พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่179 กบฏต่อแผ่นดิน?!
บทที่179 กบฏต่อแผ่นดิน?!
มุมปากของเมิ่งซีโจวแสยะเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบสายหนึ่ง
วันนั้น เมิ่งหนานอี้ลงมือฆ่าฉู่เซียวด้วยตนเองต่อหน้าผู้คนอย่างโจ่งแจ้ง เรื่องนี้นับว่าเหนือความคาดหมายของนางมากจริงๆ แม้ความโหดเหี้ยมเด็ดขาดเช่นนั้น จะนับว่าสอดคล้องกับนิสัยใจคอของเมิ่งหนานอี้อยู่แล้วก็ตาม แต่เมื่อนึกถึงความสัมพันธ์เล็กๆน้อยๆของคนทั้งสองทั้งในชาติภพก่อนและชาตินี้ กลับถูกเมิ่งหนานอี้สะบั้นสิ้นด้วยมือตนเช่นนี้ นางก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า… ช่างน่าขันอยู่บ้างจริงๆ
ปลายนิ้วของนางลูบไล้ผ่านจดหมายฉบับนั้นอย่างแผ่วเบา สายตาหยุดลงที่อักษรบรรทัดสุดท้าย
“อีกประการหนึ่ง สวีจี้ชางทรยศต่อแผ่นดิน และได้หลบหนีไปแล้ว”
หัวใจของเมิ่งซีโจวพลันสะท้านวูบ!
สวีจี้ชาง?! ทรยศต่อแผ่นดินรึ?!
คนผู้นั้น แม้จะกล่าวได้ว่าไม่ยอมรับนับถือองค์หญิงใหญ่ผู้เป็นแม่ทัพจริงๆ ทั้งยังคิดแต่จะขึ้นมาแทนที่นางอยู่เสมอ สมองก็หาได้ปราดเปรื่องนัก ทว่าจิตใจรักชาติรักแผ่นดินอันร้อนแรงจนแทบเรียกได้ว่าดื้อรั้นของเขานั้น เมิ่งซีโจวกลับไม่เคยเคลือบแคลงเลยแม้แต่น้อย!
ตระกูลสวีร่ำรวยมหาศาล เทียบได้กับมีทรัพย์สินท่วมแผ่นดิน ต่อให้สวีจี้ชางนอนอยู่บนกองเงินกองทอง กินๆนอนๆไปทั้งชีวิต ก็ยังสามารถมีชีวิตที่โอ่อ่าสุขสำราญยิ่งกว่าผู้ใดในใต้หล้า
แต่บรรพชนตระกูลสวีล้วนเป็นผู้กล้าผู้ภักดีทั้งตระกูล ตั้งแต่เล็ก สิ่งที่เขาซึมซับและเห็นจนชินตา ก็ล้วนเป็นเรื่องความจงรักภักดีต่อองค์เหนือหัว ความรักชาติและการสร้างผลงานในสนามรบ ด้วยเหตุนี้เขาจึงมุ่งมั่นฝึกยุทธ์ ปรารถนาจะกอบกู้เกียรติภูมิของวงศ์ตระกูล และอุทิศตนรับใช้ชาติบ้านเมือง
เขาอาจเป็นคนหุนหันพลันแล่น อาจโง่เขลาไปบ้าง อาจมองสถานการณ์ไม่กระจ่างบ้าง แต่… จะทรยศต่อแผ่นดินได้อย่างไรกัน?!
