พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่191 นังนี่เป็นแมลงสาปหรืออย่างไร?!
บทที่191 นังนี่เป็นแมลงสาปหรืออย่างไร?!
ขณะกล่าว ดวงตาของนางก็ค่อยๆแดงระเรื่อขึ้น น้ำเสียงสั่นเครือ แฝงทั้งความรู้สึกน้อยอกน้อยใจและความหวาดหวั่นที่ยังคงไม่จางหาย
เมิ่งชินรุ่ยจ้องมองบุตรีที่อยู่ในสภาพเช่นนี้ ทั้งยังได้ยินองค์รัชทายาททรงยืนยันด้วยพระองค์เองว่าเป็นผู้ที่ช่วยชีวิตนางไว้ ความเชื่อในคำกล่าวอ้างของฮูหยินเมิ่งที่ว่า เมิ่งซีโจวลอบลงมือสังหารมารดาแล้วหลบหนีไปนั้น ก็พลันสั่นคลอนในทันที สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อนสับสนอย่างที่สุด ทั้งลังเลทั้งขัดแย้งกันเองอยู่ในใจ
ทว่าองค์หญิงใหญ่กลับหมดความอดทนที่จะยืนอยู่หน้าประตูจวนต่อไป จึงเปล่งเสียงเย็นชาร้องถามออกมาว่า
“อย่างไรเล่า? ท่านโหวจะไม่ต้อนรับแขกแล้วรึ หรือท่านจะปล่อยให้เราแบกร่างบุตรีของท่านที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสนี้ ยืนรับโทษจนเลือดไหลหมดตัวอยู่ตรงนี้กระมัง?”
เมิ่งชินรุ่ยคล้ายเพิ่งตื่นจากภวังค์ รีบเบี่ยงกายหลีกทางให้ในทันที พลางกล่าวซ้ำๆอย่างลนลานว่า
“มิบังอาจ มิบังอาจพ่ะย่ะค่ะ เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ!”
คนทั้งคณะจึงก้าวเข้าสู่ภายในจวน เดิมทีตั้งใจจะพาเมิ่งซีโจวกลับไปยังเรือนหลานจื่อของนางโดยตรง ทว่าเมิ่งซีโจวกลับยกมือขึ้นดึงชายแขนเสื้อขององค์หญิงใหญ่ไว้เบาๆ แล้วฝืนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
“ ท่านพ่อ ข้าอยากไปดูอาการของท่านแม่ก่อนเจ้าค่ะ ท่านแม่คงจะได้รับบาดเจ็บไม่น้อยเช่นกัน… ท่านพ่อ ตอนนี้อาการของท่านแม่เป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ?”
นางเงยหน้าขึ้นมองเมิ่งชินรุ่ย แววตาเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยยิ่งนัก จนยากที่ผู้ใดจะจับพิรุธได้
เมิ่งชินรุ่ยในยามนี้รู้สึกราวกับศีรษะหนึ่งใบถูกแยกออกเป็นสอง สมองทั้งก้อนคล้ายถูกกรอกด้วยแป้งเปียกจนขุ่นข้น ยิ่งคิดก็ยิ่งยุ่งเหยิงสับสน
ฮูหยินเมิ่งยืนกรานซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นเมิ่งซีโจวที่คิดชั่วหมายจะสังหารนาง และเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อถือในวาจา นางถึงขั้นยอมเอาตนเองเข้าเสี่ยงภัย ด้วยการนั่งรถม้าคันเดียวกับนาง ทั้งยังถูกนางแทงไปหนึ่งแผล ครั้นเมื่อคนของจวนโหวตามมาพบ นางจึงบอกกับทุกคนว่า เมิ่งซีโจวหลบหนีไปแล้ว
แต่ยามนี้ เมื่อเห็นสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยของเมิ่งซีโจว เห็นท่าทางอ่อนแรงจากการได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ ไหนเลยจะมีเงาของคนชั่วร้ายอำมหิตที่คิดลงมือสังหารมารดา แล้วหลบหนีไปแม้เพียงครึ่งส่วนเล่า? สภาพของนางในตอนนี้ เหมือนคนที่ได้รับบาดเจ็บหนักระหว่างการหลบหนีเอาชีวิตรอดเสียมากกว่า!
