พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่176 ท่านแม่เตรียมประหลาดใจได้เลย!
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่176 ท่านแม่เตรียมประหลาดใจได้เลย!
บ
ทที่176 ท่านแม่เตรียมประหลาดใจได้เลย!
เมิ่งชินรุ่ยโมโหจนเจ็บแปลบไปถึงตับ ใช้เพียงปลายเท้าครุ่นคิดก็รู้แล้วว่า เจ้าน้องชายผู้นี้คงไปแพ้พนันในบ่อนจนแทบไม่เหลือแม้แต่กางเกงในมาอีกแล้วเป็นแน่!
เขาอยากจะคว้าไม้กวาดขึ้นมา แล้วฟาดเจ้าน้องชายที่น่าอับอายผู้นี้ให้กระเด็นออกจากจวนไปเสียทันที!
ทว่าอย่างไรก็ยังติดอยู่ที่เยื่อใยพี่น้อง ทำให้นึกเวทนาอีกฝ่ายขึ้นมาเล็กน้อย กับชื่อเสียงของจวนโหว จึงได้แต่ข่มกลั้นโทสะไว้ และกัดฟันร้องถามออกไปว่า
“คราวนี้ต้องการเท่าไรเล่า?”
เมิ่งชินเฉิงหัวเราะแหะๆ แล้วยกนิ้วขึ้นชูเป็นเลข ‘สาม’
เมิ่งชินรุ่ยกล่าวอย่างหงุดหงิดไม่สบอารมณ์
“สามร้อยตำลึง? ได้ ฮูหยิน เจ้าไปที่ห้องบัญชี เบิกตั๋วเงินสามร้อยตำลึงให้เขา!”
คิดไม่ถึงว่าเมิ่งชินเฉิงกลับรีบโบกมือรัวๆ สีหน้าราวกับกำลังจะบอกว่า ท่านนี่ช่างตระหนี่ถี่เหนียวเสียจริง
“พี่รอง! กว่าข้าจะมาที่นี่สักครั้ง จะให้ขอเพียงเท่านั้นได้อย่างไรกันเล่า? หากไม่มีสามหมื่นตำลึง อย่างน้อยสามพันตำลึงก็ต้องให้ข้ากระมัง?”
เขาพูดเสียเบาอย่างสบายๆ ราวกับสิ่งที่กำลังเอ่ยปากขอนั้น หาใช่เงินสามพันตำลึงไม่ แต่เป็นเพียงสามอีแปะเท่านั้น
เส้นเอ็นสองข้างขมับของเมิ่งชินรุ่ยพลันเต้นตุ้บๆรุนแรง เขาแทบอยากจะกลั้นหายใจให้ตายอยู่ตรงนั้น
“นี่เจ้ายังกล้าเอ่ยเช่นนั้นออกมาอีกรึ!”
แต่เมิ่งชินเฉิงกลับยิ่งยิ้มอย่างลำพองใจ ราวกับมั่นอกมั่นใจว่า เขาได้กำจุดอ่อนของพี่ชายผู้รักหน้าตาคนนี้ไว้ได้อย่างอยู่หมัด
“ข้าย่อมต้องกล้าอยู่แล้ว! ใครใช้ให้พวกเราเกิดมาเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดกันเล่า? สายสัมพันธ์พี่น้องแน่นแฟ้นถึงเพียงนี้ เลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกันเช่นนี้ คิดว่าพี่รองคงไม่อาจทนมองน้องชายผู้นี้กับลูกเมีย ต้องอดตายอยู่ข้างถนนโดยไม่ยื่นมือเข้าช่วยได้กระมัง?”
