พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่194 สองอนุภรรยาแห่งจวนโหวมาเจอกัน
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่194 สองอนุภรรยาแห่งจวนโหวมาเจอกัน
บทที่194 สองอนุภรรยาแห่งจวนโหวมาเจอกัน
เมิ่งซีโจวยิ้มน้อยๆ น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความจริงใจยิ่งนัก “หากเปรียบเทียบกับความสามารถด้านการค้าของท่านแล้ว กลับเป็นข้าต่างหากที่ยังอ่อนด้อยกว่านัก”
นางหยิบตั๋วเงินปึกหนาที่เตรียมไว้ตั้งแต่แรกออกมา พร้อมด้วยโฉนดร้านค้าหลายแห่งซึ่งตั้งอยู่ในทำเลดี แล้วยื่นส่งให้อนุเสิ่น
“สาวใช้ของข้าผู้นี้นามว่าชิงถัง นางจะคอยช่วยเหลืออยู่ข้างท่าน ก่อนหน้านี้นางเองก็เคยช่วยข้าดูแลกิจการบางส่วน นับเป็นคนทำงานคล่องแคล่ว อนุเสิ่น ท่านไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องใดทั้งสิ้น จงวางมือวางเท้าทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังเถิด”
อนุเสิ่นยื่นสองมือออกไปรับไว้ ขอบตาพลันแดงระเรื่อขึ้นทันใด
ตั้งแต่เล็กจนโต คนในครอบครัวล้วนเห็นว่าสตรีทำการค้าเป็นเรื่องมิอยู่ในครรลอง หลังแต่งเข้าตระกูลเมิ่ง เมิ่งชินรุ่ยก็เพียงมองว่านางเป็นอนุผู้หนึ่ง ที่พอรู้จักจัดการเรื่องบัญชีเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ไม่เคยมีผู้ใดยอมรับจากใจจริงว่า นางมีความสามารถในการหาเงินสร้างทรัพย์
ทว่าบัดนี้ คุณหนูใหญ่ผู้มีฐานะสูงศักดิ์ ทั้งยังมิได้สนิทสนมลึกซึ้งกับนางผู้นี้ กลับเชื่อใจนางถึงเพียงนี้ ยอมมอบเงินก้อนจำนวนมหาศาลเช่นนี้ไว้ในมือนาง…
นางสูดจมูกแรงๆคราหนึ่ง ฝืนสะกดกลั้นหยาดน้ำตาที่ทะลักเอ่อขึ้นมา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นดังกังวานว่า
“คุณหนูใหญ่ได้โปรดวางใจ! ข้าจะทุ่มเทอย่างสุดกำลังความสามารถ จะไม่ทำให้ความไว้วางใจของท่านต้องสูญเปล่าเป็นอันขาด!”
กล่าวจบ นางก็กำสิ่งของที่รับมาไว้ในมือแน่น ก่อนจะหมุนกายเดินจากไปอย่างฉับไวประหนึ่งลมพัดไฟโหม ราวกับว่าเบื้องหน้าได้ปรากฏผืนฟ้ากว้างใหญ่ ให้นางได้สำแดงฝีไม้ลายมืออย่างเต็มที่แล้ว
เดิมทีเมิ่งซีโจวคิดว่า เรื่องค้าขายอย่างไรก็ต้องผ่านขวากหนามอยู่บ้าง ช่วงเริ่มต้นย่อมไม่อาจรุดหน้าได้รวดเร็วนัก นางจึงเตรียมใจไว้แล้วว่า หลังจากอาการบาดเจ็บดีขึ้น จึงค่อยไปหารือวางแผนกับอนุเสิ่นอย่างละเอียดด้วยตนเองอีกครา
แต่คิดไม่ถึงว่า เพียงไม่กี่วันให้หลัง อนุเสิ่นก็กลับมายังเรือนหลานจื่ออีกครั้ง ใบหน้าเปล่งปลั่งแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้นที่แทบกดข่มไว้ไม่อยู่ ทันทีที่เอ่ยปากก็เป็นข่าวดีอันน่าตกตะลึง
“คุณหนูใหญ่! เงินทุนที่อยู่ในมือพวกเรา บัดนี้กำไรเพิ่มขึ้นกว่าหนึ่งเท่าตัวแล้ว!”
