พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่182 ขบวนทัพกลับสู่เมืองหลวง
บทที่182 ขบวนทัพกลับสู่เมืองหลวง
เมิ่งซีโจวย่อกายลงอีกครา ตอบรับคำอย่างเปิดเผย ดวงตาทั้งสองยังเจือรอยยิ้มอยู่เช่นเดิม
“หม่อมฉันอยู่นี่เพคะ มิทราบว่าองค์รัชทายาทจะทรงมีรับสั่งอันใดหรือเพคะ?”
ซ่งเฉิงจี้คงจะกำลังร่วมยินดีกับนางกระมัง ที่ในที่สุดนางก็สามารถใช้นามเดิมของตนได้อย่างเปิดเผยแล้ว
ช่วงเวลาที่ทั้งสองพระองค์จากเมืองหลวงไปนั้น ภายในเมืองหลวงเกิดคลื่นลมพลิกผันไม่หยุดหย่อน ส่วนนางนั้น ในที่สุดก็นับว่ารอดพ้นภัยอันตรายมาได้อย่างหวุดหวิด และสามารถทวงคืนทุกสิ่งที่ควรเป็นของตนกลับมาได้สำเร็จ
เพียงแต่……มิรู้ว่าหากทั้งสองได้ล่วงรู้ว่า หลังจากฮ่องเต้ทรงหาเหตุให้องค์รัชทายาทต้องออกจากเมืองหลวงไปแล้ว ก็รีบส่งคนมารับตัวเมิ่งหนานอี้เข้าวังหลวงไปเป็นสนม ทั้งสองพระองค์จะมีท่าทีเช่นไรกัน?
และแท้จริงแล้ว คนที่ฮ่องเต้ทรงหมายตาไว้ตั้งแต่แรก ก็คือตัวนาง เมิ่งซีโจว นั่นเอง
เพียงแค่นึกถึงเรื่องนี้ เมิ่งซีโจวก็พลันเกิดอาการคลื่นไส้ขึ้นมาวูบหนึ่ง
องค์หญิงใหญ่คล้ายมิได้เห็นรอยยิ้มประจบเอาใจของเมิ่งชินรุ่ย ที่พลันแข็งค้างไปชั่วขณะ นางจับมือเมิ่งซีโจวขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วจึงหันไปเอ่ยกับเขาว่า
“ท่านโหว เชิญตามสบายเถิด ข้ากับซีโจวมิได้พบหน้ากันมานานหลายวันแล้ว วันนี้อยากจะเชิญนางไปสนทนาที่ตำหนักของข้าสักหน่อย”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเมิ่งชินรุ่ยพลันแข็งค้างอีกครา ทว่ากลับมิกล้าเอ่ยวาจาโต้แย้งแม้สักครึ่งคำ
เมิ่งซีโจวคลี่ยิ้มบางให้ผู้เป็นบิดา น้ำเสียงสงบราบเรียบไร้คลื่นลม
“ท่านพ่อ เชิญท่านกลับจวนไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
กล่าวจบ นางก็ปล่อยให้องค์หญิงใหญ่จูงมือตนเดินจากไป
ซ่งเฉิงจี้เองก็พยักหน้าให้เมิ่งชินรุ่ยเล็กน้อย นับว่าเป็นการอำลา ส่วนเจียงจี้เยว่ที่อยู่ข้างเคียง ก็ทำตามและจากลาเป็นลำดับถัดมา พยักหน้าให้เมิ่งชินรุ่ยแล้ว ก็รีบก้าวตามขบวนด้านหน้าไปทันที
คนทั้งสี่จากไปพร้อมกัน ทิ้งเมิ่งชินรุ่ยให้ยืนอยู่ที่เดิมตามลำพัง สีหน้าประเดี๋ยวเขียวประเดี๋ยวขาว สลับกันไปมาน่าดูนัก
ณ ตำหนักองค์หญิงใหญ่
เมื่อทั้งสี่นั่งลงแล้ว บรรยากาศกลับมิได้คึกคักร้อนแรง เหมือนยามเฉลิมฉลองชัยชนะที่หน้าประตูเมืองเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย
แม้จะได้รับชัยชนะในศึกครั้งนี้ ทว่าหว่างคิ้วของทั้งสามคน กลับคล้ายยังมีเงาหนักอึ้งบางเบาปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง
บางที ชัยชนะครั้งนี้อาจเป็นเพียงการต่อชะตาลมหายใจ ที่เกือบจะขาดสะบั้นให้กลับมาเชื่อมติดได้ชั่วคราว ทำให้ยังพอมีเรี่ยวแรงหายใจต่อไปได้อีกสักระยะหนึ่งเท่านั้น
