พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่200 หรือควรเรียกเจ้าว่า...น้องสามดี?
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่200 หรือควรเรียกเจ้าว่า...น้องสามดี?
บทที่200 หรือควรเรียกเจ้าว่า…น้องสามดี?
ฮูหยินเมิ่งพยายามข่มความหวาดหวั่น และเพลิงโทสะที่พลุ่งพล่านอยู่ในอกไว้อย่างสุดกำลัง ก่อนจะฝืนคลี่ยิ้มแล้วลุกขึ้นออกไปต้อนรับเมิ่งชินรุ่ย
ทว่าเมิ่งชินรุ่ยกลับทำเสมือนนมองไม่เห็นนาง สีหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ เขาเดินเฉียดผ่านข้างกายนางไปโดยไม่แม้แต่จะหยุดฝีเท้า พร้อมก้าวยาวๆมุ่งตรงไปหาเมิ่งจิ่งหมิงทันที
“จิ่งหมิง! ลูกพ่อ!”
เมิ่งชินรุ่ยคว้าบ่าผอมบางทั้งสองของเมิ่งจิ่งหมิงไว้ในทันที เมื่อเห็นสภาพผ่ายผอมจนแทบจะเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกของเขา ในอกก็ยากที่จะข่มความรู้สึกเจ็บใจไว้ได้
“ชีวิตที่ผ่านมาของเจ้า คงจะลำบากมามากเกินพอแล้ว!”
ร่างของเมิ่งจิ่งหมิงดูเหมือนจะแข็งเกร็งอยู่บ้าง เฉกเช่นตอนที่เขาเพิ่งได้พบอนุหลิวใหม่ๆไม่มีผิด
ริมฝีปากของเขาขยับแผ่วเบาอยู่หลายครั้ง ถ้อยคำนั้นคล้ายถูกเคี้ยวบดวนเวียนอยู่ในปากนับครั้งไม่ถ้วน กว่าจะฝืนเปล่งออกมาได้อย่างฝืดฝืนในที่สุด
“ท่านพ่อ… ขอแค่ลูกกลับมาได้ ก็พอใจแล้วขอรับ…”
เมิ่งชินรุ่ยยื่นมือออกไปโอบกอดเขาไว้ แล้วตบฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของเขาแรงๆอยู่หลายครา
“เด็กดี เจ้ากลับมาก็ดีแล้ว!”
เขาคลายอ้อมแขนออก ก่อนจะถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว สีหน้าค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ก่อนจะถามคำถามที่จี้ลงกลางใจฮูหยินเมิ่ง และเป็นคำถามที่นางหวาดกลัวอย่างที่สุด
“จิ่งหมิง เจ้าบอกพ่อมาเถิด ตอนนั้น… แท้จริงแล้วเจ้าหายตัวไปได้อย่างไร? ถูกผู้ใดลักพาตัวไปกันแน่? แล้วหลายปีมานี้เจ้าไปอยู่ที่ใดมา?”
เมื่อเมิ่งจิ่งหมิงได้ยินถ้อยคำถามเหล่านี้ ร่างทั้งร่างของเขาก็พลันสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็แทบสังเกตไม่เห็น
ความลังเลเพียงเล็กน้อยเมื่อครู่ได้มลายหายไปในชั่วพริบตา นัยน์ตาของเขาพลันปะทุความรู้สึกเคียดแค้นรุนแรง จนแทบจะกดข่มเอาไว้ไม่อยู่ เขายกมือขึ้นชี้ตรงไปยังเมิ่งซีโจวซึ่งนั่งจิบชาอยู่ข้างๆอย่างสบายอารมณ์ทันที!
“เป็นนาง! เป็นเมิ่งซีโจว! เป็นนางที่ทำให้ข้าต้องไปใช้ชีวิตระหกระเหินอยู่นอกจวนมานานหลายปี มีบ้านแต่ก็มิอาจกลับมาได้ ทำให้ข้าต้องทนทุกข์ทรมานมากมายสารพัด!”
