พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่225 เมิ่งซีโจวติดคุก!?
บทที่225 เมิ่งซีโจวติดคุก!?
เมื่อได้ยินวาจาของเมิ่งชินรุ่ย เขากลับหัวเราะเสียงต่ำออกมา
“ท่านพ่อ… เห็นแก่ที่ให้กำเนิดข้า… ข้าจะขอเรียกท่านว่าพ่อไปก่อนก็แล้วกัน จากคำกล่าวของท่านเมื่อครู่ หากข้าแทงเมิ่งซีโจวจนตาย นั่นก็นับเป็นเรื่องอัปยศในครอบครัวเช่นกันใช่หรือไม่? หากเป็นเช่นนั้น ท่านก็จงเตรียมตัวเป็นรายต่อไป! คนไร้น้ำยาเช่นท่านนั้น เพียงโชคดีที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดก็เท่านั้นเอง!”
ถ้อยวาจาทั้งหมดที่เมิ่งจิ่งหมิงพ่นออกมานั้น ทำเอาเมิ่งชิงรุ่ยถึงกับตะลึงงันจนสองหูอื้ออึง แทบไม่ได้ยินสิ่งใดชัดเจน อย่างดีที่สุดก็เพียงประโยคหนึ่งที่ดังแจ่มชัดเต็มสองหู — คำพูดอุกอาจไม่คำนึงถึงฐานะบุตรบิดาที่ว่า “โชคดีที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดก็เท่านั้นเอง”!
เขาโกรธจนหน้ามืด ยามนี้ปอดแทบระเบิดด้วยโทสะ
“ดี… ดีเหลือเกิน! อนุหลิวช่างอบรมเลี้ยงดูบุตรชายได้ดีเยี่ยมนัก! ช่างเป็นบุตรชายที่แสนประเสริฐของข้าอย่างแท้จริง!”
“เช่นนั้นข้าจะถือว่าท่านพ่ออนุญาตให้ข้าลงมือแล้ว!” จางจั๋วเลือกฟังเพียงถ้อยคำที่ตนอยากได้ยินเท่านั้น ก่อนจะสรุปเอาเองตามอำเภอใจ
เมิ่งชินรุ่ยไม่คิดจะเสียเวลาพูดกับลูกทรพีที่ดื้อด้านไม่ฟังเหตุผล และราวกับคนคลุ้มคลั่งผู้นี้อีกแม้สักครึ่งคำ!
เขาหลับตาลง แผ่นอกกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง ทว่าไม่ยอมเอ่ยปากพูดคำใดอีกเลย
สองพ่อลูกที่เพิ่งมาพบกันกลางทางคู่นี้ จึงเดินทางกลับจวนไปโดยไร้วาจา
นับตั้งแต่วันนั้นที่ปะทะฝีปากกับเมิ่งซีโจว ฮูหยินเมิ่งก็ล้มป่วยจนลุกไม่ขึ้น เชิญหมอชื่อดังมาดูอาการไม่รู้กี่คนต่อกี่คน ทุกคนล้วนแต่ส่ายหน้า บอกเพียงว่า ‘โรคใจยังต้องใช้ยาใจรักษา’ ทั้งยังมองเมิ่งชินรุ่ยด้วยสายตาแปลกประหลาดอย่างยากจะเอื้อนเอ่ย
ส่วนอนุเสิ่นนั้นกำลังยุ่งอยู่กับการช่วยเมิ่งซีโจวดูแลกิจการค้าขายนอกจวน เรื่องราวในเรือนหลังจึงตกไปอยู่ในมือของอนุหลิวเป็นการชั่วคราว
เดิมทีอนุหลิวยังลอบยินดีอยู่ในใจ คิดว่าหากได้กุมอำนาจดูแลงานเรือนแล้ว ย่อมสามารถวางแผนช่วยจิ่งหมิงแก้แค้นเมิ่งซีโจวได้สะดวกยิ่งขึ้น
แต่ไหนเลยจะคาดคิดว่า ขณะที่นางระมัดระวังตัวอย่างมาก กำลังค่อยๆคิดวางแผนอย่างแยบยลอยู่นั้น จิ่งหมิงของนางกลับไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม บุกเดี่ยวเข้าชนในสนามรบด้วยตนเองไปเสียแล้ว ทั้งยังสร้างหายนะใหญ่หลวงถึงเพียงนี้อีกด้วย!
