พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่190 เมิ่งซีโจวเอาคืนสถานหนัก!
บทที่190 เมิ่งซีโจวเอาคืนสถานหนัก!
เมิ่งซีโจวยกมือแตะปลายจมูกตนเองเบา ๆ
“ความจริง…ก็ไม่นับว่าเป็นน้ำโคลนเสียทีเดียว เพียงแต่หม่อมฉันจำต้องรีบกลับไปเดี๋ยวนี้จริงๆ หากองค์หญิงใหญ่ทรงเป็นห่วง เช่นนั้นขอพระองค์ได้ทรงเสด็จไปส่งหม่อมฉันกลับจวน ใช้พระบารมีช่วยค้ำจุนหม่อมฉันสักครา เช่นนี้เป็นอย่างไรเล่าเพคะ?”
ขณะนั้นเอง ซ่งเฉิงจี้ซึ่งนิ่งเงียบมาตลอด ก็สาวเท้าเดินเข้ามา หยิบเสื้อคลุมที่ตกอยู่บนพื้นด้านล่างขึ้นมา แล้วคลุมลงบนร่างของเมิ่งซีโจว
เพราะเขาหลุบตาลงต่ำ จึงทำให้มองไม่เห็นอารมณ์ที่ซ่อนลึกอยู่ในดวงตาทั้งสอง มีเพียงเสียงทุ้มต่ำที่เปล่งถามออกมาเบาๆ
“แล้วข้าเล่า?”
เมิ่งซีโจวดึงเสื้อคลุมเข้ากระชับร่าง รอยเลือดสีแดงสดนั้น ยิ่งขับให้อาภรณ์สีอ่อนดูบาดตาจนน่าตกใจ
นางเงยหน้ามองซ่งเฉิงจี้ ใบหน้าซีดขาวยังคงแต้มด้วยรอยยิ้มประกายสดใส ราวกับว่าความเจ็บปวดทั้งหลาย มิอาจพรากความมีชีวิตชีวาไปจากนางได้เลย
“เหตุใดยังต้องถามอีกเล่า? หรือว่าผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตหม่อมฉันไว้ ไม่คิดจะส่งพระให้ถึงแดนตะวันตก มิคุ้มครองหม่อมฉันไปอีกสักระยะแล้วรึเพคะ?”
ซ่งเฉิงจี้จ้องมองใบหน้าแย้มยิ้มของนาง มุมปากค่อยๆโค้งขึ้นเล็กน้อย สีหน้าท่าทางคล้ายจนใจอยู่บ้าง แต่ก็คล้ายจะตามใจอยู่มากกว่า
เขายื่นมือเข้าไปประคองแขนของนางไว้ แล้วช่วยพยุงร่างนางให้ลงจากเตียงอย่างมั่นคง
“ไปเถิด”
ณ เรือนโยวหลาน จวนจงหย่งโหว
ฮูหยินเมิ่งนอนอ่อนเรี่ยวแรงอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดเผือดดุจกระดาษ นางกุมมือเมิ่งชินรุ่ยไว้แน่น น้ำเสียงยังเจือความหวาดผวาหลังจากรอดพ้นภัยมาได้
“ท่านพี่ ข้ารู้ดีว่าเมื่อก่อนข้าปฏิบัติต่อซีโจวลำเอียงเกินไปจริงๆ นางจะโกรธจะเคืองข้า เกลียดชังข้า ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่ข้าสมควรได้รับแล้ว…”
กล่าวมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงของนางก็พลันสั่นเครือมากยิ่งขึ้น
“แต่ข้าคิดไม่ถึงจริงๆ ว่านางจะถึงกับคิดจะสังหารข้าเช่นนี้!”
เมิ่งชินรุ่ยนั่งอยู่ข้างเตียง เพียงรู้สึกว่าขมับทั้งสองข้างเต้นตุ้บๆ ความรู้สึกหงุดหงิดและความโศกเศร้ายยามนี้ หนักอึ้งประหนึ่งศิลาก้อนมหึมากดทับอยู่กลางใจ
เขายกมือขึ้นกดขมับทั้งสองข้างแรงๆอยู่สองสามครา ทว่ากลับไม่อาจบรรเทาอาการปวดศีรษะ ที่ราวกับใกล้จะแตกออกเป็นเสี่ยงนั้นได้เลย
มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับจวนแห่งนี้กันแน่?!
เรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่ามิมีหยุดหย่อน บัดนี้กลับถึงขั้นมีเรื่องอกตัญญูใหญ่หลวงอย่างการปลงชีพมารดาอุบัติขึ้น!
เมิ่งซีโจว นี่นางกล้าดีเยี่ยงไร?!
เมตตาธรรม คุณธรรม จารีต ปัญญา สัจจะ ความจงรักภักดี ความกตัญญู พรหมจรรย์ และความชอบธรรม… หลักการอันเป็นรากฐานแห่งการตั้งตนเป็นมนุษย์เหล่านี้ หรือว่านางเอาไปโยนให้สุนัขกินหมดแล้วกระมัง?!
“เจ้าพักรักษาตัวให้หายก่อนเถิด” น้ำเสียงของเมิ่งชินรุ่ยเปี่ยมไปด้วยความเหนื่อยล้าและไร้เรี่ยวแรง “ทุกอย่างรอให้ข้าหาตัวนังลูกทรพีนั่นพบก่อน แล้วค่อยว่ากัน!”
เขาถอนหายใจหนักออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นผลักประตูเปิดออกแล้วเดินจากไป
เพิ่งเดินมาถึงปากประตูลานเรือน ก็เห็นพ่อบ้านหลินวิ่งถลาเข้ามาด้วยสีหน้าท่าทางลนลาน แม้แต่มารยาทก็ยังมิอาจรักษาไว้ได้ เขารีบร้อนรายงานเสียงสั่นระรัว
“นายท่าน! คุณหนูใหญ่… คุณหนูใหญ่กลับมาแล้วขอรับ!”
เมิ่งชินรุ่ยชะงักงันไปครู่หนึ่ง จากนั้น เพลิงโทสะรุนแรงก็พลันพุ่งพรวดขึ้นถึงกระหม่อม เขาเดือดดาลจัดจนถึงกลับเปล่งเสียงหัวเราะออกมา
“นี่นังตัวดียังกล้ากลับมาที่จวนอีกรึ? ดี! ช่างดีเสียจริง! ให้นางไสหัวไปคุกเข่าที่ศาลบรรพชนเดี๋ยวนี้ ข้าจะไปนำกตระกูลมาก่อนแล้วจะตามไป!”
พ่อบ้านหลินตกใจจนเหงื่อเย็นผุดพราวขึ้นทั่วร่าง แล้วรีบเอ่ยเสริมต่อทันที
“นายท่าน คุณหนูใหญ่นาง… กลับมาพร้อมกับองค์รัชทายาทและองค์หญิงใหญ่ขอรับ…”
“อะไรนะ?!”
เมิ่งชินรุ่ยราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้าใส่ร่าง ความรู้สึกเดือดดาลบนใบหน้าพลันแข็งค้างในชั่วพริบตา ก่อนจะรีบสาวเท้าพุ่งตรงไปยังประตูจวนเพื่อรับเสด็จทั้งสองพระองค์ทันที
เพิ่งมาถึงหน้าประตูจวน ก็เห็นองค์หญิงใหญ่กำลังประคองคนผู้หนึ่งลงจากรถม้าอย่างระมัดระวังอย่างยิ่ง
และคนผู้นั้นก็คือเมิ่งซีโจว!
ใบหน้าของนางยามนี้ซีดขาวดุจหิมะ ไร้สีเลือดแม้เพียงนิด ประหนึ่งว่าจะสามารถเป็นลมหมดสติ และล้มพับลงไปได้ทุกเมื่อ
นางเอนกายอิงพักอยู่ในวงแขนขององค์หญิงใหญ่ สภาพดูคล้ายใบไม้แห้งบางเบา ที่เพียงแค่ต้องลมก็อาจปลิดปลิวหายไปได้ทุกเมื่อ
ส่วนตรงหัวไหล่ของเสื้อคลุมนั้น กลับมีรอยเลือดสีแดงคล้ำเป็นปื้นใหญ่บาดตา จนผู้คนพบเห็นแล้วถึงกับใจหายวาบ!
เหตุใดเมิ่งซีโจวจึงมีสภาพน่าอเนจอนาถถึงเพียงนี้เล่า?
ดูจากบาดแผลของนางแล้ว อาการคล้ายจะหนักหนากว่าฮูหยินเมิ่งที่ถูกหามกลับจวนเสียด้วยซ้ำ!
