พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่199 มันกลับมาที่นี่ได้อย่างไร?!
บ
ทที่199 มันกลับมาที่นี่ได้อย่างไร?!
รุ่งเช้าวันถัดมา อาการบาดเจ็บของเมิ่งซีโจวเพิ่งจะทุเลาลง จนพอจะฝืนลุกลงจากเตียงเดินเหินได้บ้าง แต่ก็เป็นไปอย่างยากลำบาก และที่บังเอิญยิ่งกว่านั้นก็คือ ฮูหยินเมิ่งผู้ถูกแทงไปหนึ่งแผล ก็ถูกสาวใช้ประคองให้ลุกจากเตียงมาขยับเคลื่อนไหวตัวในวันนี้ได้เป็นครั้งแรกเช่นเดียวกัน
ทั้งสองพบเจอกันเข้าโดยบังเอิญที่มุมเลี้ยวของระเบียงทางเดิน เป็นดั่งถนนแคบที่ศัตรูย่อมมิอาจหลีกหนีกันได้พ้น
ฮูหยินเมิ่งชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะเย็นชาออกมา สายตากวาดมองเมิ่งซีโจวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“หึ เจ้านี่ช่างดวงแข็งเสียจริง ถูกแทงไปตั้งหลายแผล ยังฟื้นตัวได้รวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวรึ? ช่างตายยากตายเย็นนักนะ!”
ความรู้สึกเสียดายในน้ำเสียงของนางนั้น แทบจะเอ่อล้นออกมาให้สัมผัสได้อย่างชัดเจน รู้อย่างนี้นางควรกำชับพวกมือสังหารเหล่านั้นไว้ตั้งแต่แรกว่า ต่อให้ไม่สามารถเอาชีวิตนังเด็กนี่ได้ อย่างน้อยก็ต้องฟันมือสักข้าง หรือขาสักข้างของมันไว้เป็นที่ระลึก!
ทว่าเมิ่งซีโจวกลับยอบกายคารวะฮูหยินเมิ่งอย่างมีมารยาท สีหน้าท่าทางเรียบร้อยสำรวม น้ำเสียงเคารพนอบน้อม หากวาจาที่เอ่ยออกมานั้นกลับคมกริบราวมีด ทุกคำล้วนจ้วงแทงตรงเข้าสู่กลางใจ
“บาดแผลเล็กน้อยของลูกคนนี้ จะเทียบเคียงกับท่านแม่ได้อย่างไรกันเล่า? ท่านแม่ต่างหากที่รับคมมีดเข้าไปเต็มๆ จนเกือบจะได้ไปเฝ้าพญายมอยู่รอมร่อแล้วมิใช่รึ?ได้ยินว่าหลายวันที่ท่านแม่นอนซมอยู่บนเตียง ท่านพ่อไม่เคยมาเยี่ยมเยียนอีกเลยแม้สักครั้ง ท่านแม่ว่า…คราวนี้ท่านพ่อคงหมดใจต่อท่านจริงๆแล้วกระมัง? ถึงได้คิดจะตัดขาดความสัมพันธ์กับท่านแม่แต่เพียงเท่านี้… ยามนี้ท่าแม่ราวกับสุนัขหัวเน่าเลย ท่านคิดเช่นนั้นหรือไม่?”
นางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงเบาหวิวคล้ายเพียงกำลังพูดคุยเรื่องลมฟ้าอากาศ ทว่าทุกถ้อยคำกลับทิ่มแทงลงบนบาดแผลเจ็บปวดที่สุดของฮูหยินเมิ่งอย่างแม่นยำ!
เรื่องที่เมิ่งซีโจวถูกลอบสังหารแล้วโยนความผิดไปให้ตระกูลจี้นั้น ฮูหยินเมิ่งย่อมมิอาจแก้ต่างได้จริงๆ
หรือจะให้เมิ่งชินรุ่ยลดตัวไปเผชิญหน้ากับตระกูลจี้เพื่อไต่ถามความจริง? หากทำเช่นนั้น มีแต่จะทำให้หน้าตาของทั้งสองตระกูลย่อยยับ อีกทั้งยังอาจตัดหนทางที่ตระกูลเมิ่งจะกอบโกยผลประโยชน์จากตระกูลจี้จนสิ้นได้!
