พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่192 เชื่อสนิทใจ
บทที่192 เชื่อสนิทใจ
ฮูหยินเมิ่งชิงร้องจับขโมย ทั้งที่ตนเองเป็นขโมยเสียเอง หากเมิ่งซีโจวเพียงย้อนศรกล่าวหาว่ามารดาคิดสังหารบุตรี ก็ออกจะดูจืดชืดเกินไปสักหน่อย ในเมื่อจะกัดคืนทั้งที มิสู้กวนน้ำให้ขุ่นอย่างถึงที่สุด โดยการฉุดลากทั้งตระกูลจี้ให้ตกต่ำ ลงมาจมปลักอยู่ใต้บ่อโคลนเสียด้วยกันให้หมดเลยเล่า!
น้ำคร่ำสกปรกอ่างนี้ หากจะสาด ก็ต้องสาดให้ใหญ่โตเอิกเกริก สาดให้ผู้คนมองไม่ออกอีกต่อไปว่าแท้จริงสิ่งใดจริง สิ่งใดเท็จ!
เมิ่งชินรุ่ยฟังจนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เส้นเลือดสองข้างขมับปูดโปนขึ้นอย่างน่ากลัว! ทั้งที่อยู่ท่ามกลางเหมันต์ฤดู ทว่าเพลิงโทสะกลับลุกโหมทั่วกาย จนเขาไม่รู้สึกหนาวเย็นเลยแม้แต่น้อย!
ปรากฏว่าตระกูลจี้รังเกียจเขาเมิ่งชินรุ่ยถึงเพียงนี้เชียวรึ?! ถึงขั้นทนมองสายเลือดแท้ๆของเขา ซึ่งเป็นหลานสาวแท้ๆของพวกตนมิได้ จนหมายลงมืออย่างโหดเหี้ยมอำมหิต ด้วยการส่งมือสังหารมาไล่ฆ่าเช่นนี้รึ?!
“แล้วเหตุใดท่านแม่ของเจ้าจึงได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนั้น?!” เมิ่งชินรุ่ยแค้นหนักจนดวงตาทั้งสองแดงก่ำ น้ำเสียงแทบจะถูกเค้นลอดออกมาจากไรฟัน
หรือตระกูลจี้จะชั่วช้าสามานย์ถึงขั้นไม่เว้นแม้แต่บุตรีแท้ๆของตนเอง? หรือเพราะเกลียดชังเขามากเสียจนพาลไปถึงคนอื่น แม้แต่บุตรีที่แต่งให้เป็นภรรยาของเขา ก็ยังเห็นว่าเป็นมลทินต่อวงศ์ตระกูล จึงไม่คิดปล่อยให้นางมีชีวิตอยู่อีกกระมัง?!
ช่างวิปลาสสิ้นดี!
เมิ่งซีโจวยกมือขึ้นปาดเช็ดน้ำตาที่หางตาได้อย่างเหมาะเจาะ “ตระกูลจี้มุ่งเป้ามาที่ข้า แต่ภายในรถม้าคับแคบถึงเพียงนั้น ท่ามกลางความโกลาหล ดาบกระบี่ของมือสังหารนั้นไร้ตา จึงพลาดพลั้งไปทำร้ายท่านแม่ด้วย เมื่อข้าเห็นเช่นนั้น จึงทำได้เพียงเสี่ยงตายหนีออกจากรถม้า เพราะไม่ต้องการให้ท่านแม่ต้องได้รับบาดเจ็บเพราะข้าอีก…”
ขณะกล่าว นางราวกับย้อนกลับไปอยู่ในช่วงเวลาระทึกขวัญนั้นอีกครา ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านเล็กน้อยอย่างมิอาจควบคุม
ถ้อยวาจาเหล่านี้ประหนึ่งฟางเส้นสุดท้าย ที่บดขยี้สติสัมปชัญญะของเมิ่งชินรุ่ยจนพังทลายสิ้น! เขาสัมผัสได้ถึงกระแสโลหิตในกายที่พลุ่งพล่าน ก่อนจะพุ่งตรงขึ้นสู่ศีรษะตน หมัดทั้งสองกำแน่นจนเล็บแทบจิกฝังเข้าไปในอุ้งมือ!
ยามนี้เขาเข้าใจแล้ว!
เขาเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว!
อะไรกันที่ว่า เมิ่งซีโจวผูกใจเจ็บแค้นจนถึงขั้นลงมือสังหารผู้เป็นมารดา? อะไรที่เรียกว่า ลงมือครั้งเดียวไม่สำเร็จแล้วลนลานหลบหนี?
ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องหลอกหลวงทั้งสิ้น!
ทั้งหมดล้วนเป็นคำลวงฟ้าดินที่ฮูหยินเมิ่งบรรจงปั้นแต่งขึ้นมา เพื่อปกปิดเรื่องงามหน้าที่ตระกูลจี้ได้ก่อไว้!
เพื่อปกป้องตระกูลจี้ นางถึงกับกล้าแต่งเรื่องโป้ปดได้ทุกอย่าง! หากมิใช่เพราะองค์รัชทายาทบังเอิญผ่านไปพบเข้า และได้ช่วยชีวิตซีโจวทันเวลา เกรงว่ายามนี้นางก็คงตายอย่างไร้พยานปากแล้ว! บุตรีของเขาคงต้องแบกรับชื่อเสียงฉาวโฉ่ร้ายแรง กลายเป็นคนที่ฆ่ามารดา แล้วหลบหนีไปเพราะหวาดกลัวต่อความผิด!
จิตใจช่างอำมหิตนัก!
ช่างวางแผนชั่วช้าได้อย่างโหดเหี้ยมจริงๆ!
เมิ่งชินรุ่ยพลันหันขวับ จ้องมองไปทางสตรีผู้นั้นที่เคยร่วมเตียงเคียงหมอนกับเขามานานหลายปี แววตาที่มองนางนั้นราวกับจ้องมองคนแปลกหน้า และเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิดหวังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
บางที ต่อให้เขากับนางอยู่ด้วยกันจนผมหงอกขาว มีลูกหลานเต็มเรือน ภายในใจของนางก็คงจะมีเพียงตระกูลจี้เท่านั้นที่เป็นประหนึ่งรากเหง้า คนตระกูลจี้เท่านั้นจึงจะนับเป็นครอบครัวของนางกระมัง!
เช่นนั้นเขาเมิ่งชินรุ่ยเล่า?
แล้วจวนจงหย่งโหวของเขาเล่า นับเป็นตัวอะไรกัน?!
แล้วหากคนที่ตระกูลจี้คิดจะลงมือสังหารเป็นเขาเมิ่งชินรุ่ยเล่า?!
ความคิดนี้พุ่งวาบขึ้นมาในห้วงความคิดทันใด เมิ่งชินรุ่ยพลันหัวเราะเย็นชาเย้ยหยันอยู่ในใจ ถึงเวลานั้น เกรงว่าฮูหยินเมิ่งคงจะกลับมาที่จวน แล้วแต่งเรื่องขึ้นชุดหนึ่งว่า ‘ถูกศัตรูตามไล่ล่า นายท่านโชคร้ายพลัดตกหน้าผาตาย’ กระมัง!
น่าขันนัก!
ช่างน่าขันสิ้นดี!
นี่เขาร่วมเตียงเคียงหมอนกับสตรีที่มีจิตใจเอนเอียงไปทางตระกูลเดิมมาตลอดเกือบครึ่งชีวิตรึ!
ในที่สุด ฮูหยินเมิ่งก็ถึงกับกระอักเลือดออกมา นางรีบฉวยโอกาสนั้นเอ่ยแก้ตัวด้วยน้ำเสียงร้อนรนทันที
“ท่านพี่ ไม่ใช่แบบนั้นนะ! เรื่องการเกี่ยวดองระหว่างตระกูลจี้กับคระกูลเมิ่ง แรกเริ่มเดิมทีก็เพื่อทดแทนบุญคุณของผู้เฒ่าเมิ่งอยู่แล้ว หากคนตระกูลจี้ดูแคลนตระกูลเมิ่งจริง ไฉนยังต้องทำตามสัญญาหมั้นหมายอีกเล่า? ตระกูลจี้จะทำเรื่องเกินจำเป็นเช่นนั้นไปเพื่อสิ่งใดเล่า?!”
นางสู้มิเอ่ยถึงพันธะหมั้นหมายเก่าแก่ครั้งนั้นเสียยังจะดีกว่า แต่เมื่อเอ่ยขึ้นมา กลับยิ่งแทงถูกจุดอ่อนไหวที่สุดในใจของเมิ่งชินรุ่ยเข้าอย่างจัง!