อีกทั้งองค์รัชทายาทและองค์หญิงใหญ่ยังเป็นผู้มาส่งนางกลับจวนด้วยตนเอง ทั้งยังกล่าวยืนยันหนักแน่นว่า เป็นองค์รัชทายาทที่ช่วยชีวิตนางไว้…
เรื่องนี้…
ทว่าเรื่องอัปยศภายในจวน มิควรแพร่งพรายสู่ภายนอก ยิ่งไม่อาจนำเรื่องเช่นนี้ออกมาเอ่ยต่อหน้าพระพักตร์ของทั้งสองพระองค์ได้!
เมิ่งชินรุ่ยจึงจำต้องฝืนกดความคลางแคลงใจนี้กลับลงไป พยายามที่จะเอ่ยส่งแขกอย่างอ้อมๆว่า
“ซีโจว เจ้ามีจิตใจกตัญญูเช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องที่ดี เพียงแต่ท่านแม่ของเจ้าตอนนี้บาดเจ็บหนัก เพิ่งจะดื่มยาแล้วนอนหลับไป ทั้งยังไม่สะดวกรับแขกจริงๆ มิสู้เจ้ากลับเรือนไปพักผ่อนเสียก่อน ข้าจะให้คนไปเชิญหมอมาตรวจดูอาการเจ้า…”
เขาพยายามบอกใบ้อย่างสุดชีวิตด้วยคำว่า “ไม่สะดวกรับแขก” หวังเพียงให้ทั้งสองพระองค์รู้กาลเทศะและเสด็จกลับไปเสีย
ทว่าองค์หญิงใหญ่และซ่งเฉิงจี้กลับคล้ายไม่เข้าใจความนัยของถ้อยคำดังกล่าวเลยสักนิด องค์หญิงใหญ่ถึงกับเอ่ยตามน้ำขึ้นว่า
“โอ้ ฮูหยินของท่านโหวเองก็บาดเจ็บหนักถึงเพียงนั้นเชียวรึ? เช่นนั้นข้ากับองค์รัชทายาทยิ่งต้องสมควรไปเยี่ยมเยียนสักคราแล้ว ไปเถิดซีโจว ข้าจะประคองเจ้าไปเอง!”
เมิ่งชินรุ่ยตกอยู่ในสภาพขึ้นขี่หลังเสือแล้วลงมิอาจลงได้ อับจนปัญญาอย่างที่สุด สุดท้ายจึงได้แต่กัดฟันแข็งใจ เดินนำคนทั้งสามมุ่งหน้าไปยังเรือนโยวหลานที่ฮูหยินเมิ่งพำนักอยู่ด้วยตนเอง
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องของฮูหยินเมิ่ง เมิ่งชินรุ่ยก็รีบส่งสายตาให้ฮูหยินเมิ่งที่นอนอยู่บนเตียงไม่หยุด หวังให้นางอ่านสถานการณ์ตรงหน้าออก และอย่าได้เอ่ยวาจาเหลวไหลใดๆชั่วคราว
ฮูหยินเมิ่งกำลังนึกฉงนอยู่ว่า เหตุใดเมิ่งชินรุ่ยจึงย้อนกลับมาอีก ทั้งยังขยิบตาให้นางราวเปลือกตากระตุกเสียอย่างนั้น คล้ายกำลังต้องโปรยเสน่ห์ใส่นางก็ไม่ปาน
แต่แล้วนางกลับเห็นองค์รัชทายาทและองค์หญิงใหญ่ ก้าวก้าวตามเข้ามาด้านในอย่างคาดไม่ถึง!
ท้ายที่สุด ผู้ที่ถูกองค์หญิงใหญ่ประคองมาอย่างระมัดระวัง กลับเป็นคนที่นางคิดว่าร่างคงจะถูกฝังไว้ใต้ผาสูงแล้ว หรือไม่ก็คงถูกมือสังหารจัดการฆ่าตายไปแล้ว —— เมิ่งซีโจว!
ชั่วขณะนั้น ลมหายใจของนางพลันสะดุดค้าง! รูม่านตาหดวูบลงอย่างฉับพลัน!
เมิ่งซีโจว… นี่มันถึงกับรอดชีวิตกลับมาได้อีกแล้วรึ!?
หรือว่านางจะเป็นแมลงสาบ ที่มิว่าจะตีเยี่ยงไรก็ไม่รู้จักตายกันแน่?!!
