พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่196 ซูเฟยปรากฏกาย!
บทที่196 ซูเฟยปรากฏกาย!
ณ วังหลวง
เมิ่งหนานอี้เพิ่งกลับจากการเดินเล่นในอุทยานหลวงที่แสนเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว
วังหลังในยามเหมันต์นั้น ทุกสรรพสิ่งล้วนโรยรา ยิ่งขับให้บรรยากาศดูอึมครึมไร้ชีวิตชีวา มองไปทิศทางใดก็เห็นแต่กิ่งไม้แห้งกับหิมะที่ยังตกค้าง แม้แต่อุทยานหลวงก็ราวกับถูกพรากสีสันไปเสียสิ้น
สิ่งเดียวที่พอจะนับว่ายังชมเล่นได้ เห็นจะมีเพียงเหมยแดงไม่กี่ต้น ซึ่งผลิบานเดียวดายท่ามกลางความหนาวเหน็บเท่านั้น
ทว่าก็ช่างบังเอิญนัก นั่นกลับเป็นดอกไม้ที่เมิ่งหนานอี้ชิงชังที่สุด!
พวกมันเติบโตอยู่กลางลมหนาวที่เย็นเยีบบเสียดกระดูก แต่ไม่เพียงไม่โรยราอ่อนแรง กลับยิ่งเบ่งบานได้อย่างอวดดี สีแดงสดสะดุดตา อวดความงดงามอย่างไม่เกรงฟ้าดิน ช่างเหมือนเมิ่งซีโจวนางนั้นเหลือเกิน… ไม่ว่านางจะตกอยู่ในสภาพย่ำแย่สักเพียงใด ก็ยังไม่อาจถูกโค่นล้มลงได้!
เพียงนึกถึงแผนการทรมานและกลอุบายที่นางบรรจงจัดเตรียมไว้เพื่อเมิ่งซีโจว แต่กระนั้นก็ยังมิอาจกดอีกฝ่ายให้ตายสนิทได้ ซ้ำยังเหมือนส่งเสริมให้นางได้ลำพองใจยิ่งกว่าเดิมด้วย เมิ่งหนานอี้ก็รู้สึกราวกับมีเลือดชั่วก้อนหนึ่งแล่นมาจุกแน่นอยู่กลางลำคอ ทำเอานางรู้สึกปวดร้าวไปทั่วทั้งหน้าอก!
แม้แต่ดอกเหมยที่เบ่งบานรับลมเหนือเหล่านี้ ในสายตาของนางก็ยังกลายเป็นการยั่วยุที่เมิ่งซีโจวส่งมาถึงตน!
เพลิงโทสะชั่วร้ายสายหนึ่งพลันพวยพุ่งขึ้นกลางใจ เมิ่งหนานอี้เอื้อมมือออกไปกระชากกิ่งเหมยช่อหนึ่ง ที่บานสะพรั่งที่สุดลงมาอย่างรุนแรง แล้วฟาดมันลงกับพื้นราวกับต้องการระบายความคับแค้นใจ ก่อนจะใช้เท้ากระทืบซ้ำอย่างบ้าคลั่ง กระทั่งกลีบดอกกับหิมะเปื้อนดินเละเทะปนกันจนแยกไม่ออก!
“น้องหญิงเป็นอะไรไปรึ ไยโทสะจึงได้รุนแรงถึงเพียงนี้เล่า?”
เสียงหนึ่งเปล่งดังขึ้นจากด้านหลังอย่างไร้สัญญาณเตือน เป็นเสียงอ่อนหวานละมุนหู ทว่ากลับทำให้แผ่นหลังของเมิ่งหนานอี้ถึงกับเย็นวาบในชั่วพริบตา
หิมะที่เกาะอยู่บนกิ่งเหมยซึ่งถูกหักลงมา ค่อยๆละลายอยู่กลางฝ่ามือของเมิ่งหนานอี้ ไอเย็นเยียบเสียดแทงถึงกระดูก ทว่ากลับยังไม่เท่าอาการหนาวสะท้านในใจนางในยามนี้
เหตุใดกัน นางสู้อุตส่าห์หลบหนีมายังที่สถานที่แสนสงบลับตาคนเช่นนี้แล้ว ยังต้องมาพบเข้ากับซูเฟยผู้นี้อีกจนได้!
