พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่216 ชู้รักที่หมดรัก?
บทที่216 ชู้รักที่หมดรัก?
“เป็นไปไม่ได้!” น้ำเสียงของฮูหยินเมิ่งพลันแหลมสูงขึ้นทันใด แหลมคมจนแทบจะกรีดทะลุกระดาษหน้าต่างให้ฉีกขาดได้
นางจ้องฉินหลางตาเขม็ง แต่กลับพบว่าคู่คิ้วของเขาขมวดแน่นเข้าหากัน สีหน้านั้นมีเพียงความรังเกียจลึกล้ำต่อถ้อยวาจาเหลวไหลของนาง และคล้ายหมดความอดทนอย่างสิ้นเชิงเท่านั้น ไม่มีร่องรอยเสแสร้งแม้เพียงครึ่งส่วน
ราวกับในชั่วพริบตานั้น เรี่ยวแรงทั่วร่างของฮูหยินเมิ่งถูกสูบหายไปจนหมดสิ้น สีหน้าของนางยามนี้ว่างเปล่า ดูเลื่อนลอยประหนึ่งไร้วิญญาณ ขาทั้งสองพลันอ่อนยวบโซเซถอยหลังไปหลายก้าว ปากก็พึมพำกับตนเองไม่หยุด
“เป็นไปไม่ได้… นี่ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้…”
“ไม่ ข้าไม่เชื่อ!” จู่ๆนางก็คล้ายคนเสียสติ พุ่งเข้าหาบุรุษผู้นั้นอย่างรุนแรง มือคว้าแขนเสื้อของฉินหลางไว้แน่นไม่ยอมปล่อย หยาดน้ำตาไหลหลั่งประหนึ่งสายฝน กิริยามารยาททั้งปวงพลันมลายหายไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือเค้าของสตรีผู้วางแผนลึกซึ้ง คุมเกมอยู่ในกำมือดังเช่นยามปกติอีกเลยแม้แต่น้อย
“เป็นนาง! เป็นเมิ่งซีโจวที่ข่มขู่ท่านใช่หรือไม่? เป็นนางที่บีบบังคับให้ท่านพูดเช่นนี้ใช่หรือไม่?”
“ข่มขู่รึ?” ความอดทนเสี้ยวสุดท้ายในดวงตาของฉินหลางพลันมอดดับลงจนสิ้น เหลือไว้เพียงความชิงชังเย็นเยียบเสียดกระดูก เขาสะบัดมือของฮูหยินเมิ่งออกอย่างแรง และแรงสะบัดนั้นก็หนักหน่วงเสียจนร่างของนางล้มทรุดลงไปนั่งกองกับพื้นทันที
เขาก้มลงมองนางจากเบื้องสูง แววตาคู่นั้นราวกับกำลังจ้องมองกองอาจมโสโครกชวนคลื่นเหียนกองหนึ่ง
“จี้เซิงปี่ ข้าชักจะเริ่มชิงชังเจ้าเข้ากระดูกดำแล้วจริงๆ! หากปีนั้นมิใช่เพราะเจ้าหว่านล้อมข้าด้วยวาจาหวานหู หลอกล่อจนข้ายอมรับโทษผิดมหันต์นั้นแทนเจ้าอย่างเต็มใจ ด้วยสติปัญญาและความสามารถของข้า ไหนเลยจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่กลางไร่นาในชนบททั้งชีวิตเช่นนั้น ต้องตกต่ำกลายมามีสภาพเช่นนี้! ตอนนั้น ข้าคงจะดวงตามืดบอดไปจริงๆ จึงได้เห็นตัวจัญไรเยี่ยงเจ้าเป็นสตรีดีงามที่คู่ควร ทั้งยังมอบใจรักอย่างลึกซึ้งให้แก่เจ้า! นึกแล้วข้าก็ช่างแค้นใจนัก แค้นจนอยากจะให้ชาตินี้ไม่ต้องเคยรู้จักกับเจ้ามาก่อน!”
