พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่177 หวนสู่สถานะเดิมอีกครั้ง
บทที่177 หวนสู่สถานะเดิมอีกครั้ง
เมื่อส่งตัวท่านอาสี่เมิ่งชินเฉิง ผู้เปรียบดั่งฝูงตั๊กแตนโสโครกยามเคลื่อนผ่านไปได้สำเร็จ บรรยากาศภายในโถงนั้นจึงค่อยผ่อนคลายลงได้บ้าง
ผู้คนทั้งหลายต่างก็ไม่มีแก่ใจจะรั้งอยู่ต่อไปนานกว่านี้ ฮูหยินเมิ่งอ้างว่ายังมีเรื่องต้องไปจัดการ จึงลุกขึ้นเดินจากไปเป็นคนแรก ส่วนเมิ่งชินรุ่ยก็เดินตรงไปยังห้องตำราทันที เมื่ออนุหลิวเห็นดังนั้น นางจึงติดตามไปด้วยอีกคน คิดว่าคงจะไปเอ่ยวาจานุ่มนวลปลอบประโลมเขาต่อเป็นแน่
ก่อนจะจากไป ยังคล้ายเห็นเมิ่งซีโจวเพียงเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่ตั้งใจ และได้ส่งสายตาแฝงนัยลึกซึ้งมาทางตนคราหนึ่งด้วย
อนุหลิวมองรอยยิ้มบางล้ำลึกที่มุมปากของเมิ่งซีโจว รู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นคล้ายแฝงข่าวดีบางประการไว้ แม้ในใจจะยังงุนงงอยู่บ้าง ไม่อาจเข้าใจความหมายได้ทั้งหมด แต่ก็ยังพยักหน้าให้เล็กน้อยอย่างรู้กัน เป็นสัญญาณว่านางรับรู้แล้ว
เมิ่งซีโจวมองแผ่นหลังของเมิ่งชินรุ่ยที่ดูอัดอั้นขุ่นเคืองอยู่เล็กน้อย พลันนึกขึ้นมาได้ว่า เมิ่งชินเฉิง… ดูเหมือนจะเคยเป็นคู่หมั้นของฮูหยินเมิ่งมาก่อนกระมัง?
ความบาดหมางระหว่างเมิ่งชินรุ่ยกับเมิ่งชินเฉิง ยังมิได้มีเพียงเท่านี้
เมิ่งชินเฉิงเคยเป็นผู้ที่ถูกกำหนดไว้ให้ต้องสืบทอดตำแหน่งโหวของจวนแห่งนี้ เป็นเรื่องแน่นอนดุจตอกตะปูลงบนแผ่นกระดาน ทั้งยังมีพรสวรรค์โดดเด่นเหนือผู้คน ส่วนเมิ่งชินรุ่ยนั้น เป็นบุตรชายคนรองที่ท่านผู้เฒ่าโหวมิเคยให้ความสำคัญมากที่สุด ไม่เพียงความสามารถไม่โดดเด่น แม้แต่รูปโฉมก็ธรรมดาสามัญยิ่ง ด้วยเหตุนี้ เรื่องแต่งงานจึงล่มไปแล้วถึงสองครั้งสองครา
ทว่า เมิ่งชินรุ่ยกลับกลายเป็นผู้ชนะในที่สุด
ดังนั้น เพียงเขาเห็นหน้าเมิ่งชินเฉิง จิตใจย่อมต้องขุ่นมัวเป็นธรรมดา เมิ่งชินเฉิงทำให้เขานึกถึงวันคืนในอดีตเหล่านั้น นึกถึงยามที่ตนเคยมีชีวิตอยู่ในมุมมืด ถูกมองข้าม ถูกดูแคลน กระทั่งภรรยาผู้เคยเป็นแรงหนุนสำคัญอย่างยิ่งต่อเขา และเคยเป็นคนที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันใฝ่ถึง ก็ยังเป็นคนที่เขาต้องเก็บตกมาจากเมิ่งชินเฉิงอีกทีเสียด้วยซ้ำ