นางค่อยๆหมุนร่างแข็งทื่อของตนกลับไป ก่อนจะยอบกายลงคำนับซูเฟยอย่างอ่อนน้อม
“เรียนซูเฟย เมื่อครู่ข้าเพียงเห็นว่าดอกเหมยกิ่งนี้ผลิบานงดงามนัก จึงคิดจะเด็ดกลับไปสักกิ่ง มิคาดว่าโชคไม่ดี เพิ่งหักลงมาก็เห็นว่ามีหนอนเกาะอยู่บนนั้น ข้าตกใจจึงรีบโยนทิ้งไป ทำให้ซูเฟยต้องพบเห็นเรื่องน่าขันเข้าแล้ว”
ซูเฟยมีรูปโฉมหมดจดงดงามละมุนละไม เครื่องหน้าทั้งห้าดูนุ่มนวลอ่อนหวานยิ่งนัก หว่างคิ้วและดวงตาคล้ายมีรอยยิ้มเจืออยู่สามส่วนเสมอ มองเพียงปราดเดียวก็ให้ความรู้สึกว่าเป็นสตรีอ่อนโยน เข้าอกเข้าใจผู้อื่นและไม่คิดแก่งแย่งชิงดีกับผู้ใด
ยามเมิ่งหนานอี้เพิ่งเข้าวังมาใหม่ๆ นางเองก็เคยถูกภาพลักษณ์ภายนอกนี้ล่อลวงให้หลงเชื่อ
ทว่าเพียงไม่นานนัก นางก็ได้ลิ้มรสชาติลึกซึ้งแล้วว่า ภายใต้เปลือกเนื้ออันอ่อนหวานนุ่มนวลนี้ ซ่อนจิตใจที่เจ้าเล่ห์และอำมหิตไว้มากเพียงใด!
เมื่อซูเฟยได้ฟัง เสียงหัวเราะแผ่วเบาก็หลุดออกจากริมฝีปาก นางยกมือเรียวงามดุจหยกขึ้นป้องริมฝีปากตน ดวงตาแวววาวทอดมองผ่านไปมาอย่างมีเสน่ห์
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง น้องหญิงช่างขวัญอ่อนเสียจริง แม้แต่หนอนตัวเล็กกระจ่อยเพียงตัวเดียวก็ยังหวาดกลัวถึงเพียงนี้ คิดว่ายามอยู่ในจวนเดิมคงถูกเลี้ยงดูประคบประหงมดั่งไข่มุกล้ำค่ากระมัง คงจะไม่เคยต้องลิ้มรสความยากลำบากแม้แต่น้อยสินะ?”
มาอีกแล้ว…
คำถามเช่นนี้ที่ฟังดูผิวเผินคล้ายเป็นห่วงเป็นใย ทว่าแท้จริงกลับแฝงคมมีดไว้ในถ้อยคำ
จะตอบก็มิได้ เพราะไม่รู้ว่าประโยคใดจะกลายเป็นด้ามจับให้อีกฝ่ายฉวยไว้เล่นงานตนในภายหลัง หากไม่ตอบ ย่อมเท่ากับไม่เคารพหนึ่งในสี่พระสนมใหญ่ เป็นผู้น้อยบังอาจล่วงเกินผู้สูงศักดิ์กว่า
ในใจของเมิ่งหนานอี้พลันมีเสียงระฆังเตือนภัยเปล่งดังลั่น นางกำลังขบคิดอย่างเร่งร้อนว่าควรต้องรับมือเช่นไร ทว่าซูเฟยกลับคล้ายไม่พอใจในอาการนิ่งเงียบของนาง เรียวปากงามนั้นเม้มเล็กน้อยด้วยความขัดเคือง
ทุกอิริยาบถของนาง ไม่ว่าจะเป็นการขมวดคิ้วหรือคลี่ยิ้ม ล้วนแต่แฝงไว้ด้วยเสน่ห์เย้ายวนจับใจยิ่งนัก ทว่าต่อให้รูปโฉมจะงดงามสักเพียงใด ก็ไม่อาจทัดทานกาลเวลาที่ล่วงเลยผ่านไปได้
นางทอดสายตามองเมิ่งหนานอี้ผู้กำลังได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทที่สุดในช่วงนี้ ใบหน้านั้นยังเยาว์วัย สดใส เปล่งปลั่งถึงเพียงนี้ มิน่าเล่าจึงทำให้ฮ่องเต้เสด็จไปค้างแรมที่ตำหนักของนางติดต่อกันหลายวัน!
แต่ในวังลึกแห่งนี้ แต่ไหนแต่ไรมาผู้คนล้วนพบเห็นแต่รอยยิ้มของสตรีผู้มาใหม่ ไหนเลยจะได้ยินเสียงร่ำไห้ของสตรีเก่า?