เมิ่งซีโจวยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ รอคอยให้ทั้งสามเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นก่อน
องค์หญิงใหญ่ถอนหายใจแผ่วเบาออกมาคราหนึ่ง เป็นผู้ทำลายบรรยากาศเงียบงันขึ้นก่อน น้ำเสียงเจืออาการทอดถอนใจ
“จะว่าไปแล้ว ที่การรบครานี้เป็นไปอย่างราบรื่นถึงเพียงนี้ได้ ทั้งหมดล้วนต้องขอบใจเจ้า-ซีโจว ที่เสนอชื่อจี้เยว่ให้กับข้า”
นางหันไปมองเจียงจี้เยว่ แววตาเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมอย่างไม่คิดปิดบัง
“ศึกครั้งนี้ นางนับว่าได้สร้างความดีความชอบใหญ่หลวงอย่างแท้จริง”
สีหน้าเคร่งขรึมของเจียงจี้เยว่ที่เดิมยังคงหลงเหลืออยู่บ้าง พลันสลายหายไปในชั่วพริบตา นางยกมือขึ้นปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากเล็กน้อย คล้ายคิดจะกลบเกลื่อนความลำพองใจ ทว่ามุมปากกลับมิอาจควบคุมได้ ค่อยๆยกสูงขึ้นเป็นรอยยิ้มภาคภูมิใจชัดเจ
“ที่ไหนได้เล่าเพคะ องค์หญิงใหญ่ทรงกล่าวชมหม่อมฉันเกินไปแล้ว หม่อมฉันเพียงทำตามหน้าที่ของตนเท่านั้น”
จากนั้น เจียงจี้เยว่จึงเริ่มเล่าอย่างออกรสออกชาติ ดวงตาทั้งสองเป็นประกาย คิ้วตาเคลื่อนไหวมีชีวิตชีวา ว่านางบุกค่ายศัตรูในยามราตรีเพียงลำพังได้อย่างไร ฝ่าเข้าออกกองทัพข้าศึกถึงเจ็ดรอบราวกับท่องไปในแดนไร้ผู้คน จวนเจียนจะเด็ดศีรษะแม่ทัพใหญ่ฝ่ายตรงข้ามลงมาได้คามืออยู่แล้ว
ทั้งยังเล่าต่อว่า นางลอบเข้าไปวางเพลิงจุดเก็บเสบียงของค่ายศัตรูได้อย่างไร้สุ้มเสียงไร้ร่องรอย ทำเอาทหารทั้งกองทัพของฝ่ายตรงข้ามถึงกับตื่นตระหนก เกิดความหวาดระแวงไปทุกหย่อมหญ้า เห็นเพียงลมไหวหญ้าสั่นก็ผวาราวกับมีศัตรูซุ่มอยู่ ส่งผลให้ขวัญกำลังใจของข้าศึกถูกบั่นทอนลงไม่น้อย
เมิ่งซีโจวตั้งใจฟังอย่างมาก และมิได้ตระหนี่ถ้อยคำชมเชยของตนเลยสักนิด
เจียงจี้เยว่เล่าว่าตนฟันหนึ่งดาบล้มหนึ่งคน นางก็เอ่ยว่า “ดี!”
เจียงจี้เยว่เล่าว่าตนยิงธนูคราเดียวได้นกถึงสองตัว นางก็กล่าวว่า “ยอดเยี่ยม!”
วันนี้ ฮ่องเต้ทรงเห็นว่าเหล่าทหารเดินทางติดต่อกันมานานหลายวัน ร่างกายคงจะอ่อนล้า จึงมีพระบัญชาเป็นกรณีพิเศษให้ทุกคนได้พักฟื้นหนึ่งวัน พรุ่งนี้จึงค่อยเข้าวังเพื่อเพื่อรับบำเหน็จความดีความชอบ
หลังศึกครั้งนี้ เจียงจี้เยว่ตับว่ามีผลงานทางทหารติดตัวมาอย่างแท้จริงแล้ว นับแต่นี้ จึงหลุดพ้นจากพันธนาการของตระกูลเจียงได้อย่างสิ้นเชิง มิมีผู้ใดสามารถบีบบังคับให้นางกระทำสิ่งใดได้อีกแล้ว
เมิ่งซีโจวเอ่ยยิ้มๆว่า “คราวนี้ ท่านพ่อของเจ้าคงไม่กล้าลากตัวเจ้ากลับไปอีกแล้วกระมัง”
“ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว!” เจียงจี้เยว่เชิดปลายคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ถึงขั้นยกมือทำท่าฟันฉับลงมาขณะเอ่ยว่า “หากเขายังกล้าบ่นใส่ข้าอีก ข้าก็จะ… ฟันเขาสักสองดาบ! ดูสิว่าเขาจะยังว่านอนสอนยากอยู่อีกหรือไม่!”