เมิ่งชินรุ่ยข่มคลื่นตื่นตระหนกและประหวั่นพรั่นพรึงที่กำลังปั่นป่วนไว้ในอก แล้วรีบสาวเท้าก้าวขึ้นหน้าอย่างรวดเร็ว ประสานมือค้อมกายคารวะอย่างนอบน้อม
“กระหม่อมถวายบังคมองค์รัชทายาท ถวายบังคมองค์หญิงใหญ่พ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อทำความเคารพเสร็จ เขาจึงหันไปมองเมิ่งซีโจว สีหน้าผันแปรอยู่หลายครา ท้ายที่สุดกลับกลั่นออกมาได้เพียงประโยคเดียว
“นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?!”
“ท่านโหว!”
องค์หญิงใหญ่เอ่ยเสียงเย็นชา ตัดบทเขาอย่างไม่ไว้หน้า ในน้ำเสียงเจือความรู้สึกดูแคลนและโทสะอย่างไม่คิดปิดบัง
“ท่านเป็นบิดาประเภทใดกัน? บุตรีบาดเจ็บสาหัสกลับมา แทนที่จะถามไถ่อาการก่อน กลับเปิดปากมาก็ซักไซ้เอาความจากนาง? วันนี้ข้าเปิ่นกงนับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้วจริงๆ!”
เมิ่งชินรุ่ยถูกคำตำหนิที่ไม่เหลือทางให้แก้ตัวนั้น ทำเอาจุกจนสีหน้าประเดี๋ยวเขียวประเดี๋ยวขาว รีบค้อมกายกล่าวด้วยจิตใจที่หวาดหวั่น
“กระหม่อมมิกล้า! ขอองค์หญิงใหญ่โปรดระงับโทสะด้วยพ่ะย่ะค่ะ! เพียงแต่ซีโจวนาง… นางทอดทิ้งมารดาที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายไว้ในรถม้าที่ประสบเหตุ แล้วหนีเอาตัวรอดไปเพียงลำพัง ทำให้ต้องสิ้นเปลืองแรงคนในจวนให้ติดตามหาตัวนางอยู่เนิ่นนาน แต่นางกลับมิยอมส่งข่าวมาที่จวนแม้สักครึ่งคำ กระหม่อมจึงอดมิได้ที่จะ…”
“เมิ่งชินรุ่ย”
คราวนี้ผู้ที่เอ่ยปากคือซ่งเฉิงจี้
น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบเสียยิ่งกว่าองค์หญิงใหญ่ ดวงตาคมกริบประหนึ่งคมมีดกวาดมองเมิ่งชินรุ่ย
“ซีโจวบาดเจ็บหนักจนหมดสติไป เพิ่งจะได้สติฟื้นขึ้นมาเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้เท่านั้น ความจริงนางสมควรต้องพักรักษาตัวให้อาการดีขึ้นกว่านี้เสียก่อน ทว่านางกลับยืนกรานจะรีบกลับจวนในทันที บอกว่าเกรงพวกท่านจะเป็นห่วง คิดไม่ถึงว่า… ในจวนแห่งนี้ กลับไม่มีผู้ใดเห็นค่าในน้ำใจของนางเลยแม้แต่น้อย ช่างน่าสมเพชนัก!”
เมิ่งชินรุ่ยถูกถ้อยคำขององค์รัชทายาทตอกกลับจนเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มแผ่นหลัง เขาอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง และพูดไม่ออกอยู่ชั่วขณะ
“คือ… องค์รัชทายาท กระหม่อมมิได้หมายความเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ…”
เมิ่งซีโจวไอออกมาเสียงแผ่วเบาสองครั้งได้อย่างเหมาะเจาะ น้ำเสียงอ่อนแรงราวกับลมหายใจกำลังจะขาดห้วง
“ท่านพ่อ อย่าได้มีโทสะเลยเจ้าค่ะ เป็นลูกไม่ดีเอง ทำให้ท่านพ่อต้องเป็นห่วง ความจริงแล้วสถานการณ์ในยามนั้นคับขันนัก ลูกเองก็เกือบสิ้นชีวิตเช่นกัน หากมิใช่เพราะองค์รัชทายาทเสด็จผ่านมาโดยบังเอิญและยื่นมือช่วยเหลือแล้วล่ะก็ เกรงว่าลูกเองก็คง… คงไม่มีวันได้กลับจวนมาพบท่านพ่ออีกแล้ว…”