เพราะหากว่ากันตามสายโลหิตแล้ว ฮูหยินเมิ่งผู้นี้ก็คือคนของตระกูลจี้อยู่ดี น้ำโสโครกถังนี้ถูกสาดใส่นางเสียจนต่อให้มีร้อยปากก็ยากจะโต้แย้ง!
เป็นดังคาด ฮูหยินเมิ่งถูกวาจานั้นอุดปากจนใบหน้าเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง นางจ้องเมิ่งซีโจวตาเขม็ง แววเคียดแค้นชิงชังในสองตาแทบจะกลั่นออกมาเป็นหยดเลือด
“เจ้า! เจ้าคิดหรือว่าตนจะโชคดีได้เช่นนี้ทุกครั้งไป จะมีคนบังเอิญโผล่ไปช่วยเจ้าได้พอดีทุกครั้งรึ? หึ หากคิดจะลงมือ โอกาสยังมีอีกมาก! สักวันหนึ่ง เจ้าจะต้องกลายเป็นศพถูกทิ้งอยู่กลางทุ่งร้าง จะต้องตายอย่างไร้ดินกลบหน้า!”
เมิ่งซีโจวได้ยินเช่นนั้น ไม่เพียงไม่รู้สึกขุ่นเคือง กลับยังพยักหน้าเห็นพ้องด้วยอย่างยิ่ง
“วาจาประโยคนี้ของท่านแม่ ลูกขอมอบคืนให้แก่ท่านเช่นกันเจ้าค่ะ เพียงแต่หากเทียบกับการตรึกตรองทั้งวันทั้งคืนจนแทบสิ้นเปลืองสมอง ว่าจะสังหารลูกคนนี้อย่างไร ท่านอาจสมควรครุ่นคิดหาหนทางรอดก่อนเสียมากกว่า ว่าจะทำอย่างไรให้เมิ่งหนานอี้มีชีวิตรอดอยู่ในวังหลวงได้ วังหลังลึกล้ำน่าพรั่งพรึงดุจถ้ำพญาเสือซ่อนมังกร ทุกย่างก้าวล้วนเต็มไปด้วยคมสังหารที่มองไม่เห็น วันคืนในสถานที่แห่งนั้น… หาได้ผ่านพ้นง่ายดายนัก”
นางกล่าวพลางค่อยๆเดินผ่านกายฮูหยินเมิ่งไป เมื่อเฉียดผ่านกัน ยังยกมือขึ้นตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ คล้ายทั้งปลอบโยนคล้ายทั้งเย้ยหยันในคราวเดียวกัน
วันนี้เอง คือวันที่อนุหลิวจะจัดให้เมิ่งจิ่งหมิงกลับเข้าจวนอย่างเปิดเผย และถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณี
เมิ่งชินรุ่ยเพิ่งเสร็จจากประชุมราชสำนักยามเช้า เนื่องด้วยเมื่อคืนจู่ๆฮองเฮาก็สิ้นพระชนม์อย่างกะทันหัน บรรยากาศภายในวังจึงกดดันอึมครึมอย่างยิ่ง แม้เขาจะรู้สึกว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำแปลกประหลาด ทว่าฮ่องเต้กลับปิดข่าวไว้แน่นหนา เขาย่อมไม่กล้าจะคาดเดาต่อให้มากความ
เพียงรู้สึกว่าหนังตาขวากระตุกไม่หยุด จิตใจพลันเกิดความไม่สงบขึ้นอย่างไร้สาเหตุ ท้ายที่สุดก็ทำได้เพียงปลอบใจตนเองว่า คงเพราะเมื่อคืนพักผ่อนไม่เพียงพอเท่านั้นเอง
ครั้นเพิ่งกลับมาถึงหน้าประตูจวน เขากลับได้รับข่าวดีอันใหญ่หลวง ประหนึ่งสายฟ้าฟาดเข้าใส่จนรู้สึกมึนงงไปหมด!
