พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่197 ระฆังสวรรคต!
บทที่197 ระฆังสวรรคต!
อย่างไรเสีย วันนี้กลับน่าประหลาดนัก หลังซูเฟยฟังจบ ก็เพียงทอดมองนางด้วยแววตาลุ่มลึกแฝงนัยบางอย่างอยู่ครู่หนึ่ง มิได้กำเริบโทสะขึ้นมาอีก เพียงพยักหน้าเบาๆ แล้วประคองมือของนางกำนัล หมุนกายเดินจากไป
เมิ่งหนานอี้ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม จ้องมองแผ่นหลังของซูเฟยที่ค่อยๆห่างออกไป ภายในใจเต็มไปด้วยความงุนงงมิอาจจับต้นชนปลายได้ถูก หากแต่ความไม่สงบที่ก่อตัวอยู่กลางอก กลับยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ
วันนี้ อารมณ์ของซูเฟยนับว่าดีไม่น้อยจริงๆ
เพราะนางรู้ดีว่า เมิ่งหนานอี้ผู้ดูราวกับดวงดาราที่รุ่งโรจน์ไร้ผู้ใดทัดเทียมนางนี้ อีกไม่นานก็จะประสบเคราะห์ใหญ่แล้ว
ก็ผู้ใดใช้ให้นางไม่ยอมเชื่อฟังเล่า เมื่อครั้งที่นางมีน้ำใจตักเตือนให้อีกฝ่ายเก็บงำประกายโดดเด่น และหลบเร้นรอคอยเวลาเล่า บัดนี้เพิ่งคิดจะสงบเสงี่ยมเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้หรือ? สายไปเสียแล้ว!
วังหลังที่กลืนกินผู้คนแห่งนี้ เคยยอมให้โอกาสสตรีผู้มาใหม่ได้ตั้งหลักอย่างมั่นคงตั้งแต่เมื่อใดกัน?
สตรีก่อนหน้าที่จู่ๆก็ได้รับความโปรดปรานอย่างท่วมท้น โดดเด่นจนไม่มีผู้ใดกลบประกายได้เช่นนาง เป็นถึงนางรำรูปโฉมเลิศล้ำผู้หนึ่งที่ต่างแคว้นถวายเข้ามา ทั้งรูปโฉมและเรือนร่างล้วนคัดจากหนึ่งในหมื่น ยามฝ่าบาทเพิ่งได้นางมา ก็โปรดปรานจนยอมปล่อยมือ ทรงผูกขาดความรักใคร่ต่อนางทุกค่ำคืน
แล้วผลเป็นอย่างไรเล่า?
รุ่งโรจน์ได้เพียงเดือนเดียว ก็สิ้นกลิ่นดับวาสนา เสียชีวิตอย่างมีปริศนาคลุมเครือ ไม่อาจรู้ได้ว่าตายด้วยเหตุใด
เห็นได้ชัดว่าเมิ่งหนานอี้ผู้นี้ เป็นเพียงหญิงงามที่มีเพียงรูปโฉมแต่ไร้สมองอย่างแท้จริง บทเรียนจากผู้มาก่อนวางให้เห็นอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่นางกลับยังดื้อรั้น เอาศีรษะพุ่งเข้าหาคมคลื่นลม มิให้ตนชนจนร่างแหลก กระแทกจนศีรษะแตกเลือดอาบ แล้วจะนับว่าคู่ควรกับความกำเริบเสิบสานของนางในเวลานี้ได้อย่างไร?
ค่ำคืนนั้น เมิ่งหนานอี้กำลังกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ในห้วงภวังค์ ครั้นนอกหน้าต่าง สรรพเสียงทั้งหลายล้วนเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหนาวดังหวีดหวิวกรีดผ่านค่ำคืนราตรี
ทันใดนั้น เสียงระฆังหนักทุ้มและเชื่องช้าระลอกหนึ่ง ก็พลันเปล่งดังขึ้นอย่างไร้เค้าลาง ฉีกทำลายความเงียบสงัดของค่ำคืนลงในบัดดล!
เสียงหนึ่งตามติดอีกเสียงหนึ่ง กังวานขึงขัง ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเศร้าสลดเย็นเยียบ ชวนให้หัวใจผู้คนสั่นสะท้าน เสียงนั้นสะท้อนก้องไปทั่วทุกซอกทุกมุมของวังหลวงอันกว้างใหญ่!