ทันทีที่ถ้อยวาจาเหล่านี้หลุดออกมา ผู้คนทั่วทั้งโถงใหญ่ก็พลันตื่นตกตะลึง!
เมิ่งชินรุ่ยนึกไม่ถึงจริงๆว่าคำตอบจะกลับกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ ร่างทั้งร่างของเขาจึงแข็งค้างไปในทันที
ฮูหยินเมิ่งยิ่งเหมือนถูกคลื่นใหญ่ซัดเข้าใส่กลางอก นางมองไปทางเมิ่งซีโจวอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง แล้วหันกลับไปมองเมิ่งจิ่งหมิงที่กำลังกล่าวหาอีกฝ่ายอย่างเดือดดาล ชั่วขณะหนึ่งกลับจับต้นชนปลายไม่ถูก ว่าเรื่องนี้แท้จริงเป็นมาเช่นใดกันแน่
ทว่าเมิ่งซีโจวกลับไม่แม้แต่จะขยับคู่คิ้วแม้เพียงนิด บนใบหน้ายังไร้ซึ่งอาการตกใจ ลนลาน หรือขุ่นเคืองแม้เพียงครึ่งส่วนให้เห็น
นางวางถ้วยชาลงอย่างไม่รีบร้อน จากนั้นจึงค่อยๆลุกขึ้นยืน
แต่เพราะอาการบาดเจ็บยังไม่หายดีนัก การเคลื่อนไหวของนางจึงดูเชื่องช้าอยู่บ้าง หากแต่กลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันสงบนิ่งสายหนึ่งอย่างน่าประหลาดใจ
นางค่อยๆสาวเท้าก้าวเดินเข้าไปเบื้องหน้าเมิ่งจิ่งหมิงทีละก้าวทีละก้าว ผู้ซึ่งยามนี้กำลังตื่นเต้นตกใจจนร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน ครั้นไปถึงตรงหน้าเขา นางจึงหยุดฝีเท้าลง แล้วยืนมองเขาจากเบื้องสูงด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง
เมิ่งจิ่งหมิงถูกสายตาเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น หากแต่ลึกล้ำจนมิอาจหยั่งถึงของนางจับจ้อง พลันรู้สึกใจฝ่อขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ลมหายใจก็พลันติดขัดไปชั่วขณะ เขาจึงรีบยืดแผ่นหลังขึ้นตั้งตรงโดยไม่รู้ตัว หมายจะเสริมอำนาจบารมีให้ตนดูน่าเกรงขามขึ้นสักหน่อย
ทว่าเมิ่งซีโจวกลับมิได้เอ่ยวาจากับเขาในทันที นางเพียงเบนสายตาไปทางอนุหลิว ผู้ซึ่งนิ่งเงียบมาแต่ต้นจนถึงบัดนี้
“อนุหลิว” นางเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า “ท่านคิดว่าสิ่งที่พี่รองกล่าวมา… ถูกต้องหรือไม่?”
อนุหลิวยังคงเงียบงันไม่เอ่ยคำใด นิ้วมือบิดผ้าเช็ดหน้าด้วยความตึงเครียด จนยามนี้แทบจะขยำมันจนยับยู่ยี่แล้ว
เมิ่งซีโจวเองก็มิได้เร่งเร้า เพียงแต่พลันวกวาจา น้ำเสียงกระจ่างชัดดังกังวานไปทั่วโถงหลักที่เงียบงัน
“แต่ก่อนจะถกเถียงกันว่าถูกหรือผิด เห็นทีคงต้องแยกแยะให้กระจ่างเสียก่อนว่า… จริงหรือเท็จ”
สายตาของนางกวาดผ่านร่างของเมิ่งจิ่งหมิง ซึ่งสีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยเพราะคำพูดของนาง ก่อนจะหันกลับไปมองอนุหลิวอีกครา
“อนุหลิว ท่านลองพินิจดูให้ดีเถิด ว่าคนตรงหน้าผู้นี้… ถามสิ่งใดก็ไม่รู้สักอย่าง ขลาดเขลาขี้ขลาดจนหดหัวเช่นนี้ เขายังเป็นบุตรชายของท่าน เมิ่งจิ่งหมิง จริงๆหรือไม่?”