ทุกถ้อยทุกคำประหนึ่งคมมีดที่เฉียบคม เชือดเฉือนและบดขยี้ความหวังกับหลักยึดเสี้ยวสุดท้ายในใจของฮูหยินเมิ่งจนแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี
ร่างของนางอ่อนปวกเปียกอยู่กับพื้น ใบหน้าซีดเทาราวเถ้าถ่าน คล้ายโลกทั้งใบกำลังพังครืนแตกสลายลงต่อหน้าต่อตา
เมิ่งซีโจวยืนมองอยู่ด้านข้างด้วยสายตาเย็นชา กระทั่งยามนี้จึงค่อยเบือนศีรษะเล็กน้อย หันไปเอ่ยกับฉินหลางว่า
“ที่เหลือข้าจัดการต่อเอง ท่านออกไปก่อนเถิด”
ฉินหลางได้ยินดังนั้น ก็ประสานมือค้อมกายคารวะเมิ่งซีโจวอย่างนอบน้อม จากนั้นจึงค่อยหมุนกายเดินจากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่เหลียวกลับมามองอีกเลย แม้แต่หางตาก็ยังไม่เหลือบมองฮูหยินเมิ่งที่อยู่บนพื้นแม้แต่ปราดเดียว
“พันหมื่นเรื่องราว สุดท้ายก็เป็นเพียงฝันหนึ่งตื่น เมื่อสิ้นคำว่ารัก จึงเหลือเพียงความว่างเปล่าเท่านั้นเอง”
เมิ่งซีโจวก้าวไปหยุดยืนข้างกายฮูหยินเมิ่ง น้ำเสียงของนางคล้ายคนเพิ่งฟังงิ้วชั้นเลิศซึ่งเต็มไปด้วยคลื่นลมพลิกผัน และกำลังปิดม่านจบบนเวทีในโรงน้ำชา ทั้งยังอดที่จะทอดถอนใจออกมาไม่ได้
“เมิ่ง – ซี – โจว!!!”
ฮูหยินเมิ่งเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน ถ้อยคำแต่ละพยางค์ราวกับถูกรีดเค้นออกมาจากซอกฟันที่ชุ่มโชกด้วยเลือด ในดวงตาลุกโชนด้วยเพลิงแห่งความเคียดแค้น และคลุ้มคลั่งประหนึ่งคลื่นเพลิงซัดใส่ท้องนภา ทว่าเรือนกายกลับอ่อนแรงเป็นระลอก เพราะถูกกระแทกกระทั้นด้วยความสะเทือนใจอย่างรุนแรง
นางฝืนพยุงร่างไว้ แล้วแผดเสียงแหบพร่าออกมาด้วยความเดือดดาล
“เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อเจ้ารึ?! กลอุบายต่ำช้าตื้นเขินเช่นนี้ ช่างลำบากเจ้าแล้วจริงๆ ที่ยังอุตส่าห์คิดสารพัดวิธีเอามาใช้กับข้าได้!”
“ข้ากับฉินหลางรู้จักกันมาตั้งแต่เยาว์วัย เป็นคู่รักวัยเยาว์ที่เติบโตมาด้วยกัน รู้พื้นเพและอุปนิสัยกันและกันอย่างลึกซึ้ง! ความรักที่เขามีต่อข้า ฟ้าดินล้วนเป็นพยานได้! เขาถึงขั้นเคยยอมตายเพื่อข้าด้วยซ้ำไป! แล้วข้ายังมีสิ่งใดให้ต้องระแวงเขาอีกเล่า? อาศัยเพียงเจ้า ไม่รู้ไปหาคนผู้หนึ่งที่มีหน้าคล้ายเขามาจากที่ใด ก็คิดจะยุแยงให้ข้ากับเขาแตกคอกัน คิดจะตั้งข้อกังขาต่อสายใยรักของเราทั้งสองคนอย่างนั้นรึ?! เจ้าฝันกลางวันอันใดกัน!”
“ช่างซาบซึ้งกินใจยิ่งนักเจ้าค่ะ ท่านแม่”
เมิ่งซีโจวยกมือขึ้นปรบเบาๆพร้อมรอยยิ้มบาง ทว่าแววตากลับเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็ง
“เพียงแต่ท่าทางดื้อดึงไม่ยอมรับความจริงของท่านในยามนี้ จะต่างอันใดกับอนุหลิวที่เป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมเชื่ออย่างสุดหัวใจว่า แก่นข้างในของเมิ่งจิ่งหมิงนั้นถูกเปลี่ยนไปนานแล้ว? ก็ล้วนเป็นเพียงคนที่พยายามอย่างสุดชีวิตที่จะคลุมโปงมุดหัว เฝ้าหลอกตัวเองทั้งสิ้น ช่างน่าสงสาร น่าเวทนา และน่าทอดถอนใจเสียจริงๆ~”
ถ้อยคำของนางเสียดแทงฮูหยินเมิ่งจนแทบคลุ้มคลั่ง ฮูหยินเมิ่งลุกพรวดขึ้น คว้าถ้วยชาที่อยู่ข้างกายขึ้นมา แล้วขว้างลงกับพื้นอย่างแรง จนเศษกระเบื้องแตกกระจายเกลื่อนกลาดไปทั่ว!
“ชะตาของเจ้าได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่า จะต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนเดียวดาย ต่อให้รอไปอีกสิบชาติ เจ้าก็จะไม่มีวันได้พบบุรุษจริงใจดังเช่นที่ฉินหลางปฏิบัติต่อข้า!”