ข่าวนี้ยังมิได้ประกาศต่อสาธารณะ หากแพร่ไปถึงหูบิดาของสวีจี้ชางแล้ว เกรงว่าคงได้ตีกลองร้องทุกข์ ขอความเป็นธรรมทันทีเป็นแน่
เมิ่งซีโจวลุกขึ้นฉับพลัน เดินไปยังโต๊ะตำราทันที คลี่กระดาษ ฝนหมึก นางใคร่ครวญซ้ำไปซ้ำมา สุดท้ายก็ยังจรดพู่กันลงบนกระดาษ เขียนความเห็นและข้อกังขาทั้งหมดของตน เกี่ยวกับเรื่องที่สวีจี้ชางถูกกล่าวหาว่าทรยศต่อแผ่นดินลงไป อธิบายว่าเรื่องนี้อาจมีเงื่อนงำและความอยุติธรรมแอบแฝงอยู่ ขอให้องค์หญิงใหญ่โปรดแอบตรวจสอบโดยละเอียดอีกที
ท้ายที่สุด นางยังอวยพรอีกครา ขอให้กองทัพใหญ่ได้รับชัยชนะและคืนสู่ราชสำนักโดยเร็ววัน
เพิ่งจะพับจดหมายฉบับนั้นเสร็จเรียบร้อย และเตรียมจะปิดผนึก เสียงรายงานของสาวใช้ก็เปล่งดังมาจากนอกประตูเสียก่อน
“คุณหนู ลู่ฉีสาวใช้จากเรือนอนุหลิวมาขอพบเจ้าค่ะ บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะต้องรายงาน”
เมิ่งซีโจวพลันเก็บงำอารมณ์ที่เผยออกมาจนหมดสิ้น เพียงชั่วพริบตา นางก็กลับคืนสู่ท่าทีของ ‘เมิ่งหนานอี้’ ที่เจือความเอาแต่ใจและดูแคลนอยู่หลายส่วน นางแสร้งยกมือขึ้นปิดปาก แล้วเอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจ
“อนุหลิ่วรึ? นางมาหาข้ามีเหตุอันใดกัน?”
ว่าแล้วจึงเปล่งเสียงสั่งการออกไป “ให้นางเข้ามาเถิด”
ยามนี้ คนในเรือนอนุหลิวล้วนถูกนางค่อยๆ สับเปลี่ยนเป็นคนสนิทของตนอย่างแนบเนียนทั้งหมดแล้ว แน่นอนว่าพวกนางล้วนปากหนักและไว้วางใจได้
สาวใช้นามว่าลู่ฉีผู้นี้ ภายนอกดูทึ่มอยู่บ้าง ทว่าแท้จริงกลับหนักแน่นและพึ่งพาได้อย่างยิ่ง หลังเข้าประตูมา นางก็กันสาวใช้อีกคนไว้ด้านนอกอย่างรวดเร็ว ทุกอากัปกิริยาล้วนแนบเนียนและเป็นธรรมชาติ จากนั้นจึงปิดประตูลง แล้วกดเสียงต่ำกระซิบกับเมิ่งซีโจวว่า
“คุณหนูใหญ่ คุณชายรองเขา… ไม่รู้เป็นอะไรไปเจ้าค่ะ จู่ๆก็ร้องโวยวายว่าจะต้องพบคุณหนูให้ได้ นายหญิงปลอบอย่างไรก็เอาไม่อยู่ จึงใคร่จะขอรบกวนให้ท่านไปที่เรือนสักหน่อยจะได้หรือไม่เจ้าคะ?”
เมื่อเมิ่งซีโจวได้ยินดังนั้น ก็ถึงกับเลิกคิ้วขึ้นอย่างนึกสนใจ
เรื่องนี้ชักจะน่าสนุกแล้วสิ
ยามนี้อนุหลิวยังมิอาจลงมือทำอะไรเด็ดขาดได้ แม้จะเป็นฝ่ายรุกมากกว่าอดีตอยู่ไม่น้อย ทว่านางยังคงเป็นคนที่ระมัดระวังตัวทุกย่างก้าวอยู่ดี
วันนั้น หลังจากเมิ่งซีโจวพาเมิ่งจิ่งหมิงกลับมามอบให้นางแล้ว นางกลับเลือกซ่อนบุตรชายเอาไว้โดยตรง ให้เมิ่งจิ่งหมิงปลอมตัวแต่งกายเสียใหม่ แล้วประกาศต่อคนนอกเพียงว่า เป็นบ่าวรับใช้ที่เพิ่งซื้อเข้ามาไว้ในเรือน ทั้งยังมิยอมให้พบปะผู้คนโดยง่าย