“เมิ่งจิ่งหมิง” ราวกับถูกแมงป่องต่อยเข้าอย่างจัง จู่ๆก็กระโดดผึงขึ้นมา เสียงดังแหลมยิ่งขึ้นกว่าเดิมเพราะแรงโทสะ
“เมิ่งซีโจว เจ้าหมายความเช่นใด?! เจ้าทำร้ายข้าไม่สำเร็จ บัดนี้ยังคิดจะใส่ร้ายว่าข้าเป็นตัวปลอมอีกรึ?!”
แต่เมิ่งซีโจวกลับไม่แยแสเสียงตวาดด้วยความเกรี้ยวกราดของเขาเลยแม้แต่น้อย สายตาของนางยังคงตรึงอยู่บนร่างของอนุหลิว ผู้ซึ่งยามนี้เริ่มสั่นเทิ้มขึ้นมาทีละน้อยอย่างไม่อาจควบคุม
“อนุหลิว ท่านจงคิดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนเถิด เพื่อปีศาจภูตพรายตนหนึ่งที่ไม่รู้โผล่มาจากแห่งหนใด ทั้งยังมายึดครองร่างของพี่รองเอาไว้ ท่านถึงกับจะตอบแทนบุญคุณด้วยความแค้น ยอมเอาอนาคตของตนเองกับพี่รองตัวจริงไปเสี่ยงด้วยเช่นนี้… สุดท้ายแล้ว มันคุ้มค่าจริงหรือไม่?”
อนุหลิวพลันเงยหน้าขึ้นอย่างแรง จ้องมองไปทาง ‘เมิ่งจิ่งหมิง’ ที่ยามนี้กำลังเดือดดาลจนแทบคลุ้มคลั่ง ก่อนจะรีบก้มหน้าลงอีกครา ประกายในดวงตานางวูบไหวอย่างบ้าคลั่ง ราวกับกำลังดิ้นรนต่อสู้อยู่ภายใน เห็นได้ชัดว่าในใจนางกำลังเผชิญศึกหนักระหว่างสวรรค์กับมนุษย์อย่างรุนแรงถึงขีดสุด!
และในชั่วขณะนั้นเอง เมิ่งซีโจวก็หันขวับไปทาง ‘เมิ่งจิ่งหมิง’ ที่ยามนี้ยังคงด่าทอไม่หยุด ดวงตาคมกริบของนางประดุจสายฟ้าฟาด
“แล้วเจ้าคิดอย่างไรเล่า? จางจั๋ว? หรือข้าควรจะเรียกเจ้าว่า… น้องสามดี?”
เสียงด่าทอทั้งหมดของ ‘เมิ่งจิ่งหมิง’ พลันขาดหายไปในบัดดล!
เขาคล้ายถูกใครสักคนลงอาคมตรึงร่างไว้ในชั่วพริบตา ร่างทั้งร่างแข็งค้างอยู่กับที่ สีหน้าโกรธเกรี้ยวบิดเบี้ยวเมื่อครู่พลันแข็งค้างอยู่เช่นนั้น ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกและหวาดกลัวสุดขีด ของผู้ที่ถูกมองทะลุถึงความลับเบื้องลึกสุดของจิตใจได้อย่างทะลุปรุโปร่ง!
เขาจ้องมองเมิ่งซีโจวอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา ประหนึ่งว่ากำลังจ้องมองสัตว์ประหลาดตนหนึ่งอยู่ก็คงจะไม่เกินจริงนัก!