ฮูหยินเมิ่งตวาดเสียงดังลั่นจนแทบเสียสติ
สำหรับนางแล้ว ความคิดถึงอาลัยอาวรณ์ที่มีต่อฉินหลางนั้น ได้ฝังลึกอยู่ในก้นบึ้งแห่งหัวใจ คอยเฝ้ากัดกินจิตใจของนางทั้งกลางวันกลางคืนไม่หยุดหย่อน จึงมิใช่เพียงเยื่อใยเก่าแก่ธรรมดา หากแต่เป็นช่องว่างเพียงเสี้ยวเดียวในกรงขังแห่งนี้ ที่ทำให้นางยังพอหายใจได้คล่อง เป็นความหวังทั้งหมดที่ช่วยค้ำยันให้นางมีชีวิตอยู่ต่อไปได้!
เดิมทีนางควรมีอนาคตสดใสรุ่งโรจน์ เส้นทางเบื้องหน้าควรต้องปูด้วยแพรพรรณงดงาม เกียรติยศควรพรั่งพร้อมไร้ขอบเขต ทว่ากลับถูกบีบบังคับให้แต่งกับคนสามัญต่ำต้อยไร้ความสามารถเช่นเมิ่งชินรุ่ย จำต้องทนรับความอัปยศอดสูมาเนิ่นนาน!
เป็นฉินหลาง มีเพียงฉินหลางเท่านั้น ที่เป็นแสงสว่างหนึ่งเดียวในชีวิตอันมืดมิดไร้ตะวันของนาง! ภายหลัง เมื่อนางคิดว่าฉินหลางตายไปแล้ว หนานหนานที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลัง จึงได้กลายเป็นประกายไฟเพียงหนึ่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ท่ามกลางเถ้าถ่าน เป็นเสาหลักทั้งหมดที่พยุงให้นางสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้!
แต่บัดนี้กลับมีคนมาบอกนางว่า แสงสว่างที่ปรากฏนั้นหาได้เคยมีอยู่จริงไม่ ความรักนั้นล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา แม้กระทั่งเสาหลักสุดท้ายนี้ ก็เป็นเพียงปราสาทลวงกลางห้วงอากาศเช่นกัน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นเพียงความหลงตนงมงายอันน่าขันอย่างที่สุดของตัวนางเองอย่างนั้นหรือ?!
แล้วจะให้นางยอมรับได้อย่างไรกัน!
นี่เท่ากับบดขยี้ความเชื่อมั่นที่นางยึดถือมาตลอดสิบกว่าปี พร้อมกับความหวังทั้งหมดที่นางเฝ้าฝันถึงในอนาคตข้างหน้า ให้แหลกละเอียดกลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตา!
“ชะตากรรมของข้าจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ อย่างไรเสียท่านแม่ก็ถูกลิขิตให้ไม่มีวันได้เห็นอยู่แล้ว เช่นนั้นยังจะใส่ใจไปไยเล่า?” เมิ่งซีโจวยิ้มอย่างไม่ยี่หระ ก่อนวาจาจะพลันเปลี่ยนทิศ
“แต่ว่า ท่านแม่เอาแต่พร่ำบอกอยู่ทุกคำว่า ท่านกับฉินหลางผู้นั้นรักมั่นดุจทองดุจศิลา ต่อให้ตายจากกันไปก็ไม่แปรเปลี่ยน เช่นนั้นแล้ว… ท่านวางท่านพ่อไว้ ณ ที่ใดกัน?”
ยามนี้จิตใจของฮูหยินเมิ่งเลื่อนลอยพร่าเลือนเต็มที นางทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะ ท่าทางคล้ายคนเสียสติ “เมิ่งชินรุ่ยน่ะรึ? ฮ่า ๆๆ… เจ้าคนไร้น้ำยาพรรค์นั้น! คู่ควรกับข้าด้วยรึ?!”
เมิ่งซีโจวแสร้งยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ ครั้นแล้วประกายคมกล้าก็วาบผ่านดวงตาทั้งสองของนาง นางหัวเราะพลางเอ่ยหนึ่งวาจาซ่อนแฝงเป็นนัยว่า
“เส้นทางแห่งหมากล้อม เมื่อลงหมากไปแล้วย่อมไร้ทางหวนคืน ท่านแม่… วาจาเมื่อสักครู่เมื่อหลุดปากเอ่ยออกมาแล้ว ท่านจำต้องรับผลที่จะตามมาให้ได้”
กล่าวจบ นางก็หันหน้าไปทางประตูห้อง ก่อนจะเปล่งเสียงดังขึ้นว่า “เข้ามาเถิดเจ้าค่ะท่านพ่อ คิดว่าท่านพ่อคงได้ยินหมดแล้วกระมัง?”