พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่180 พี่รองไปเผชิญพบกับสิ่งใดมากันแน่?
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่180 พี่รองไปเผชิญพบกับสิ่งใดมากันแน่?
บทที่180 พี่รองไปเผชิญพบกับสิ่งใดมากันแน่?
เมิ่งซีโจวลดมือที่กำลังยกขึ้นจะเคาะประตูลง แล้วเอื้อมออกไปกดมือลู่ฉีซึ่งอยู่ข้างกายไว้ทันที เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะก้าวขึ้นหน้าไปช่วยเคาะประตูแทน
นางยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเช่นนั้น ตั้งใจฟังเสียงร้องเอะอะโวยวาย ที่ดังลอดออกมาจากในห้องอย่างสนอกสนใจ
แววตาของลู่ฉีไหววูบคราหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าก้มตาเดินถอยหลังไปครึ่งก้าว คอยยืนรับใช้ผู้เป็นนายอยู่ด้านข้างอย่างสงบเสงี่ยม มิกล้าขยับเขยื้อนใดๆอีกเลย
ภายในห้อง เสียงเกลี้ยกล่อมของอนุหลิวดังแว่วออกมา ทั้งจนใจทั้งร้อนรน
“หมิงเอ๋อร์ นี่เจ้าคิดจะก่อเรื่องอะไรอีก? คุณหนูใหญ่คงใกล้จะมาถึงหน้าลานแล้ว ยามนี้จู่ๆเจ้าจะเปลี่ยนคำบอกว่าไม่ต้องการพบนาง แม่เกรงว่าจะไม่ทันแล้วกระมัง…”
เสียงของเมิ่งจิ่งหมิงพลันสูงขึ้นทันใด ประหนึ่งแมวที่ถูกเหยียบหางเข้าอย่างจัง
“ไม่พบ! ข้าบอกว่าไม่พบก็คือไม่พบ! ท่านแม่ ประเดี๋ยวท่านก็บอกนางไปว่าข้าป่วย ป่วยหนักกะทันหัน ไม่เหมาะจะพบแขก!”
“อ้อ? พี่รองป่วยกระมัง?”
น้ำเสียงของเมิ่งซีโจวเจือความประหลาดใจและห่วงใย ท่ามกลางเสียง “เอี๊ยด” ของบานประตูที่นางผลักให้เปิดในคราเดียว สองมือกอดอกแล้วเยื้องย่างเข้าไปอย่างเนิบช้า
“ช่างป่วยได้ถูกเวลาโดยแท้”
บานประตูถูกผลักเปิดออกอย่างกะทันหัน แสงอาทิตย์จากด้านนอกสาดเข้ามา และตกกระทบลงบนใบหน้าของเมิ่งจิ่งหมิงที่ซีดเผือดลงในชั่วพริบตา
เขาตกใจจนถึงกับถอยกรูดไปหลายก้าว แทบจะคลานเข้าไปหลบอยู่ด้านหลังของอนุหลิว ฝ่ามือทั้งสองบีบกำแขนของผู้เป็นมารดาไว้แน่น มีเพียงดวงตาคู่หนึ่งเท่านั้นที่กล้าโผล่ออกมา แต่ก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและระแวดระวังอย่างที่สุด สายตาคู่นั้นจ้องมองเมิ่งซีโจวเขม็งไม่วางตา
ทว่าเมิ่งซีโจวกลับยิ่งก้าวประชิดเข้าไปอีกสองก้าว น้ำเสียงยังคงอ่อนโยนดังเดิม
“พี่รองไม่สบายตรงไหนรึ? พอดีว่าข้าพอรู้วิชาแพทย์อยู่บ้าง ไหนๆข้าก็มาถึงที่นี่แล้ว ให้ข้าตรวจรักษาท่านดูสักหน่อยเถิด”
อนุหลิวถูกบุตรชายบีบกำแขนไว้แน่นเสียจนเจ็บแปลบ ทั้งกระอักกระอ่วน ทั้งเจ็บปวดใจ แต่ก็จำต้องยกมือขึ้นตบหลังมือของเขาเบาๆเป็นการปลอบประโลม ครั้นหันไปมองเมิ่งซีโจว สีหน้าของนางก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและอับจนปัญญา
ดูจากท่าทีของเมิ่งซีโจวยามนี้ เห็นชัดว่านางคงยืนอยู่หน้าประตูมานานแล้ว คำพูดของหมิงเอ๋อร์เมื่อครู่ นางย่อมได้ยินหมดทุกถ้อยวาจาแล้ว
ท่าทีเช่นนี้ของหมิงเอ๋อร์ นับว่าเสียมารยาทเกินไปจริงๆ!