ที่แท้ เดิมทีอนุเสิ่นตั้งใจจะนำเงินต้นส่วนหนึ่งไปเซ้งร้านค้า ส่วนอีกส่วนเก็บไว้หมุนเวียนให้งอกเงยเป็นผลกำไร
ระหว่างที่นางวิ่งวุ่นอยู่นอกจวน นางมิได้จงใจปิดบังฐานะว่าตนทำงานแทนคุณหนูใหญ่ตระกูลเมิ่ง คิดไม่ถึงว่าจะบังเอิญพบกับขบวนพ่อค้าของตระกูลสวีเข้า ครั้นผู้ดูแลของอีกฝ่ายได้ยินว่าเป็นกิจการในนามของคุณหนูเมิ่งซีโจว ท่าทีพลันเปลี่ยนเป็นกระตือรือร้นอย่างยิ่ง ถึงขั้นเป็นฝ่ายเสนอให้ความร่วมมือ ทั้งยังเป็นฝ่ายยอมลดผลประโยชน์ของตนเองก่อนด้วย!
ที่เหนือความคาดหมายยิ่งกว่านั้นก็คือ ประมุขตระกูลสวี สวีเจิ้นถิง ถึงกับออกมาต้อนรับอนุเสิ่นด้วยตนเอง
อนุเสิ่นเล่าเสียจนคิ้วตาเริงระบำ สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติ
“ประมุขสวีทราบว่าคุณหนูมีใจอยากทำการค้าบางอย่าง จึงได้เอ่ยอยู่หลายครั้งหลายคราว่า เขาจะต้องลงทุนช่วยเหลืออีกแรงให้จงได้ ทั้งหมดก็เพื่อทดแทนพระคุณของคุณหนู ส่วนตัวข้าย่อมจดจำฐานะตนเองไว้ได้มั่น จึงกล่าวเพียงว่าทุกอย่างเพิ่งจะเริ่มต้น ยังต้องกลับมาขอคำชี้แนะจากคุณหนูใหญ่ก่อน เขาจึงได้ยอมรามือไปชั่วคราว”
ยามเอ่ยเล่ามาถึงตรงนี้ อนุเสิ่นก็ยิ่งรู้สึกว่าการมีต้นไม้ใหญ่ให้พึ่งพิงนั้น ช่างทำให้ได้อาศัยร่มเงาอย่างสุขสบายจริงๆ เส้นทางการค้าครานี้ ราบรื่นกว่าเมื่อครั้งที่นางเริ่มสร้างตัวด้วยสองมือเปล่าในอดีตเสียไม่รู้ตั้งกี่เท่าตัว!
เมิ่งซีโจวได้ฟังแล้วก็พลันชะงักงันเล็กน้อย จากนั้นจึงอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
สวีเจิ้นถิงผู้นี้ ช่างเป็นพ่อค้าที่มีอุปนิสัยจริงใจและดื้อรั้นในเวลาเดียวกันเสียจนน่าเอ็นดูอย่างแท้จริง
ไม่กี่วันก่อน องค์หญิงใหญ่ทรงลงมืออย่างเฉียบขาดรวดเร็ว สามารถจับกุมรองแม่ทัพหลิวหลานในข้อหาสมคบคิดกับกองทัพศัตรู และใส่ร้ายป้ายสีสหายร่วมทัพได้ แล้วจับตัวส่งเข้าคุกหลวงทันที
ข้อหากบฏขายชาติขายแผ่นดินของสวีจี้ชาง จึงได้รับการล้างมลทินอย่างสิ้นเชิง ความอยุติธรรมที่กดทับมายาวนาน ในที่สุดก็ได้รับการชำระคืนความเป็นธรรม
สวีเจิ้นถิงซาบซึ้งใจจนถึงกับต้องหลั่งน้ำตา รีบรุดไปยังจวนองค์หญิงใหญ่ด้วยตนเอง เพื่อคุกเข่าคารวะขอบพระคุณในบุญคุณอันใหญ่หลวงนี้ ทว่าองค์หญิงใหญ่กลับมิได้ทรงถือความดีความชอบไว้กับพระองค์เอง เพียงตรัสด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“ประมุขกูลสวีไม่จำเป็นต้องขอบคุณเราแต่อย่างใด หากมิใช่เพราะคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเมิ่ง เมิ่งซีโจว เป็นผู้ชี้แนะจนเสาะพบเบาะแสสำคัญของคดีนี้ กระทั่งเราเองก็ยังยากที่จะสังเกตเห็นความผิดปกติในเรื่องไม่ชอบมาพากลดังกล่าวเช่นกัน”