เขารู้จุดอ่อนของเมิ่งชินรุ่ยเป็นอย่างดี ด้านหนึ่งก็ประจบเยินยอ อีกด้านก็ใช้ทั้งสายใยญาติพี่น้องและหน้าตามาบีบคั้น ซ้ำยังยกวาจายั่วโทสะมาใช้ได้อย่างช่ำชองถึงขั้นล้ำเลิศ
เมิ่งชินรุ่ยโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ อกกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง ท้ายที่สุดจึงกัดฟันเค้นถ้อยคำลอดไรฟันออกมาไม่กี่ประโยค
“…เอาโฉนดที่ดินจวนเล็กทางตะวันตกของเมืองหลวงไป! แล้วข้าจะให้ตั๋วเงินเพิ่มอีกหนึ่งร้อยตำลึง! มากกว่านี้แม้แต่อีแปะเดียวก็ไม่มี รีบรับไว้แล้วก็ไสหัวไปซะ!”
เมิ่งชินเฉิงเห็นว่าได้ดั่งที่ต้องการแล้ว ก็รีบหยุดมือทันที เขายกมือขึ้นผสานคารวะด้วยใบหน้ายิ้มแย้มระคนทะเล้น
“ได้เลยๆ! อย่างไรเสียท่านก็ยังเป็นพี่รองที่รักข้าที่สุด ขอบคุณพี่รองที่ใจกว้างยิ่งกว่ามหาสมุทรเช่นนี้!”
สีหน้าของฮูหยินเมิ่งไม่สู้จะน่าดูนัก นางจำต้องไปหยิบโฉนดที่ดินและตั๋วเงินออกมา แล้วยื่นส่งให้ถึงมือเมิ่งชินเฉิง
เมื่อเมิ่งชินเฉิงบรรลุจุดประสงค์แล้ว ก็ไม่รั้งอยู่อีกแม้เพียงชั่วครู่ รีบหนีกลับไปอย่างว่องไวประหนึ่งทาน้ำมันไว้ที่ฝ่าเท้า ทิ้งให้เมิ่งชินรุ่ยยืนโมโหจนหนวดกระดิกอยู่ที่เดิม ดวงตาถลึงจ้องมองด้วยความคับแค้นใจ จนเจ็บแน่นหน้าอกอยู่นานสองนาน!
อนุหลิวที่อยู่ข้างกัน รีบก้าวเข้าไปปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ท่านพี่ ไยต้องโมโหเพราะคนเช่นนั้นด้วยเล่า? ท่านก็คิดเสียว่าเลี้ยงสุนัขตัวหนึ่งไว้ ให้มันคอยกระดิกหางขอเศษอาหารก็พอ เขาสู้ท่านมิได้สักอย่าง ชาตินี้คงถูกลิขิตให้ต้องอาศัยลมหายใจของท่านประทังชีวิตแล้ว ยามท่านอารมณ์ดี ก็เพียงโยนเศษอาหารเหลือๆให้เขาสักหน่อย เขาก็กระดิกหางให้ท่านดูแล้ว ท่านก็ถือเสียว่าเป็นเรื่องขบขันคลายใจ อย่าได้ถือสาโมโหเขา จนกลายเป็นทำร้ายร่างกายตนเองไปเลย”
เมิ่งชินรุ่ยได้ฟังวาจาปลอบประโลมเหล่านั้น ภายในใจก็พลันปลอดโปร่งขึ้นไม่น้อยเลย
นั่นสินะ เขาต่างหากที่เป็นถึงท่านโหวผู้สูงส่งอยู่เหนือผู้คน ส่วนเมิ่งชินเฉิงก็เป็นเพียงหนอนน่าสมเพชตัวหนึ่ง ที่ต้องคอยพึ่งพาทานจากเขาเท่านั้น!
