พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่193 วางเครือข่ายอำนาจภายใต้จวนโหว
บทที่193 วางเครือข่ายอำนาจภายใต้จวนโหว
เขาสะบัดหน้าหนีอย่างแรง ไม่ยอมมองใบหน้าของฮูหยินเมิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาต้องหนาวเหน็บอีกต่อไป เมิ่งชินรุ่ยสูดลมหายใจเข้าลึกอยู่หลายครา กว่าจะฝืนกดข่มอารมณ์ต่างๆภายในใจลงได้ จากนั้น จึงหันไปทางองค์หญิงใหญ่และองค์รัชทายาท พยายามเค้นรอยยิ้มออกมา
“กระหม่อมทำให้ทั้งสองพระองค์ต้องมาเห็นเรื่องน่าขบขันในจวนเสียแล้ว ช่างรบกวนเวลาอันมีค่าของทั้งสองพระองค์ยิ่งนัก กระหม่อมขอเชิญทั้งสองพระองค์เสด็จไปยังโถงหน้าจิบชาสักถ้วย ทางนี้ก็ปล่อยให้ฮูหยินของกระหม่อมได้พักผ่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
หากนี่เป็นเรื่องภายในของครอบครัวอื่น เมื่อได้ยินเจ้าบ้านเริ่มฉีกหน้ากันเองด้วยเรื่องอัปยศลับลมคมในเช่นนี้ ทั้งซ่งเฉิงจี้และองค์หญิงใหญ่ย่อมควรต้องหาเหตุเลี่ยงจากไปนานแล้ว
ทว่าวันนี้หาได้เหมือนวันอื่นไม่ เดิมทีพวกเขาก็มาที่นี่เพื่อหนุนหลังเมิ่งซีโจวอยู่แล้ว ดังนั้น จึงขออยู่ชมเรื่องวุ่นวายออกรสออกชาตินี้สักหน่อย และถึงขั้นยังรู้สึกคล้ายไม่หนำใจเสียด้วยซ้ำ
กระทั่งเมิ่งชินรุ่ยเอ่ยปากเชื้อเชิญ องค์หญิงใหญ่จึงคล้ายเพิ่งได้สติ นางโบกมือเล็กน้อยพร้อมเอ่ยตอบเสียงเรียบว่า
“อย่าได้ลำบากไปเลย เราเห็นว่าซีโจวเองก็คงเหนื่อยมากแล้วเช่นกัน ส่งนางกลับเรือนไปพักผ่อนเถิด พวกเราไม่ขออยู่รบกวนอีกต่อไปแล้ว”
สีหน้าของเมิ่งชินรุ่ยพลันแข็งค้างในทันที
เมิ่งซีโจวจึงรีบเอ่ยปลอบประโลมขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“วันนี้ท่านพ่อเองก็คงตกใจไม่น้อย เรื่องราวพลิกผันมากมาย ทำให้ต้องสิ้นเปลืองทั้งแรงกายแรงใจ ท่านพ่อเองก็รีบไปพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ”
เมิ่งชินรุ่ยได้ฟังถ้อยคำห่วงใยจากบุตรีเช่นนี้ สีหน้าจึงค่อยผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาพยักหน้าพร้อมเอ่ยขึ้นว่า
“พ่อจะส่งเจ้ากลับเรือนเอง”
คล้ายกับว่าการกระทำเช่นนี้ของเขา จะสามารถชดเชยความรู้สึกผิดเพราะความเคลือบแคลงสงสัยเมิ่งซีโจวเมื่อครู่ได้บ้าง
คนทั้งขบวนพาเมิ่งซีโจวกลับไปส่งยังเรือนหลานจื่อ องค์หญิงใหญ่ตรวจดูบาดแผลของนางอีกครา จากนั้น จึงช่วยทายาและพันแผลให้ใหม่จนเรียบร้อยดีแล้ว จึงได้จากไปพร้อมกับองค์รัชทายาท
เมิ่งซีโจวกับฮูหยินเมิ่งพากันล้มป่วยนอนซมอยู่บนเตียงทั้งคู่ จวนโหวจึงพลอยได้สงบอย่างหาได้ยากยิ่งถึงสองวันเต็ม