บางทีอาจเพราะการได้กลับคืนมาหลังสูญเสียไปนั้นไม่ง่ายดายนัก นางจึงมิกล้าเสี่ยงอันตรายใดๆอีก ไม่ปรารถนาให้เมิ่งจิ่งหมิงต้องไปเผชิญหน้ากับฮูหยินเมิ่ง เพื่อสืบสาวหาความจริงเรื่องที่เขาหายตัวไปก่อนหน้านี้ ขอเพียงนางได้บุตรชายที่ยังมีชีวิตกลับคืนมาอย่างปลอดภัยก็พอแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น… เวลานี้เมิ่งจิ่งหมิงยังสูญเสียความทรงจำอีกด้วย
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ มุมปากของเมิ่งซีโจวก็พลันโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มล้ำลึกอีกครา
เขาลืมมารดาผู้ให้กำเนิด ลืมว่าตนถูกทำร้ายจนหายตัวไปได้อย่างไร ทว่าโดยลำพังแล้ว… กลับจดจำแต่นาง-เมิ่งซีโจวได้ผู้เดียว
ช่างประหลาดเสียจริง
อีกทั้งเมื่อหลายวันก่อน นางเคยคิดจะไปเยี่ยมดูอาการเขาสักครา เพื่อจะได้คอยสังเกตดูอากัปกิริยาของเขาเสียหน่อย แต่เมิ่งจิ่งหมิงกลับเอาแต่หลบเลี่ยงนาง ประหนึ่งพบเห็นน้ำหลากอสูรร้ายเสียอย่างนั้น เป็นตายเยี่ยงไรก็มิยอมพบหน้านาง
แล้ววันนี้ ไฉนจู่ๆจึงได้เป็นฝ่ายร้องโวยวายอยากจะพบนางขึ้นมาเองเล่า?
“ได้สิ” เมิ่งซีโจวแทบมิได้ลังเลเลยสักนิด นางเอ่ยรับคำทันที พลางส่งสายตาเป็นสัญญาณให้ลู่ฉีไปเปิดประตู
ลู่ฉีทำตามอย่างว่าง่าย
เมิ่งซีโจวพลันเพิ่มระดับเสียงกลับมาร้องตะโกนให้ดังขึ้น ถ้อยคำเหล่านั้นล้วนมีจุดประสงค์ชัดเจนว่า ตั้งใจเอ่ยให้บรรดาสาวใช้ที่เงี่ยหูฟังอยู่ด้านนอกได้ยิน
“หากมิใช่เพราะเห็นแก่หน้าท่านแม่อยู่บ้าง มีหรือข้าผู้นี้อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายในเรือนของอนุหลิว! ช่างเถิด ช่างเถิด ข้าไปก็ได้ ข้าจะไปดูเสียหน่อยว่า นางคิดจะเล่นลูกไม้เล่ห์เหลี่ยมอันใดอีก”
กล่าวจบ นางก็ลุกขึ้นยืน ก่อนจะชี้นิ้วเรียกสาวใช้คนหนึ่ง ซึ่งเพิ่งถูกจัดให้เข้ามาประจำอยู่ในเรือนนี้อย่างไม่ใส่ใจนัก
“เจ้าตามไปกับข้าด้วย”
สาวใช้ข้างกายคนเดิมที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ได้แต่แอบกระทืบเท้าด้วยความขุ่นเคืองใจ ทว่าก็มิกล้าเอ่ยวาจาใดออกมา
เมิ่งซีโจวมาถึงเรือนของอนุหลิว ระหว่างที่เดินมาได้ครึ่งทาง จู่ๆนางก็อ้างว่าอยากจะดื่มน้ำแกงเห็ดหูหนูขาว จึงได้สั่งสาวใช้ที่ติดตามมาผู้นั้นให้ไปยังครัวเล็ก
จากนั้น นางจึงเดินตามลู่ฉีมุ่งหน้าไปยังห้องหลักของเรือนได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค
บานประตูตรงหน้าปิดสนิท
เมิ่งซีโจวเพิ่งจะยกมือขึ้นหมายจะเคาะประตู ทว่าภายในกลับมีเสียงของเมิ่งจิ่งหมิงดังลอดออกมาเสียก่อน น้ำเสียงนั้นเจือทั้งความลนลานและการต่อต้านอย่างปิดไม่มิด
“ท่านแม่! ท่านแม่! ข้าไม่อยากพบนางแล้ว… ข้ายังไม่พร้อม! ไว้คราวหน้า… ไว้คราวหน้าค่อยพบเถิด!”