เมิ่งซีโจวรู้สึกว่าตนคงพลาดชมละครฉากใหญ่ไปเสียแล้ว บางทีจนถึงยามนี้ เมิ่งชินรุ่ยอาจจะยังคงคลางแคลงใจอยู่ก็เป็นได้ คงจะคอยจับตามองเมิ่งชินเฉิงกับฮูหยินเมิ่งอยู่ทุกขณะเป็นแน่ มิกล้าปล่อยใจให้เผลอไปแม้เพียงเสี้ยวลมหายใจ เพราะยังระแวงว่า ระหว่างคนทั้งสองจะมีร่องรอยถ่านไฟเก่าคุขึ้นมาอีกหรือไม่
เพียงแต่ครั้งนี้เมิ่งชินรุ่ยนับว่าขยันผิดทางเสียแล้ว
ชู้รักของฮูหยินเมิ่ง หาใช่คนผู้นั้นไม่ หากแต่เป็นผู้อื่นต่างหากเล่า
ครั้นผู้คนในโถงต่างพากันสลายตัวไปหมดแล้ว เมิ่งซีโจวจึงค่อยเยื้องย่างกลับไปยังเรือนหลานจื่ออย่างสบายอารมณ์
นับตั้งแต่ปีนั้นที่เมิ่งซีโจวถูกลักพาตัวไป เมิ่งหนานอี้ก็แทบทนรอไม่ไหว รีบย้ายข้าวของเข้ามาอยู่ที่เรือนหลังนี้ทันที อาศัยฐานะ ‘บุตรีคนโปรดของนายหญิงใหญ่แห่งจวนโหว’ตลอดหลายปีมานี้ นางจึงกว้านซื้อข้าวของดีๆไว้ไม่น้อย ภายในคลังเต็มไปด้วยของล้ำค่าละลานตา แสงของไข่มุกเม็ดงามส่องวาววับจนทำให้สายตาแทบพร่าเลือน
เมิ่งซีโจวสั่งให้คนอื่นๆล่าถอยออกไป เหลือนางเพียงผู้เดียวที่บรรจงคัดเลือกสมบัติในคลังอย่างไม่รีบร้อน
แววตาของนางสงบนิ่งและพิถีพิถันยิ่งนัก เลือกหยิบเฉพาะเครื่องประดับกับของตั้งโชว์ที่ดูหรูหราฟู่ฟ่า และดูมีราคาไม่น้อย ทว่าแท้จริงกลับมิได้มีประโยชน์ใช้สอยเท่าใดนัก ซ้ำบางชิ้นยังออกจะฉูดฉาดไร้รสนิยมอยู่ด้วย ไม่นานนัก นางก็จัดแยกของออกมาได้หลายหีบ หนักอึ้งจนแทบยกไม่ขึ้น
จากนั้น นางจึงเรียกสาวใช้หน้าตาซื่อๆในเรือนผู้หนึ่งให้เข้ามา แล้วกำชับว่า
“เจ้าเอาของพวกนี้ออกไป หาร้านรับจำนำที่ไว้ใจได้ แล้วจำนำทิ้งไปให้หมด แลกเป็นตั๋วเงินสดกลับมาให้ข้า”
สาวใช้นางนั้นจ้องมองเครื่องประดับในหีบ ซึ่งแต่ก่อน ‘คุณหนู’ ของนางเคยทะนุถนอมดุจสมบัติล้ำค่า ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ นางรวบรวมความกล้าเอ่ยเตือนเสียงเบาว่า
“คุณหนู… ของพวกนี้ล้วนเป็นของที่เมื่อก่อนท่านโปรดปรานที่สุด ถึงขั้นต้องหยิบมาสวมใส่เล่นทุกวัน แล้วเหตุใดจู่ๆถึงได้…”
นางยังมิทันกล่าวจบ เมิ่งซีโจวก็หยิบปิ่นมรกตชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากโต๊ะเครื่องแป้ง ตัวปิ่นมรกตประดับมุกเม็ดใหญ่ ทั้งยังเหลืองอร่ามจนแสบตา นางโยนมันลงไปในหีบที่จะนำไปจำนำอย่างไม่ลังเล เสียง “เคร้ง” เบาๆดังขึ้นหนึ่งครั้ง
ยามนี้ภายในเรือนมิใช่มีเพียงข้าวของของเมิ่งหนานอี้กองอยู่เต็มไปหมดเท่านั้น แม้แต่สาวใช้ปากมากน่ารำคาญของเมิ่งหนานอี้ ก็ยังพากันยึดพื้นที่ในนี้อยู่ไม่น้อย
