พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่195 โค่นอำนาจฮูหยินเมิ่งในวันพรุ่ง!
บทที่195 โค่นอำนาจฮูหยินเมิ่งในวันพรุ่ง!
อนุหลิวบรรจงก้าวเท้าเข้ามาในห้องด้านใน เพียงปรายตามองก็เห็นอนุเสิ่นกำลังนั่งอยู่มุมหนึ่งของห้อง และกำลังสนทนาอยู่กับเมิ่งซีโจวอย่างออกรสออกชาติ บนใบหน้าจึงอดไม่ได้ที่จะมีแววประหลาดใจวาบผ่านเสี้ยวหนึ่ง
ทั้งสองคนไปสนิทสนมกันตั้งแต่เมื่อใดกัน?
เมิ่งซีโจวแสร้งทำราวกับไม่ทันเห็นสีหน้าผิดปกติ ที่แล่นผ่านใบหน้าของอนุหลิวเพียงชั่วพริบตา นางเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเป็นปกติ
“อนุหลิวมาแล้วรึ นั่งลงเถิด วันนี้ท่านตั้งใจมาหาข้าโดยเฉพาะ มิทราบว่ามีเรื่องสำคัญอันใดหรือไม่?”
บนหน้าของอนุหลิวพลันปรากฏความกระอักกระอ่วนใจขึ้นหลายส่วน นางย่อมฟังออกถึงนัยแฝงในถ้อยวาจานี้ ทว่ายามนี้สิ่งที่นางร้องขออยู่ภายในใจ กลับต่างไปจากเดิมมาก ความรู้สึกผิดเล็กน้อยในใจนี้ จึงดูเหมือนจะไม่สลักสำคัญอันใดอีกต่อไปแล้ว
นางทำได้เพียงเสแสร้งว่าไม่ได้ยินถ้อยคำกระทบกระเทียบแดกดันของเมิ่งซีโจว ค้อมกายคารวะอย่างเคร่งครัดตามธรรมเนียม แล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า
“คุณหนูใหญ่ ที่ข้ามาพบท่านในวันนี้ เพราะมีเรื่องหนึ่งประสงค์จะรายงาน ขอคุณหนูใหญ่โปรด…”
กล่าวมาถึงตรงนี้ นางก็ปรายสายตามองไปทางอนุเสิ่นซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างอย่างมีนัยยะ เป็นเชิงบอกใบ้ให้เมิ่งซีโจวช่วยกันผู้อื่นออกไปเสียก่อน
อนุเสิ่นเป็นคนฉลาดรู้โลกถึงเพียงใด การอ่านสีหน้าดูท่าทีผู้อื่นนับเป็นสัญชาตญาณของนางอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้เมิ่งซีโจวเอ่ยปาก นางก็ลุกขึ้นเองอย่างรู้กาลเทศะยิ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มขณะกล่าวอำลา
“ในเมื่อน้องหลิวมีเรื่องสำคัญจะปรึกษาคุณหนูใหญ่ เช่นนั้นข้าก็ไม่ขออยู่รบกวนแล้ว”
นางหันไปทางเมิ่งซีโจว เอ่ยด้วยท่าทีเคารพนอบน้อม
“คุณหนูใหญ่ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
เมิ่งซีโจวพยักหน้าเล็กน้อย
“อนุเสิ่นเดินทางปลอดภัย เรื่องที่คุยกันเมื่อครู่ ท่านก็ลงมือทำได้เต็มที่ หากพบเรื่องยุ่งยากอันใด หรือมีสิ่งสิ่งใดที่ท่านมิอาจตัดสินใจได้ ก็มาพบข้าได้ทุกเมื่อ”
อนุเสิ่นขานรับติดกันหลายคำ แล้วค้อมกายคารวะอีกครา จากนั้นจึงค่อยๆถอยออกไปด้วยฝีเท้าบางเบา ทั้งยังรอบคอบไม่ลืมที่จะปิดประตูห้องให้ด้วย
ชั่วพริบตา ภายในห้องยามนี้จึงเหลือกันอยู่เพียงสองคนเท่านั้น
เมิ่งซีโจวมองไปทางอนุหลิวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง คล้ายจะบอกว่ามีเวลาให้นางอย่างเหลือเฟือ ปลายนิ้วเผลอขยี้ลายปักตรงชายแขนเสื้อพร้อมเอ่ยเสียงเรียบขึ้นว่า
“ยามนี้เหลือเพียงพวกเราสองคนแล้ว ท่านมีเรื่องอันใดก็พูดมาเถิด ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ”
อนุหลิวสูดลมหายใจเข้าลึก สีหน้าพลันแต่งแต้มด้วยความกลัดกลุ้ม น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็ฟังดูหนักอึ้งยิ่งนัก
“คุณหนูใหญ่ สภาพของจิ่งหมิงช่วงหลังตั้งแต่กลับจวนมา ท่านเองก็เห็นกับตา เมื่อก่อนเขาลืมเลือนทุกสิ่งจนสิ้น สติเลื่อนลอย มึนงงไม่รู้เหนือรู้ใต้ สภาพของเขาก่อนหน้านี้ ข้าย่อมไม่กล้าให้เขาไปกราบไหว้บรรพชนกลับเข้าตระกูล เกรงว่ามิเพียงไม่อาจทวงคืนความเป็นธรรมให้เขาได้ แต่กลับจะชักนำเภทภัยและปัญหาให้เข้ามามากขึ้น”
เมิ่งซีโจวฟังแล้ว ใบหน้าพลันปรากฏแววเสียดายขึ้นบางเบา
“นั่นสิ ไม่รู้ว่าปีนั้นฮูหยินเมิ่งใช้วิธีการอำมหิตโหดเหี้ยมเช่นใดกับพี่รองกันแน่ จึงสามารถทรมานเขาจนมีสภาพเช่นนี้ได้”
กล่าวมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงของนางก็พลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย เจือแววหยั่งเชิงอยู่หลายส่วน
“เช่นนั้นที่วันนี้ท่านมาหาข้า เป็นเพราะพี่รองนึกอะไรขึ้นมาได้แล้วกระมัง?”