เมิ่งหนานอี้สะดุ้งตื่นจากห้วงนิทราในทันที หัวใจคล้ายหยุดเต้นไปชั่วขณะ!
ระฆังสวรรคต!
นี่คือระฆังไว้ทุกข์แห่งแว่นแคว้น ซึ่งในพระราชวังจะตีขึ้นก็ต่อเมื่อฮ่องเต้ ฮองเฮา หรือไทเฮา หนึ่งในสามพระองค์นี้เสด็จสวรรคตเท่านั้น!
ไม่ว่าผู้ที่สิ้นพระชนม์ในยามนี้จะเป็นพระองค์ใด ล้วนหมายความว่า วังหลังตลอดไปจนถึงราชสำนักทั้งมวล กำลังจะเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่อาจพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้!
เมิ่งหนานอี้พลันสิ้นความง่วงอย่างสิ้นเชิง นางผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตวาดเสียงดังไปทางห้องด้านนอก ร้องเรียกนางกำนัลที่เฝ้ายามในตอนกลางคืน
“มีผู้ใดอยู่บ้าง! เร็วเข้า! ข้างนอกเกิดเรื่องอันใดขึ้น?!”
นางกำนัลวิ่งล้มลุกคลุกคลานเข้ามาภายในห้อง ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ น้ำเสียงสั่นพร่าไม่เป็นจังหวะ
“เรียนนายหญิง! เป็นตำหนักคุนหนิง… ฮองเฮาทรงสิ้นพระชนม์แล้วเจ้าค่ะ!”
ฮองเฮารึ?!
เมิ่งหนานอี้สัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกสายหนึ่ง แล่นวาบจากฝ่าเท้าขึ้นสู่กลางกระหม่อมตน!
ค่ำคืนนี้ ถูกลิขิตไว้แล้วว่าจะไม่มีผู้ใดข่มตาหลับลงได้อีก
นางมิกล้าชักช้าแม้เพียงเสี้ยวลมหายใจ รีบให้นางกำนัลปรนนิบัติผลัดเปลี่ยนอาภรณ์อย่างเร่งร้อน แม้แต่การแต่งหน้าทำผมให้เรียบร้อยก็ยังมิอาจใส่ใจ จากนั้น จึงผลุนผลันออกจากประตูตำหนัก มุ่งหน้าไปยังตำหนักคุนหนิงด้วยฝีเท้าเร่งร้อนทันที
นอกตำหนักคุนหนิงยามนี้สว่างไสวไปด้วยแสงจากโคมไฟ ขันทีและนางกำนัลต่างก้มหน้ากลั้นลมหายใจ บรรยากาศหนักอึ้งจนแทบทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก ภายในตำหนักยังแว่วเสียงสะอื้นร่ำไห้อย่างยากจะอดกลั้นดังลอดออกมาเป็นระยะ
เมิ่งหนานอี้สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะเร่งฝีเท้าก้าวเข้าไปภายในตำหนัก
สนมชั้นสูงหลายคนมาถึงแล้ว ทุกคนล้วนสวมอาภรณ์สีขาวไว้ทุกข์ คุกเข่าอยู่ด้านข้าง พลางสะอื้นร่ำไห้เสียงแผ่วเบา แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือ ฝ่าบาทเองก็ทรงประทับอยู่ที่นี่แล้วเช่นกัน! พระองค์ทรงหันหลังให้ประตูตำหนัก พระวรกายแข็งทื่อ ยืนแน่นิ่งอยู่เบื้องหน้าแท่นบรรทมของฮองเฮา
หัวใจของเมิ่งหนานอี้พลันบีบรัด นางรีบรุดเข้าไปข้างหน้าอีกหลายก้าว กำลังจะย่อตัวถวายบังคม แล้วเอ่ยถ้อยคำอย่าง “ขอฝ่าบาทโปรดระงับความโศก ทรงรักษาพระวรกายด้วยเพคะ” สักสองสามประโยค
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่นางกำลังจะเปิดปาก ฮ่องเต้ซึ่งเดิมทียืนแข็งค้างไม่ไหวติง กลับพลันหันพระวรกายกลับมาอย่างฉับพลัน!