ในเสี้ยวขณะที่ฮูหยินเมิ่งสิ้นวาจาเพราะความตกตะลึงสุดขีด เมิ่งซีโจวก็ขอบตาแดงก่ำขึ้นมาแล้ว ชิงเอ่ยปากขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น ถ้อยวาจาที่หลุดออกมานั้นทำเอาผู้คนถึงกับตะลึงพรึงเพริด
“ท่านแม่ ท่านเองก็บาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ คราวนี้ท่านจะปกป้องคนตระกูลจี้อีกมิได้แล้วนะเจ้าคะ…”
ฮูหยินเมิ่งกำลังจะอ้าปากโต้แย้งไปตามสัญชาตญาณ เพราะเรื่องราวทั้งหมดนี้ มิได้เกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลจี้ของนางเลยแม้แต่น้อย แล้วเหตุใดจู่ๆเมิ่งซีโจวจึงได้เอ่ยถึงตระกูลจี้ขึ้นมาเช่นนี้เล่า?
ในขณะที่ฮูหยินเมิ่งยังคงมึนงงราวกับหลงอยู่ในหมอกหนา เมิ่งซีโจวก็หันไปกล่าวกับเมิ่งชินรุ่ยว่า
“ท่านพ่อ คนตระกูลจี้มีจิตใจชั่วช้า สมควรต้องถูกประณาม! คราวนี้ข้ากับท่านแม่เกือบต้องสิ้นชีพไปพร้อมกัน เหตุเพราะคนฝ่ายตระกูลจี้คิดแผนสกปรก ลอบลงมือสั่งการเรื่องนี้อยู่เบื้องหลัง พวกเขาคิดจะสังหารพวกเราสองแม่ลูกเจ้าค่ะ!”
“เจ้า…” เมื่อฮูหยินเมิ่งได้ยินดังนั้น กลิ่นคาวหวานพลันตีกลับขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ นางโมโหเดือดดาลจนภาพตรงหน้าพร่ามัว ก่อนจะไอออกมาอย่างรุนแรงไม่หยุด และถึงกับเอ่ยวาจาออกมาไม่ได้แม้เพียงครึ่งคำอยู่ชั่วขณะหนึ่ง!
เมิ่งชินรุ่ยเองก็ตะลึงงันไปในทันทีเช่นกัน เขาร้องตะโกนถามเสียงหลง
“เจ้าว่าอะไรนะ?!”
คนตระกูลจี้… คิดสังหารพวกเขาคนจากจวนโหวอย่างนั้นรึ?!
เมิ่งซีโจวยกมือขึ้นซับหยาดน้ำตาที่นางฝืนบีบออกมาจากหางตา กล่าวด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น ทว่าทุกถ้อยคำกลับคมกริบประหนึ่งมีด
“ดูเหมือนว่าตลอดหลายปีมานี้ ที่ท่านพ่อมิได้ระแวงคนตระกูลจี้เลยสักนิด… เป็นเพราะพวกเขาแสดงละครได้แนบเนียนยิ่งนัก ตอนที่ข้าเกือบจะต้องตายภายใต้คมดาบของพวกเขานั้น ข้าได้ยินพวกเขาพูดเองกับหูว่า เลือดเนื้อเชื้อไขที่เกิดจากตระกูลจี้กับตระกูลเมิ่งนั้น ไม่คู่ควรจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีก! แท้จริงแล้วพวกคนตระกูลจี้… เคยเห็นท่านพ่ออยู่ในสายตาที่ไหนกันเล่า!”
เส้นเลือดบนหน้าผากของเมิ่งชินรุ่ยพลันปูดโปนขึ้นทันใด ถ้อยคำของเมิ่งซีโจวประหนึ่งมีดทื่อเล่มหนึ่ง ที่ทิ่มแทงลงกลางอกของเขาอย่างโหดร้าย!
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาจำต้องทนกล้ำกลืนความอัปยศอดสู ที่ต้องคอยพึ่งพิงอำนาจบารมีของครอบครัวภรรยาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แม้ภายในใจจะรู้สึกคับแค้นเพียงใด ก็ยังคงวางตัวนอบน้อมให้เกียรติพวกเขาเสมอมา ทว่าสิ่งที่ได้รับตอบแทน กลับเป็นการถูกเหยียดหยามมากกว่าเดิม!
พวกเขาถึงขั้นไม่ยอมปล่อยแม้แต่ลูกที่เกิดจากฮูหยินเมิ่งกับเขา คิดจะถอนรากถอนโคน สังหารให้สิ้นซากมิให้หลงเหลือแม้สักคน!
ฮูหยินเมิ่งเบิกตากว้างสุดขีด จ้องเขม็งไปทางเมิ่งซีโจวอย่างไม่อยากจะเชื่อ นิ้วมือสั่นระริกยกขึ้นชี้หน้านาง ทั้งร่างราวกับถูกสายฟ้าฟาดใส่จนแข็งค้างอยู่กับที่