ทุกคน “……???”
เมิ่งซีโจวถึงกับหลุดหัวเราะออกมา พลางตบไหล่นางเบาๆ “ฟันเขาสักสองดาบ นั่นคงจะไม่ช่วยให้ท่านพ่อของเจ้าเชื่อฟังขึ้นได้กระมัง เกรงว่าเขาจะตายคาที่เสียมากกว่า”
หลังเสียงหัวเราะหยอกเย้าผ่านพ้นไป เมิ่งซีโจวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยังเอ่ยถามข้อกังขาที่วนเวียนอยู่ในใจเนิ่นนานออกมา
“เรื่องที่สวีจี้ชางทรยศต่อแผ่นดินนั้น แท้จริงแล้วเรื่องราวเป็นมาเช่นใดกันแน่?”
ทันทีที่เอ่ยถึงชื่อนี้ สีหน้าขององค์หญิงใหญ่และเจียงจี้เยว่ก็พลันหม่นลง แม้แต่ซ่งเฉิงจี้ที่นั่งจิบชาเงียบๆอยู่ด้านข้างมาตลอด ก็ยังถึงกับต้องวางถ้วยชาในมือลง สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาเช่นกัน
เจียงจี้เยว่เก็บงำท่าทีล้อเล่นเมื่อครู่ทั้งหมด แล้วเริ่มเล่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นออกมาอย่างละเอียด
เมื่อเมิ่งซีโจวฟังจบแล้ว คิ้วทั้งสองก็ขมวดแน่น ตามที่เจียงจี้เยว่กล่าวมา หากมองผิวเผินจากพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว เรื่องที่สวีจี้ชางทรยศต่อแผ่นดินนั้น แทบจะเป็นเรื่องแน่นอนประดุจตอกตรึงด้วยหมุดเหล็ก
หลักฐานครบถ้วนทุกประการ มิว่าผู้ใดพบเห็น ย่อมต้องรู้สึกว่าสวีจี้ชางทำไปเพราะจิตใจคับแค้นไม่เป็นธรรม ขายข่าวบางอย่างให้ฝ่ายศัตรู หวังให้กองทัพต้องพ่ายศึก ทั้งนี้เพื่อให้ผู้คนเข้าใจว่าองค์หญิงใหญ่ตัดสินใจผิดพลาดอย่างร้ายแรง จนสั่นคลอนขวัญกำลังใจของเหล่าทหาร แล้วจะฉวยโอกาสก้าวขึ้นสู่อำนาจแทนพระองค์
“เช่นนั้นตอนนี้เขา… หายไปไหนแล้วเล่า?” เมิ่งซีโจวสอบถามต่อ
เจียงจี้เยว่พยักหน้าด้วยอาการหนักอึ้ง “ก่อนที่พวกเราจะเข้าควบคุมตัวเขา เขาก็หายไปประหนึ่งสามารถระเหยไปจากผืนพิภพได้ ครั้นถึงยามเจรจา พวกเราจึงได้เคยทวงตัวคนจากพวกหมานอี๋ แต่อีกฝ่ายกลับยืนกรานหนักแน่นว่า ไม่รู้ร่องรอยของเขาแม้แต่น้อย ซ้ำยังสวนกลับว่า เป็นฝ่ายเราที่คุมกองทัพไม่เข้มงวดเอง จึงปล่อยให้ทหารกบฏหลุดหนีไปได้”
ตระกูลแม่ทัพผู้สืบสายแห่งเกียรติยศสมรภูมิมาหลายชั่วคน สุดท้ายกลับต้องเผชิญจุดจบแสนอัปยศ เพราะลูกหลานรุ่นหลังของตนเองอย่างนั้นหรือ?