สีหน้าของอนุหลิวเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นทันใด นางพยักหน้า แล้วกดเสียงให้ต่ำลง
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะเหตุนี้ข้าจึงได้รีบร้อนมาปรึกษาคุณหนูใหญ่ มิทราบว่าท่านเห็นควรให้จิ่งหมิงปรากฏกายขึ้นชี้ตัวคนผิดเมื่อใด จึงจะเป็นการเหมาะสมที่สุด? จำต้องเลือกเอาโอกาสที่จะสามารถโค่นฮูหยินเมิ่งให้ล้มลงได้จริงๆเท่านั้น จึงจะทำให้นางไม่มีวันได้พลิกฟื้นขึ้นมาอีก!”
มุมปากของเมิ่งซีโจวยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา ทว่ากลับเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ นางเอ่ยตอบอย่างไม่ลังเลเลยสักนิด
“ไยต้องรออีกเล่า? ยามนี้นี่แหละนับเป็นโอกาสดีที่สุดแล้ว ให้พี่รองเตรียมตัวให้ดี พรุ่งนี้ข้าจะจัดการให้เขาได้ชี้ตัวผู้กระทำผิดต่อหน้าทุกคนเอง”
“พรุ่งนี้เลยรึ?!”
เมื่ออนุหลิวได้ยินดังนั้น ก็ถึงกับโพล่งออกมาทันที น้ำเสียงแฝงทั้งความตกตะลึง สงสัย และลังเลอย่างเห็นได้ชัด
“จะไม่เป็นการ… รีบร้อนเกินไปหน่อยรึ?”
เมิ่งซีโจวเอนกายกลับไปพิงหมอนอิงดังเดิม นัยน์ตาเรียบนิ่งกวาดผ่านใบหน้าของอนุหลิว ที่ยามนี้เต็มไปด้วยความวิตกกังวล แล้วเอ่ยเสียงระคนเหนื่อยหน่ายขึ้นว่า
“ปล่อยให้ฮูหยินเมิ่งใช้ชีวิตลอยนวลเสวยสุขอยู่นานถึงเพียงนี้แล้ว ฟังจากน้ำเสียงของท่านยามนี้ กลับคล้ายว่ายังอดทนไม่พอกระมัง? หากเห็นว่าไม่เหมาะ อนุหลิวจะเลือกเวลาลงมือเองก็ย่อมได้”
น้ำเสียงแผ่วเบาของนางฟังดูสบายๆ ราวกับกำลังเอ่ยถึงเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป ทว่ากลับทำให้หัวใจของอนุหลิวถึงกับสะดุ้งวาบ
อนุหลิวรีบโบกไม้โบกมือมือปฏิเสธทันใด พลางฝืนแค่นรอยยิ้มออกมาเสี้ยวหนึ่ง
“ข้าหาได้หมายความเช่นนั้นไม่! ข้าย่อมต้องเชื่อมั่นในการจัดการของคุณหนูใหญ่ ว่าจะต้องรอบคอบถี่ถ้วนที่สุดแล้ว! เพียงแต่จิ่งหมิงยามนี้อาการยังไม่คงที่นัก ข้าเกรงว่า…”
“ท่านเชื่อใจข้าก็พอแล้ว”
เมิ่งซีโจวกลับไม่เปิดโอกาสให้นางได้กล่าวจนจบ รีบเอ่ยตัดบททันใด
“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ท่านควรรีบกลับไปเตรียมการแต่เนิ่นๆจึงจะดี อย่างไรเสีย โอกาสย่อมไม่รอผู้ใด”
ถ้อยคำทั้งหมดที่อนุหลิวได้ตระเตรียมไว้ ล้วนถูกเมิ่งซีโจวปิดทางไว้จนหมดสิ้น
นางมองแววตาของเมิ่งซีโจวแล้ว ย่อมตระหนักดีว่าอีกฝ่ายได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ต่อให้เกลี้ยกล่อมอีกก็ไร้ประโยชน์ จึงทำได้เพียงกลืนทุกคำพูดกลับลงคอไป แล้วรับคำอย่างนอบน้อม
“ได้… ข้าเข้าใจแล้ว จะรีบไปเตรียมการเดี๋ยวนี้”
นางย่อกายคำนับครั้งหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวถอยออกไป
แทบจะในชั่วขณะที่หันหลังให้นั้นเอง สีหน้านอบน้อมยำเกรงบนใบหน้าของอนุหลิวก็เลือนหายไปจนสิ้น ราวกับมิเคยเกิดขึ้น และถูกแทนที่ด้วยเงามืดหม่นทะมึนเต็มใบหน้า
สายตาของเมิ่งซีโจวทอดมองแผ่นหลังของอนุหลิวที่เร่งจากไปอย่างรวดเร็ว มุมปากแฝงรอยยิ้มเย็นที่คล้ายมีคล้ายไม่มี
จิตใจคนหนอ… ช่างเป็นสิ่งที่ทนต่อการลองใจไม่ได้มากที่สุดในใต้หล้าอย่างแท้จริง
ทว่า สำหรับคนจำพวกลืมคุณคนเช่นนี้ แต่ไหนแต่ไรมา…
นางก็ไม่เคยมีใจเมตตาอ่อนข้อให้อยู่แล้ว