ดวงเนตรแดงก่ำดุจชโลมด้วยโลหิตคู่นั้น จ้องเขม็งมองมาทางนางอย่างน่ากลัว!
ยังไม่ทันที่เมิ่งหนานอี้จะตั้งสติหรือมีปฏิกิริยาใดๆ ฮ่องเต้ก็ทรงคลุ้มคลั่งขึ้นมาในบัดดล ยื่นพระหัตถ์ออกไปบีบลำคอเรียวระหงของนางอย่างรุนแรง!
เมิ่งหนานอี้ไม่ทันระวังตัว ลมหายใจพลันขาดห้วงในทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดผวา!
นางตระหนักได้ในทันทีว่า ฮ่องเต้ทรงประชวรและอาการเดิมได้กำเริบอีกคราแล้ว!
ฮ่องเต้พระองค์นี้ ยามมีพระสติแจ่มชัด อาจยังทรงสนทนาหัวเราะกับเจ้าได้อย่างอ่อนโยนเป็นกันเอง แต่เมื่อใดที่อาการกำเริบขึ้นมา ก็จะไม่ทรงจดจำญาติสนิทมิตรสหาย กลายเป็นผู้คลุ้มคลั่งดุร้าย กระหายโลหิตแต่เพียงอย่างเดียว!
นี่เองจึงเป็นหนึ่งในเหตุผลว่า ไฉนจึงมักมีสนมสาวอายุน้อยถูกส่งเข้าวังมาได้ไม่นาน แล้วก็ถูกหามออกไปอย่างเงียบงันไร้สุ้มเสียง แน่นอนว่า ในจำนวนนั้นมีอยู่ไม่น้อยที่มิได้สิ้นชีพด้วยพระหัตถ์ของฮ่องเต้โดยตรง ทว่าสตรีในวังหลวงต่างรู้กันอยู่แก่ใจ เพียงแต่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึง และยิ่งไม่มีใครกล้าขุดคุ้ยให้ลึกลงไป
แม้เมิ่งหนานอี้จะเข้าวังมาได้ไม่นานนัก แต่นางกลับโชคร้าย เคยพบเห็นสภาพของฮ่องเต้ยามพระสติวิปลาสมาแล้วครั้งหนึ่ง เพียงเท่านั้นก็เพียงพอให้คาดเดาได้ว่า อาการประชวรของพระองค์กำเริบบ่อยครั้งเพียงใด!
ยามนี้ นิ้วทั้งห้าของฮ่องเต้บีบรัดลำคอนางแน่นดุจห่วงเหล็ก เส้นเอ็นเขียวบนหลังมือปูดโปนขึ้นอย่างน่ากลัว เห็นได้ชัดว่าพระองค์ลงแรงเต็มสิบส่วน ไร้ซึ่งความเวทนาถนอมบุปผางามแม้เพียงครึ่งเสี้ยว!
เมิ่งหนานอี้รู้สึกเพียงว่า กระดูกลำคอของตนส่งเสียงกรอบแกรบเป็นระยะ ภาพตรงหน้าพลันดับมืดครั้งแล้วครั้งเล่า!
นางดิ้นรนอย่างสุดชีวิต เสียงแหบแพร่ร้องขอชีวิตถูกบีบเค้นออกมาจากลำคอของนาง
“ฝ่าบาท… นี่หม่อมฉันเองนะเพคะ…”
นางพยายามปลุกสติของพระองค์ขึ้นมาให้ได้ แม้เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งก็ยังดี
ดวงเนตรแดงก่ำของฮ่องเต้คล้ายหยุดชะงักไปชั่วขณะ ทว่าเพียงพริบตาต่อมา พระองค์ก็กลับจมดิ่งสู่อาการคลุ้มคลั่งอีกครา!
ไม่เพียงไม่คลายมือ กลับยิ่งบีบรัดแน่นกว่าเดิม พระสุรเสียงแหบพร่าราวกับภูตผีร้ายจากขุมนรก
“เรารู้! เรารู้ว่าเป็นฝีมือของเจ้า! นังอสรพิษ! นังหญิงแพศยาโสโครก! กล้าดีถึงขั้นคิดชั่ววางยาพิษสังหารฮองเฮา! เราผู้นี้จะให้เจ้าต้องชดใช้ด้วยชีวิต!”