แน่นอน ซูเฟยย่อมหาใช่สตรีประเภทที่ทำได้เพียงเบิกตามองเหตุการณ์ แต่ไร้ความสารถไม่อาจทำสิ่งใดได้
ดังนั้น นับตั้งแต่เมิ่งหนานอี้ได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาท นางก็แทบจะได้ลิ้มรสการกลั่นแกล้งชวนสะอิดสะเอียนจากซูเฟยมาครบทุกรูปแบบแล้ว
ซูเฟยถือตนว่ามิใช่คนจิตใจอำมหิตอย่างเต๋อเฟย ที่เอะอะก็คิดแต่เรื่องคร่าชีวิตผู้คน และด้วยนิสัยขี้รำคาญทั้งยังจุกจิก ทำให้สตรีหน้าใหม่ผู้นี้รู้จักถอยเมื่อเผชิญกับความยากลำบาก ยอมเงียบสงบลงด้วยตนเอง แล้วอยู่อย่างว่าง่ายเจียมตัวก็เท่านั้น
แต่น่าเสียดาย เมิ่งหนานอี้นางนี้กลับโง่งมจนไม่ทราบจริงๆ หรือแกล้งไม่รู้กันแน่ ประสบพบเจอกับซูเฟยผ่านมาก็หลายวันแล้ว แต่นางยังคงทำตามอำเภอใจเช่นเดิม ไม่มีท่าทีว่าจะรู้สึกซาบซึ้งใน ‘ความหวังดี’ ของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
เมิ่งหนานอี้เองก็หัวเราะเย็นเยียบอยู่ในใจเช่นกัน
ซูเฟยตรงหน้านี้ หรือคิดว่านางเป็นคนโง่จริงๆกระมัง? จึงได้กล้าเอ่ยเป็นนัยทั้งต่อหน้าและลับหลังครั้งแล้วครั้งเล่า ให้นางยอมสละความโปรดปรานจากฝ่าบาท ทั้งยังวางท่าราวกับที่ทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อนางเสียเต็มประดา!
อีกฝ่ายไม่ลองคิดดูบ้างหรือว่า ภายในวังหลวงลึกที่กลืนกินผู้คนแห่งนี้ หากสิ้นไร้ความโปรดปรานล้นเหลือจากฮ่องเต้แล้ว เกรงว่าเมิ่งหนานอี้ผู้นี้คงจะถูกปล่อยให้อดตาย และหนาวตายอย่างเงียบงันในชั่วพริบตา!
แม้ยามนี้จะตกอยู่ท่ามกลางศึกทั้งสี่ด้าน ทุกย่างก้าวล้วนยากเย็น แต่อย่างน้อยก็ยังพอรักษาหน้าตาอันรุ่งเรืองไว้ได้ ยังมีชีวิตอยู่ดุจผู้เป็นนายคนหนึ่ง
เมื่อถูกซูเฟยจับจ้อง เมิ่งหนานอี้จึงได้แต่กัดฟันเอ่ยออกไป ฝืนปั้นคำแก้ตัวที่จริงครึ่งเท็จครึ่ง
“ซูเฟยกล่าวล้อข้าเล่นแล้ว แท้จริงในตระกูลของข้ายังมีพี่สาวฝาแฝดอยู่อีกผู้หนึ่ง นางถูกทำนายชะตาตั้งแต่เยาว์วัยว่าเป็นหงส์ที่สวรรค์ลิขิตมา ให้เป็นว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาท… ด้วยเหตุนี้ มารดาจึงลำเอียงเข้าข้างนางยิ่งนัก ทุ่มเทความคิดจิตใจทั้งหมดไปที่พี่สาวผู้นี้ สำหรับตัวข้าแล้ว จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกละเลยอยู่บ้าง… แต่ก็ไม่ถึงกับต้องตกระกำลำบากนัก”
นางเลือกสรรถ้อยวาจามาหยิบใช้ด้วยความระมัดระวังยิ่ง ได้ยินมาว่าตระกูลเดิมของซูเฟยดูเหมือนจะมิได้รุ่งเรืองสูงส่งนัก อีกทั้งตัวซูเฟยเองยามอยู่ในห้องหอ ก็ดูเหมือนจะมิได้เป็นที่ใส่ใจของฝ่าบาทเท่าใดนัก ด้วยเหตุนี้ เมิ่งหนานอี้จึงมิกล้ากล่าววาจาให้ดูเป็นการอวดอ้างนัก เพราะเกรงว่าหากพลาดพลั้งเพียงเล็กน้อย อาจไปสะกิดโทสะของอีกฝ่ายเข้าโดยไม่รู้ตัวได้
ทว่าต่อให้นางจะระมัดระวังจนแทบไม่กล้าผิดพลาดแม้เพียงเศษเสี้ยว ซูเฟยก็ยังสามารถสรรหาความผิดจากมุมที่คาดไม่ถึงมาลงโทษนางได้อยู่ดี