โทสะที่เขาพยายามข่มกลั้นไว้อย่างสุดกำลัง พลันถูกจุดให้ลุกโชนขึ้นในชั่วพริบตา ยามนี้เขาแทบจะไม่สนแล้วว่า เบื้องหน้าตนยังมีองค์รัชทายาทและองค์หญิงใหญ่อยู่ด้วย ฟันบนล่างของเขาขบกันจนเสียงดังกรอดๆ แค่นเสียงพูดลอดไรฟันออกมาว่า
“หุบปาก! นี่เจ้าคิดว่าข้าลืมไปจนสิ้นแล้วกระมังั?! เดิมทีคนที่ตระกูลจี้ของพวกเจ้าหมายตาจะให้เกี่ยวดองด้วยก็คือเมิ่งชินเฉิง! แต่น่าเสียดายที่เขากลับผันตัวไปเป็นผีพนันเหลวแหลกเสียแล้ว โคลนเลนที่ปั้นให้ติดกำแพงไม่ได้ ทำชื่อเสียงตระกูลป่นปี้หมดสิ้นเช่นนั้น สุดท้ายตระกูลจี้ของพวกเจ้าจึงไร้ทางเลือก ได้แต่จำใจต้องลดตัวลงมาเลือกข้าแทนอย่างไรเล่า! ในใจของพวกเจ้าตระกูลจี้ เคยเห็นข้าเมิ่งชินรุ่ยอยู่ในสายตาจริงๆสักครั้งหรือไม่?! ตอบข้ามาสิ!”
สีหน้าของเมิ่งชินรุ่ยไม่เคยอัปลักษณ์น่าเกลียดถึงเพียงนี้มาก่อน ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวเพราะความเดือดดาล
ฮูหยินเมิ่งถูกเมิ่งชินรุ่ยชี้หน้าด่าทออย่างไม่ไว้ไมตรี ใบหน้าจึงยิ่งซีดเผือดมากกว่าเดิม
นางรู้ดี ครั้งนี้นางได้แตะต้องเกล็ดย้อนมังกรของเมิ่งชินรุ่ยเข้าอย่างแท้จริงแล้ว!
ชั่วชีวิตนี้ เขาให้ความสำคัญเรื่องหน้าตาและศักดิ์ศรีมากที่สุด สิ่งที่เขาทนไม่ได้อย่างยิ่งก็คือ การถูกผู้อื่นดูแคลน จึงยิ่งมิพูดถึงว่าเป็นการดูถูกดูแคลนจากตระกูลเดิมของนาง!
และการที่ตระกูลจี้ไม่เห็นเมิ่งชินรุ่ยอยู่ในสายตา นี่นับเป็นความจริงที่เปรียบประดุจเหล็กกล้าแข็ง
ต่อให้นางจะพยายามอธิบายหรือแก้ตัวเช่นใด อาการเย็นชาเฉยเมยที่เมิ่งชินรุ่ยเคยได้รับในยามที่กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดในอดีต ย่อมไม่มีวันกลายเป็นเรื่องเท็จไปได้! เขารับรู้ได้ และเขายังจดจำมาโดยตลอด!
บัดนี้ เมื่อถูกเมิ่งซีโจวแทงทะลุชั้นเปลือกนอกเข้าไปได้เช่นนี้ ซ้ำยังกล่าวหาว่าตระกูลจี้คิดสังหารบุตรีของเขา สำหรับเมิ่งชินรุ่ยแล้ว นี่นับเป็นการข่มเหงรังแกกันเกินไปอย่างแท้จริง! ประหนึ่งถูกฉีกหนังหน้าออกทั้งผืน แล้วโยนลงสู่พื้นให้ผู้คนเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
“ท่านพี่…ข้า…” ฮูหยินเมิ่งอึกอักจนถ้อยคำติดอยู่ในลำคอ นี่นับเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่นางสัมผัสได้ถึงความรู้สึกสิ้นหวังมิอาจแก้ต่างอย่างแท้จริง
คำอธิบายทั้งหมด ล้วนดูซีดจางไร้น้ำหนักภายใต้สายตาที่แทบจะพ่นไฟได้ของเมิ่งชินรุ่ย
เมิ่งชินรุ่ยเห็นนางมีท่าทีอึกอักเช่นนั้น ก็ยิ่งปักใจเชื่อว่านั่นนับเป็นการยอมรับกลายๆ ว่าตระกูลจี้กระทำเรื่องเหล่านั้นจริง อีกทั้งยังแสดงความดูแคลนเขาอย่างถึงที่สุดด้วย!