เมิ่งซีโจวยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะริมฝีปากตนเบาๆ ทำท่าทำทางบอกให้อีกฝ่ายเงียบเสียง
“ชู่ว~ รสนิยมของข้าเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเสมอ บัดนี้พอมองของพวกนี้อีกครา ก็รู้สึกเพียงว่าช่างหยาบกร้านสายตาเสียจนทนดูไม่ได้ อัปลักษณ์เสียจนมิอาจสรรหาคำใดมาพรรณนา หากมองพวกมันอีกสักหน ยังรู้สึกขวางหูขวางตายิ่งนัก เจ้าพูดให้น้อยหน่อยจะดีกว่า รีบๆนำของพวกนี้ไปจำนำแลกเป็นเงินตำลึงมาให้ข้าเสีย”
สาวใช้ถูกบารมีของนางกดข่มไว้จนมิกล้าเอ่ยคำใดอีก จำต้องอุ้มหีบหนักอึ้งหลายใบนั้นขึ้นมา เดินไปก็ยังหันกลับมามอง สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียดายปานจะขาดใจ ก่อนจะยอมจากไปอย่างอ้อยอิ่ง
สายตาของเมิ่งซีโจวยังคงจับจ้องอยู่บนเครื่องประดับที่เหลือบนโต๊ะเครื่องแป้ง นางหยิบขึ้นมาชิ้นหนึ่งด้วยสีหน้ารังเกียจ พินิจมองอยู่ครู่หนึ่งจึงคิดได้ว่า ของไร้ประโยชน์เหล่านี้ของเมิ่งหนานอี้ ต่อให้จำนำไปครึ่งค่อนวันก็คงจะยังไม่หมดเป็นแน่
เครื่องประดับของเหล่านี้ของนาง แม้จะงดงามแค่เพียงเปลือกนอก หาแก่นสารอันใดมิได้เลย ทว่าเมื่อนำไปจำนำ กลับสามารถแลกเป็นเงินสดมาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว อีกทั้งเมิ่งซีโจวยังลอบใช้นามปากกา ‘เซียวเหยาเค่อ’ แต่งเรื่องเขียน เงินส่วนแบ่งก้อนโตที่ทางหอหนังสือส่งมาให้นั้น เมื่อรวมกันแล้ว ในมือของนางจึงสะสมเงินไว้ได้เป็นจำนวนไม่น้อยเลย
เมื่อมีเงินก้อนนี้อยู่ในมือ วันรุ่งขึ้น เมิ่งซีโจวจึงได้พาบ่าวไพร่และคนรับใช้ฝีมือดีของจวนโหวจำนวนหนึ่ง ตรงปรี่ออกนอกประตูเมืองไปในทันที
นอกเมือง หิมะที่ทับถมยังไม่ทันละลาย สายลมหนาวเย็นเยียบประหนึ่งคมมีดกรีดลงถึงกระดูก ก็พัดผ่านมา
เพิ่งจะผ่านพ้นเทศกาลปีใหม่ไปได้ไม่นาน ทว่าสำหรับเหล่าผู้ลี้ภัยเร่ร่อนพลัดถิ่น ที่มารวมตัวกันอยู่ภายใต้เงาเมืองหลวงแห่งนี้แล้ว เรื่องกินอิ่มนุ่งอุ่นยังคงเป็นความหวังที่ไกลเกินเอื้อมนัก
ต่อให้ไม่ต้องทนหิวโหย ความเหน็บหนาวรุนแรงเช่นนี้ สำหรับพวกเขาก็ยังนับว่ายากจะฝืนผ่านพ้นไปได้อยู่ดี
เมิ่งซีโจวสั่งการบรรดาบ่าวชายในจวน ให้ตั้งหม้อต้มโจ๊กขึ้น พลางกั้นฝูงชนที่ร้อนใจจนแทบจะเบียดเสียดเข้ามาออกไป ไม่นานนัก ไอร้อนกับกลิ่นหอมของโจ๊กก็ลอยฟุ้งออกมา ค่อยๆขับไล่อาการรุ่มร้อน วิตกกังวลและความหนาวเหน็บใจของเมิ่งซีโจวให้จางลงไปได้บ้าง