกินทน เขายังกล่าวไม่ทันจบ ดวงตาก็เหลือกขึ้นฉับพลัน ก่อนจะเป็นลมหมดสติไปทั้งอย่างนั้น ร่างทั้งร่างอ่อนยวบ แล้วไถลตกลงจากเก้าอี้ไปทันที
เมิ่งซีโจวลุกขึ้นทันที ส่งสัญญาณให้ลั่วกู่ประคองร่างไร้สติของจิ่งหมิงไปนอนบนตั่งนุ่มด้านข้าง
นางหยิบเข็มเงินที่พกติดตัวออกมาอย่างคล่องแคล่ว ลงเข็มตามจุดชีพจรหลายแห่งของเขาอย่างรวดเร็วเพื่อประคองลมปราณและโลหิตให้มั่นคง จากนั้น จึงค่อยๆป้อนน้ำข้าวอุ่นๆให้เขาดื่มอย่างระมัดระวังไปสองสามคำ
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว นางจึงได้ลุกขึ้นยืน แล้วทอดมองใบหน้านั้นด้วยท่าทีสงบนิ่งไม่รีบร้อน
ใบหน้าที่ทั้งคุ้นเคย… และในเวลาเดียวกันก็แปลกตาไปเพราะซูบผอมจนผิดรูป
สีหน้าท่าทางและปฏิกิริยาเมื่อครู่ของเมิ่งจิ่งหมิง… ช่างน่าประหลาดนัก
ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับพี่ชายผู้นี้ แต่ไหนแต่ไรมานับว่าค่อนข้างจืดจางนัก เพียงรักษาหน้าตามารยาทเอาไว้ ต่างฝ่ายต่างไม่ล้ำเส้นกัน ดุจน้ำบ่อไม่ยุ่งเกี่ยวน้ำคลอง ต่อให้เขาต้องไประหกระเหินใช้ชีวิตอยู่นอกจวนมานาน ครั้นได้พบพานญาติกะทันหัน ย่อมต้องตื่นเต้นดีใจเป็นธรรมดา ทว่าในท่าทีเช่นนั้นของเขา ความตื่นตระหนกและความโกรธเกรี้ยวกลับมากกว่าความยินดีและตื้นตันอย่างเห็นได้ชัด
เรื่องนี้ไม่ถูกต้องเอาเสียเลย
เพียงแต่ข้อสงสัยทั้งหมด คงต้องรอให้เขาฟื้นขึ้นมาเสียก่อน แล้วจึงค่อยๆสังเกตหยั่งเชิงในภายหลัง
เมิ่งซีโจวจัดชายกระโปรงที่ยับเล็กน้อยให้เรียบร้อย ก่อนจะเอ่ยสั่งการว่า
“ไปกันเถิด ก่อนอื่น ต้องพาตัวเขากลับจวนอย่างเงียบเชียบ นำเขาไปไว้ที่เรือนของอนุหลิว”
“ขอรับ” ลั่วกู่รับคำ กำลังจะลงมือแต่พบว่าฝีเท้าของเมิ่งซีโจวยังคงหยุดนิ่งอยู่ที่เดิม
เมิ่งซีโจวล้วงเอาถุงเงินของตนออกมา แล้วยื่นส่งให้ลั่วกู่
“ไปซื้อของกินให้คนที่อยู่หน้าประตูเมืองก่อน อย่าได้ซื้อที่ประณีตนัก จะได้ซื้อได้จำนวนมากหน่อย คนที่ได้รับส่วนแบ่งก็จะได้มากขึ้นด้วย”
ลั่วกู่รับเงินมาแล้วเกาศีรษะพลางตอบว่า “ขอรับ”
กล่าวจบ ลั่วกู่ก็ผลักประตูออกไป เมิ่งซีโจวนั่งลงบนเก้าอี้ สีหน้าอ่านไม่ออก มิรู้ว่านางกำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่กันแน่
ยามเมิ่งซีโจวกลับถึงจวน จวนโหวก็มีแขกที่มิได้รับเชิญผู้หนึ่งมาเยือน คนผู้นั้นก็คือเมิ่งชินเฉิง น้องชายคนที่สี่ของเมิ่งชินรุ่ย หรือก็คือท่านอาสี่ของเมิ่งซีโจวนั่นเอง
คนผู้นี้นับเป็นบุตรหลานล้างผลาญที่เลื่องชื่อไปทั่วเมืองหลวงอย่างแท้จริง
ครั้งหนึ่ง เขาเคยติดการพนันประหนึ่งว่าชีวิตนี้ขาดมันมิได้ ครั้นเล่นจนดวงตาทั้งสองแดงก่ำ ก็ถึงขั้นลอบนำกิจการภายใต้นามจวนโหวไปจำนองแลกเงินมา สุดท้ายก็แพ้พนันจนหมดเนื้อหมดตัว ทั้งยังติดหนี้เน่าไว้เต็มก้น ถูกท่านผู้เฒ่าอดีตจงหย่งโหวลงโทษด้วยกตระกูล เฆี่ยนตีเสียจนต้องนอนติดเตียง ลุกเดินเหินไปไหนมาไหนไม่ได้อยู่หลายเดือน
เมิ่งชินรุ่ยดูแคลนน้องชายผู้นี้อย่างแท้จริง เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่า เหตุใดเมื่อก่อนเมิ่งชินเฉิงจึงได้รับคำชื่นชมว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์โดดเด่น ทั้งที่มิใช่คนโง่งมแท้ๆ แต่กลับทำแต่เรื่องโง่เขลา ไม่ทำการทำงานเลยสักอย่าง วันๆรู้จักเพียงกิน ดื่ม เที่ยวหญิง เล่นพนัน ฉุดรั้งวงศ์ตระกูลให้ตกต่ำเท่านั้น
บัดนี้เป็นช่วงขึ้นปีใหม่อยู่แท้ๆ นานทีเขาจะมาเยี่ยมพี่ชายสักครั้ง ทว่ากลับยังคงมาเพื่อขอเงินอีกเช่นเคย
เห็นเพียงเขาถูมือไปมา ใบหน้าปั้นรอยยิ้มประจบประแจง กล่าวด้วยท่าทางน่าสงสารนักหนา
“พี่รอง ช่วยน้องยามตกทุกข์ได้ยากนับว่าได้บุญ! ที่บ้านข้าหม้อข้าวแทบไม่อาจตั้งไฟได้แล้วจริงๆ ยามนี้ยังมีลูกเมียและคนแก่คนเฒ่าทั้งครอบครัวอ้าปากรอข้าวอยู่ ข้าหมดหนทางแล้วจริงๆ จึงได้แต่บากหน้ามาขอให้พี่รองช่วยจุนเจือเงินสักเล็กๆน้อยๆ น้องชายผู้นี้จะซาบซึ้งในบุญคุณของท่านมิรู้ลืมทีเดียว!”