ทว่าภายในใจของเมิ่งซีโจวกลับตระหนักดีว่า ต่อให้เมิ่งชินรุ่ยจะเชื่อสนิทใจแล้วว่าเป็นตระกูลจี้ที่คิดสังหารนาง ทว่าด้วยความไร้น้ำยาของเจ้าตัว เขาย่อมไม่มีทางหาญกล้าฉีกหน้าความสัมพันธ์กับทางตระกูลจี้เพราะเรื่องนี้แน่
คนผู้นั้น ถนัดที่สุดก็คือการชั่งน้ำหนักระหว่างผลได้ผลเสีย ต่อให้จะรู้สึกชิงชังตระกูลจี้เข้ากระดูกดำ แต่เพื่อให้ตนยังสามารถตักตวงผลประโยชน์จากตระกูลจี้ต่อไปได้ เขาย่อมเลือกที่จะอดกลั้นไว้ ไม่มีทางยอมแตกหักและตัดเยื่อใยจนสิ้นแน่
ดังนั้น การกลับลำของเมิ่งซีโจวในคราวนี้ ผลที่ได้อย่างมากก็คือ ทำให้ระหว่างเมิ่งชินรุ่ยกับฮูหยินเมิ่งเกิดรอยร้าวที่ยากจะประสานกลับคืนเท่านั้น อีกทั้งเมิ่งชินรุ่ยเองก็หมดสิ้นความหวังกับตระกูลจี้อย่างแท้จริงแล้ว ยามนึกถึงเมื่อครั้งก่อนที่ตนพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อพิสูจน์ตัวเองต่อหน้าพ่อตา บัดนี้เขากลับรู้สึกเพียงว่าช่างเป็นเรื่องน่าขันสิ้นดี
ระหว่างพักรักษาบาดแผล เมิ่งซีโจวหาได้ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าไม่
นางเริ่มปูทางให้ตนเองเข้าสู่เส้นทางขุนนางอย่างเงียบๆ นางยังคงต้องการเข้ารับราชการในกรมพระคลัง เพราะที่นั่นคือสถานที่ซึ่งใกล้ชิดกับวังหลวงมากที่สุด บางทีอาจทำให้นางสร้างผลงานขึ้นได้บ้าง
ครั้งก่อนที่นางได้ตำแหน่งลอยๆมาอย่างไม่คาดคิดนั้น เป็นผลจากการที่ฮูหยินเมิ่งคอยผลักคลื่นหนุนลมอยู่เบื้องหลัง บัดนี้หาได้มีเรื่องดีเช่นนั้นอีกไม่แล้ว นางจึงจำต้องวางแผนด้วยตนเอง
วันนี้ นางเรียกสาวใช้เข้ามา พร้อมกำชับเสียงต่ำว่า
“ไปเชิญอนุเสิ่นมาพบข้าสักคราว”
ช่วงหลังมานี้ อนุเสิ่นใช้ชีวิตด้วยความอึดอัดคับข้องใจยิ่งนัก หรือจะพูดให้ถูกก็คือ นอกจากช่วงสั้นๆก่อนหน้านี้ที่ฮูหยินเมิ่งถูกกักบริเวณแล้ว นางแทบไม่เคยได้มีวันคืนอันสุขสบายเลย
อำนาจดูแลเรือนหลังเพิ่งจะตกมาอยู่ในกำมือตนยังไม่ทันอุ่นดี ฮูหยินเมิ่งก็ถูกปล่อยตัวออกมาอีกครา และกลับมากดทับอยู่เหนือศีรษะของนางดังเดิม ทุกวันต้องคอยมองสีหน้าฮูหยินเมิ่งแล้วค่อยดำเนินชีวิต เพียงแค่คิดก็รู้สึกอึดอัดจนแทบสำลักออกมาแล้ว!
นึกไม่ถึงว่า วันเวลาที่ผ่านไปอย่างว่างเปล่าไร้กิจใดๆเช่นนี้ คุณหนูใหญ่ผู้นั้นซึ่งปกติแทบไม่เคยข้องเกี่ยวกับนางเลย จู่ๆจะส่งสาวใช้มาตามหานางถึงที่เช่นนี้
นางแทบไม่อยากจะเชื่อหูตนเอง ถึงกับย้ำถามซ้ำแล้วซ้ำอีกถึงสองครั้ง
“เป็นความจริงรึ… คุณหนูใหญ่เรียกหาข้าจริงๆรึ?”