บัดนี้เมิ่งซีโจวมิใช่เพียงน้องสาวของเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขา เป็นผู้ที่พาเขากลับมาจากกลุ่มผู้ลี้ภัยนอกเมือง!
เวลาก็ผ่านมาเนิ่นนาน เขาไม่ยอมไปคำนับขอบคุณนางก็แล้วไปเถิด กลับยังปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นผู้มาหาถึงที่ ครั้นถึงคราวพบหน้ากัน กลับเปลี่ยนใจไม่ยอมพบนางเสียอีก ยามนี้ยังเอาแต่หลบๆซ่อนๆ ท่าทีเช่นนี้…
แต่ถึงอย่างนั้น นางก็ทำใจตำหนิบุตรชายของตนรุนแรงไม่ลงจริงๆ
หมิงเอ๋อร์ที่เมื่อก่อนฉลาดเฉลียว ทั้งยังคล่องแคล่วรู้ความผู้นั้น แท้จริงต้องผ่านทุกข์ทรมานมามากเพียงใด จึงได้กลายเป็นคนหวาดระแวงประหนึ่งนกที่ถูกคันธนูจนตกใจเสียขวัญเช่นนี้?
เพียงอนุหลิวคิดมาถึงตรงนี้ หัวใจของนางก็เจ็บปวดจนแทบมิอาจทานทนได้
นางทำได้เพียงเอ่ยปากด้วยความรู้สึกผิด “คุณหนูใหญ่ ต้องขออภัยจริงๆ ช่วงนี้อารมณ์ของหมิงเอ๋อร์ขึ้นๆลงๆอยู่เสมอ บางคราก็สติแจ่มชัด บางคราก็เลอะเลือนสับสน เขามิได้ตั้งใจ…”
เมิ่งซีโจวพยักหน้า แสดงท่าทีว่าเข้าใจดี ทว่าสายตายังคงปักอยู่ที่ร่างของเมิ่งจิ่งหมิงดังเดิม
เขาซบหน้าบนไหล่ของอนุหลิว ดวงตาคู่นั้น นอกจากความระแวดระวังแล้ว คล้ายยังซ่อนบางสิ่งที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเอาไว้
เมิ่งซีโจวยกนิ้วขึ้นแตะปลายคางของตนเบาๆ ก่อนจะจมลงสู่ห้วงความคิด
คราวก่อน ตอนอนุหลิวปะทะกับฮูหยินเมิ่งเรื่องที่เมิ่งจิ่งหมิงหายตัวไปนั้น ฮูหยินเมิ่งถูกบีบคั้นจนเกิดร้อนรน ถึงกับลั่นคำสาบานเอาไว้ว่า หากนางทำร้ายเมิ่งจิ่งหมิงแม้เพียงครึ่งส่วน ขอให้ถูกฟ้าผ่าตาย หรือไม่ก็มิได้ตายดี
คนอย่างฮูหยินเมิ่งนั้นงมงายในเรื่องลางร้ายเป็นที่สุด ปกติแล้วมักหลีกเลี่ยงถ้อยวาจาอัปมงคลอยู่เสมอ ทว่าคำสาบานครานั้น กลับเอ่ยออกมาได้อย่างเร็วและเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก ตอนนั้นเมิ่งซีโจวเองก็สัมผัสได้ว่า เรื่องนี้ช่างน่าสงสัยมากเหลือเกิน
บัดนี้ เมื่อเห็นสภาพอันประหลาดพิกลของเมิ่งจิ่งหมิงเช่นนี้ การคาดเดาในใจของนางก็ประหนึ่งได้รับการยืนยันเพิ่มขึ้นอีกสองส่วน
แท้จริงแล้ว… ฮูหยินเมิ่งได้ทำอะไรไว้กับเขาผู้นี้กันแน่?