บุตรชายคนรองเมิ่งจิ่งหมิงที่หายสาบสูญไปเนิ่นนาน และเขาเคยคิดว่าจะต้องเผชิญเคราะห์ร้ายมากกว่ารอดชีวิตผู้นั้น… กลับถูกตามหาตัวจนพบแล้ว!
นั่นคือบุตรชายผู้เคยเก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ เป็นลูกชายที่เขาเคยฝากความหวังไว้อย่างสูงยิ่ง!
เงาทะมึนในใจของเมิ่งชินรุ่ยพลันถูกความยินดีนี้ พัดพาให้สลายไปกว่าครึ่งในชั่วพริบตา ฝีเท้าของเขาเบาขึ้นโดยไม่รู้ตัว รีบมุ่งหน้าไปยังโถงใหญ่ทันที
ทว่าเพียงก้าวเข้าประตูโถงไป และได้เห็นฮูหยินเมิ่งซึ่งอยู่ในที่นั้นด้วยเช่นกัน ทั้งยังมีสีหน้าอึมครึมมืดมนเสียจนแทบจะกลั่นหยดน้ำออกมาได้ อารมณ์ดีที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งของเขา ก็พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น
ยิ่งเมื่อนึกขึ้นได้ว่า การหายตัวไปของเมิ่งจิ่งหมิงในครั้งนั้น เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเป็นฝีมือของฮูหยินเมิ่ง ความปลาบปลื้มยินดีอีกครึ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ ก็พลันหายวับไปจนไม่เหลือแม้แต่เงาเช่นกัน
ยามนี้ในใจของฮูหยินเมิ่งราวกับมีคลื่นยักษ์โหมซัดถล่มฟ้าดิน นางจ้องเขม็งไปยังร่างผ่ายผอมซูบเซียวที่นั่งตัวตรงอยู่กลางโถง และกำลังก้มศีรษะลงต่ำอยู่ตรงนั้นแล้ว นางแทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเองแม้แต่น้อย!
เมิ่งซีโจวสามารถหนีรอดกลับมาจากสถานที่ป่าเถื่อนเช่นหมู่บ้านเสี่ยวเหอได้ นั่นยังพอจะมีความเป็นไปได้อยู่สักหนึ่งในหมื่นส่วน ทว่าเมิ่งจิ่งหมิงเล่า… เขาไม่มีทางหลุดรอดออกมาจากสถานที่แห่งนั้น ในสภาพเช่นนั้นได้อย่างเด็ดขาด!
เขาทำได้อย่างไรกัน?!
ปีนั้น นางวางยาเขาไปมากนัก เขาควรจะถูกทำลายสติจนสิ้นแล้ว ควรต้องกลายเป็นคนวิกลจริต พูดจาเลอะเลือนไม่เป็นภาษา สภาพมิต่างจากซากศพเดินได้จึงจะถูก! แล้วเหตุใดบัดนี้ดูๆไป… เขากลับยังสามารถครองสติปัญญาไว้ได้เล่า? ยังถึงกับนั่งตั้งกายตรงอยู่ตรงนี้ได้ด้วยซ้ำ?!
เมื่อครั้งที่เผชิญหน้ากับอนุหลิวครั้งนั้น นางยังจะพอฝืนปฏิเสธอย่างถึงที่สุดได้ ทว่าตอนนี้ เรียกได้ว่าทั้งพยานบุคคลและหลักฐานล้วนพร้อมสรรพ…
ซ้ำยังบังเอิญเป็นช่วงเวลาที่นางเพิ่งจะถูกเมิ่งซีโจวใส่ร้ายมาด้วย ความไว้วางใจที่เมิ่งชินรุ่ยมีต่อนางนั้น ก็ได้พังทลายลงจนไม่เหลือดีแล้วในยามนี้… ครั้งนี้ เกรงว่านางคงยากจะหนีเคราะห์กรรมได้พ้นเสียแล้ว!