หลังจากสวีเจิ้นถิงทราบความจริงในเรื่องนี้ ด้านหนึ่งก็เร่งเพิ่มกำลังคนออกตามหาตัวบุตรชาย สวีจี้ชาง ชนิดแทบพลิกแผ่นดิน อีกด้านหนึ่งก็สั่งให้คนนำของกำนัลมากมายไปยังจวนจงหย่งโหว เพื่อแสดงความขอบคุณ
เดิมทีเมิ่งซีโจวคิดว่าเรื่องนี้ควรจะจบลงแต่เพียงเท่านั้นแล้ว ไม่คาดว่าตระกูลสวีกลับตั้งใจจะสานต่อบุญคุณครั้งนี้ให้ยืดยาวต่อไป ถึงขั้นแม้นางจะทำการค้า พวกเขาก็ยังคิดจะยื่นมือสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ช่างเป็นคนมีน้ำใจดุจวิถีชนโบราณ รู้คุณทดแทนคุณเสียจนทำให้คนทั้งซาบซึ้งทั้งจนใจอย่างแท้จริง
“น้ำใจของท่านสวี ข้าขอรับไว้ด้วยใจ แต่การค้าก็คือการค้า ควรเป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปเช่นนั้น อนุเสิ่น เจ้าก็ทำตามความสามารถของตนให้เต็มที่เถิด” เมิ่งซีโจวยิ้มพลางกำชับ
อนุเสิ่นพยักหน้าหงึกๆรับคำ
แสงตะวันนอกหน้าต่างทอดลงบนใบหน้าที่ค่อนข้างซีดขาวของเมิ่งซีโจว ทว่ากลับยิ่งขับให้ดวงตาคู่นั้นของนางกระจ่างใสมากเป็นพิเศษ
บาดแผลค่อยๆฟื้นตัวดีขึ้นทีละน้อย
และกระดานหมากของนางก็เริ่มเคลื่อนตัวอย่างเงียบงันอีกครา
อนุเสิ่นยังไม่ทันได้จากไป สาวใช้หน้าประตูก็เข้ามารายงานว่า อนุหลิวขอเข้าพบ
สีหน้าของอนุเสิ่นพลันฉายแววกระอักกระอ่วนอยู่ชั่วขณะ
“คุณหนูใหญ่ เช่นนั้น…ข้าปลีกตัวหลบไปก่อนจะดีหรือไม่?”
เรื่องที่นางกับอนุหลิวไม่ลงรอยกันนั้น ผู้ใดในจวนล้วนรู้กันถ้วนหน้า หากอนุหลิวเห็นว่านางกำลังสนทนาอยู่กับคุณหนูใหญ่แล้ว ไม่แน่ว่าอนุหลิวอาจเกิดการกินแหนงแคลงใจในตัวคุณหนูใหญ่ได้
“ไม่ต้อง ท่านนั่งจิบชาอยู่ตรงนี้ต่อเถิด” เมิ่งซีโจวส่ายหน้า ก่อนจะทอดสายตามองไปทางประตูแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ให้อนุหลิวเข้ามาได้”
นับตั้งแต่นางบาดเจ็บ นี่นับเป็นครั้งแรกที่อนุหลิวมาพบที่เรือน
ว่ากันตามเหตุผลแล้ว อนุหลิวกับนางถือว่าอยู่ฝ่ายเดียวกัน อีกทั้งเมื่อก่อนอนุหลิวยังนับว่าเคยได้รับบุญคุณจากนางอยู่บ้าง เมื่อนางได้รับบาดเจ็บ อีกฝ่ายย่อมสมควรมาเยี่ยมเยียนสักคราหนึ่งจึงจะถูก
ทว่าหลายวันมานี้กลับไร้ข่าวคราวแม้เพียงครึ่งคำ กระทั่งวันนี้นางจึงเพิ่งปรากฏตัว
เมิ่งซีโจวคลายเรี่ยวแรง เอนกายพิงหัวเตียงอย่างเกียจคร้าน
เรื่องราว…ชักจะน่าสนุกขึ้นเสียแล้ว