เหตุใดจึงทำให้เขาจดจำเพียงนาง-เมิ่งซีโจวได้?
แล้วเหตุใดจึงต้องทำให้เขารู้สึกว่า… นางเป็นตัวอันตรายถึงเพียงนี้ ประหนึ่งเป็นภัยพิบัติร้ายแรง เป็นสายน้ำหลากและอสูรร้าย?
หรือในโลกนี้จะมีวิชามารใดอยู่จริง สามารถบิดเบือนความทรงจำของผู้คนได้? หากเป็นเช่นนั้น ฮูหยินเมิ่งย่อมจะต้องทำให้เมิ่งจิ่งหมิงเชื่อได้ว่า ผู้ที่ทำร้ายเขานั้น แท้จริงแล้วก็คือนาง-เมิ่งซีโจว
เมิ่งซีโจวขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกว่าเรื่องนี้ยังมีหลายจุดที่ไม่สมเหตุสมผลนัก นางจึงผ่อนน้ำเสียงลง คล้ายกำลังปลอบโยนสัตว์ตัวน้อยที่ตื่นตระหนกเสียขวัญ
“พี่รอง ท่านอย่าได้หวาดกลัวไปเลย พวกเราล้วนรู้ว่าท่านถูกฮูหยินเมิ่งทำร้าย จึงได้หายสาบสูญไปนานเช่นนี้ ทั้งยังต้องทนทุกข์ยากลำบากมามากมาย ท่านยังจำได้หรือไม่ว่า ตอนนั้นนางลักพาตัวท่านไปได้อย่างไร? แม้จะนึกออกเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งก็ยังดี”
แววตาของเมิ่งจิ่งหมิงสั่นไหวรุนแรง เขาอ้ำอึ้งอยู่นาน สุดท้ายกลับทำได้เพียงส่ายหน้า น้ำเสียงฟังดูเบาโหวงไร้เรี่ยวแรง
“ข้าจำไม่ได้แล้ว! ข้าจำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น!”
กล่าวจบ เขาก็คล้ายไม่อาจทนอยู่ในที่แห่งนี้ต่อไปได้อีก จู่ๆก็คิดจะเบียดผ่านช่องว่างข้างกายเมิ่งซีโจว แล้วพุ่งหนีออกจากห้องนี้ไป
“เอ๊ะ อย่าเพิ่งรีบร้อนหนีไปสิ”
เมิ่งซีโจวยกมือขึ้นคล้ายไม่ใส่ใจ ทว่ากลับขวางทางเขาไว้อย่างพอดิบพอดี พร้อมเอ่ยต่อว่า “หากท่านยังนึกไม่ออกก็ไม่เป็นไร ค่อยๆคิดไปก็ได้ แต่ตอนนี้ท่านบอกข้าก่อนเถิดพี่รอง ว่าท่านยังจดจำอะไรได้บ้าง?”
ครานี้เมิ่งซีโจวมองเห็นชัดเจนแจ่มแจ้งว่า ภายในดวงตาทั้งสองของเมิ่งจิ่งหมิงนั้น พลันมีเปลวเพลิงแห่งความเคียดแค้นพวยพุ่งขึ้นมาอย่างรุนแรง!
ความชิงชังนั้นยิ่งโหมลุก แผดเผาร้อนแรงเสียจนแทบจะฉีกนางกลืนลงท้องทั้งเป็นได้!
เขาเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน กัดกรามแน่นจนเห็นสันกรามนูนเด่น “ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่า! ข้าจำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น! เจ้าจะถามอีกกี่รอบกันแน่?! ข้าไปได้หรือยัง?!”