ในยามนั้นเอง เมิ่งซีโจวก็ก้าวเข้ามาในโถงพอดี เมิ่งจิ่งหมิงถูกลอบส่งตัวกลับไปยังเรือนของอนุหลิวแล้ว นางเห็นเมิ่งชินเฉิงสะบัดแขนจากไปอย่างองอาจผึ่งผาย ดวงตาพลันมีแววประหลาดใจฉายวาบผ่าน ทว่าเพียงชั่วอึดใจ นางก็เก็บซ่อนมันไว้อย่างแนบเนียน แล้วค้อมกายคำนับถามไถ่ตามธรรมเนียมมารยาท
หลังจากนั่งลงแล้ว นางก็ขยับเข้าใกล้ฮูหยินเมิ่ง จ้องมองสีหน้าเจ็บปวดราวถูกเฉือนเนื้อของอีกฝ่าย ที่ต้องสูญเสียทรัพย์สินก้อนใหญ่ไปเช่นนั้น ความคิดชั่วร้ายพลันผุดขึ้นภายในใจ นางจึงโน้มกายเข้าไปกระซิบข้างหูนางด้วยความสนิทสนม
“ท่านแม่! ท่านลองทายดูสิ วันนี้ลูกไปพบผู้ใดที่ข้างนอกมา?”
ฮูหยินเมิ่งกำลังเจ็บปวดใจดั่งถูกบีบคั้น เพราะโฉนดที่ดินและเงินทองได้ไหลออกไปอย่างเปล่าประโยชน์ ช่วงหลังมานี้ นับตั้งแต่เมิ่งซีโจวกลับจวนมา จวนโหวก็ไม่เคยมีวันได้สงบสุขเลย เงินในคลังเดิมทีก็มิได้มากมายเหลือเฟืออยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด!
ครั้นเห็น ‘เมิ่งหนานอี้’ ขยับเข้าเข้าใกล้ สีหน้าของนางจึงค่อยผ่อนคลายลงเล็กน้อย ในใจคิดว่าบุตรีผู้นี้ช่างรู้ความนัก คงสังเกตเห็นว่านางอารมณ์ไม่ดี จึงตั้งใจนำเรื่องแปลกใหม่มาเล่าให้ฟัง เพื่อหวังปลอบประโลมจิตใจของนางเป็นแน่
นางฝืนยิ้มบางให้พร้อมกับส่ายหน้าไปมา
“หนานหนาน เหตุใดจู่ๆจึงทำตัวมีลับลมคมในเช่นนี้เล่า แม่จะเดาถูกได้อย่างไรกัน รีบๆบอกมาเถิด อย่ามัวแต่อุบเอาไว้เลย ตกลงเจ้าไปพบผู้ใดมากันแน่?”
แต่เมิ่งซีโจวกลับยังคงขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น แนบริมฝีปากชิดข้างหูของนาง น้ำเสียงเจือความซุกซนไว้เสี้ยวหนึ่ง ทว่านัยน์ตากลับเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
“ไม่บอก ไม่บอกเจ้าค่ะ อีกประเดี๋ยวท่านแม่ก็จะได้รู้เอง!”
“อ้อ ยังจะมาเล่นปริศนาทายกลอันใดกับแม่อีกรึ?” ฮูหยินเมิ่งถูกยั่วให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาบ้างแล้ว นางจึงยื่นมือไปเขี่ยปลายจมูกของอีกฝ่ายด้วยความรักใคร่เอ็นดู “เช่นนั้นแม่จะรอดูก็แล้วกัน อยากรู้นักว่า เจ้าจะเตรียมเรื่องประหลาดใจยิ่งใหญ่อันใดไว้ให้แม่กันแน่?”
เมิ่งซีโจวอาศัยจังหวะนั้นกอดแขนฮูหยินเมิ่งไว้ ก่อนจะเอนศีรษะซบลงบนบ่าของนาง แล้วถูไถไปมาเบาๆอย่างออดอ้อน จึงสามารถซ่อนรอยยิ้มเย็นเยียบมุมปากไว้ได้อย่างมิดชิด
เรื่องประหลาดใจงั้นรึ?
จะใช้คำว่า… ‘เรื่องประหลาดใจ’ นิยามนี้ยังนับว่าไม่ตรงนัก
หวังเพียงว่า เมื่อถึงเวลานั้น ท่านแม่สุดที่รักของข้าจะยังแบกรับได้ไหวก็แล้วกัน!