ท้ายที่สุด นางก็มาถึงเรือนหลานจื่อด้วยท่าทางกล้าๆกลัวๆ
ในเรื่องวิถีการค้าขายนั้น เมิ่งซีโจวในยามเยาว์วัยก็เคยได้ร่ำเรียนมาบ้าง มิใช่ถึงขั้นมืดบอดไม่รู้เหนือรู้ใต้ ทว่าหากนำไปเทียบกับอัจฉริยะเช่นอนุเสิ่นแล้ว นับว่ายังห่างชั้นกันอีกไกลนัก
พรสวรรค์ด้านการค้าขายของอนุเสิ่นนั้น ตั้งแต่คราวก่อนที่นางได้กุมอำนาจในจวนเพียงช่วงสั้นๆ ก็พอจะเห็นเค้าลางโครงสร้างโดยรวมของจวนโหวได้บ้างแล้ว
เมิ่งชินรุ่ยผู้นั้นช่างมีตาหามีแววไม่อย่างแท้จริง จึงได้ฝังไข่มุกเม็ดงามเช่นนี้ไว้แต่ในเรือนหลัง ปล่อยให้นางเป็นแค่เพียงอนุผู้คอยช่วงชิงความโปรดปราน หึงหวงแก่งแย่งกับสตรีอื่นไปวันๆ นับว่าใช้ของล้ำค่าได้อย่างสิ้นเปลืองโดยแท้
ทว่าไข่มุกที่ถูกฝุ่นธุลีบดบังเม็ดนี้ บัดนี้นางเมิ่งซีโจวจะขอหยิบยืมมาใช้ก่อนก็แล้วกัน
เมิ่งซีโจวเอนกายพิงอยู่บนเตียง จ้องมองอนุเสิ่นที่ยืนอยู่ข้างเตียง ทั้งยังลอบช้อนตาขึ้นพินิจมองนางอย่างระแวดระวังเป็นระยะ ก่อนจะเอ่ยตรงเข้าประเด็นอย่างไม่อ้อมค้อม
“อนุเสิ่น วันนี้ที่ข้าเรียกท่านมา เพราะต้องการจะเจรจาธุระกิจการค้ากับท่านสักเรื่อง”
“ข้าจะออกเงินทุน ส่วนท่านเป็นผู้ดูแลกิจการทั้งหมด บางคราวข้าอาจเสนอความคิดเห็นบ้าง ส่วนกำไรที่ได้ ข้าเจ็ด ท่านสาม ท่านยินดีหรือไม่?”
อนุเสิ่นได้ยินดังนั้น ก็พลันเงยหน้าขึ้นมองทันใด แผ่นหลังเหยียดตรงขึ้นในชั่วพริบตา ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายร้อนแรงจนแทบลุกไหม้ขึ้นมา!
“คุณหนูใหญ่…สิ่งที่ท่านกล่าวมา เป็นความจริงรึ? ข้าอ่านหนังสือแล้วก็ร่ำเรียนมาน้อย ท่านอย่าได้หลอกข้าเชียวนะ!”
น้ำเสียงของนางสั่นพร่าเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้นยากระงับ
“ข้าจะหลอกท่านไปทำไมเล่า?” เมิ่งซีโจวหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
อนุเสิ่นตื่นเต้นจนต้องตบต้นขาตนเองฉาดหนึ่ง และเกือบจะเผลอกระโดดลิงโลด “เรื่องดีใหญ่หลวงถึงเพียงนี้! ในที่สุดก็เวียนมาถึงข้าบ้างแล้ว!”
นางคล้ายเกรงว่าเมิ่งซีโจวจะเปลี่ยนใจ จึงรีบตอบรับทันที “ข้ายินดี ไม่ว่าจะถามอีกสักกี่ร้อยกี่พันครั้ง คำตอบของข้าย่อมเหมือนเดิมมิมีเปลี่ยน!!”