เมื่อทราบว่าเมิ่งชินรุ่ยรีบร้อนมุ่งหน้าไปยังศาลาว่าการด้วยความเดือดดาล อนุหลิวก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ สองขาอ่อนยวบ เกือบทรุดฮวบลงกับพื้นเสียตรงนั้น
สิ่งที่เมิ่งชินรุ่ยให้ความสำคัญที่สุดคืออะไรเล่า? ย่อมหนีไม่พ้นหน้าตาของจวนโหว และชื่อเสียงในราชการของตนเอง! การกระทำเช่นนี้ของจิ่งหมิง ย่อมิต่างอันใดจากการตบหน้าเขาในที่แจ้ง! นางแทบไม่กล้าคิดเลยว่า เมิ่งชินรุ่ยที่กำลังเดือดดาลถึงขีดสุดนี้ จะลงโทษจิ่งหมิงของนางอย่างหนักหนาสักเพียงใด!
เพราะเหตุนั้น ทันทีที่เมิ่งชินรุ่ยและจางจั๋วกลับถึงจวน อนุหลิวซึ่งรออยู่ที่หน้าประตูจวน ก็พลันทรุดฮวบลงคุกเข่าเสียงดั้งตุ้บ ปล่อยให้หยาดน้ำตารินหลั่งออกมาดุจสายฝน คิดจะอ้อนวอนขอความเมตตา และยอมรับโทษแทนบุตรชาย
เมิ่งชินรุ่ยที่กำลังอยู่ในอารมณ์เดือดดาลจัด แม้แต่จะปรายตามองมาทางนางก็ยังไม่มี เขาเดินข้ามผ่านไปโดยตรง ก่อนจะตวาดสั่งเสียงกร้าวว่า
“ใครก็ได้! ลากเจ้าลูกทรพีผู้นี้ไปขังลืมซะ! หากไม่มีคำสั่งจากข้า ผู้ใดก็ห้ามปล่อยเขาออกมาเด็ดขาด!”
“ท่านพี่ ท่านพี่โปรดเมตตาด้วยเถิดเจ้าค่ะ!” อนุหลิวโผเข้ากอดขาของเมิ่งชินรุ่ยไว้ พลางร่ำไห้วิงวอนอย่างน่าเวทนา
“ไสหัวไป!” เมิ่งชินรุ่ยสะบัดเท้าเตะนางออกไปด้วยความรำคาญเหลือทน “เอาตัวนางไปขังด้วย! ขังเสียให้หมด!”
พ่อบ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ จำต้องแข็งใจขยับเข้าไปใกล้ แล้วเอ่ยเตือนเสียงต่ำอย่างระมัดระวังว่า
“นายท่านขอรับ ยามนี้อนุหลิวเป็นผู้ดูแลอำนาจงานเรือนแทนฮูหยินใหญ่ชั่วคราว เรื่องราวในจวนยังต้องมีคนจัดการ เรื่องนี้…”
เมิ่งชินรุ่ยถูกโทสะสุมแน่นในอกจนแทบสำลัก ถ้อยคำที่หลุดออกจากปากจึงไม่คิดยั้ง เขาตะคอกคำรามขึ้นทันทีว่า
“ฮูหยินเมิ่งก็ช่างล้มป่วยได้ถูกเวลานัก! เสแสร้งเป็นสตรีอ่อนโยนเพียบพร้อมมาตั้งหลายปี สุดท้ายก็ทำงามหน้า! ดีแตกจนแสดงละครต่อไม่ไหวแล้วกระมัง?! เรื่องที่ก่อนหน้านี้ตระกูลจี้ส่งคนมาฆ่าเมิ่งซีโจว ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับนางเลย! นี่นางคิดจริงๆหรือว่าข้าลืมเรื่องนั้นไปแล้ว? เหตุการณ์ครั้งนั้น นับว่าตระกูลจี้ของนางได้ติดค้างบัญชีแค้นกับข้าไปชั่วชีวิตแล้ว!”
เขาตวาดจบก็หอบหายใจหนักหน่วง ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงกร้าวอีกครั้งว่า
“ไปเรียกอนุเสิ่นกลับมาดูแลจัดการเรื่องงานในจวน!”
พ่อบ้านมีสีหน้าลำบากใจ ค้อมกายกราบทูลอย่างระมัดระวัง
“นายท่าน… ยามนี้อนุเสิ่นต้องดูแลกิจการแทนคุณหนูใหญ่ บ่าวได้ยินว่าการค้ากำลังเจริญรุ่งเรืองนัก ทั้งยังดำเนินไปได้อย่างราบรื่น เกรงว่าอนุเสิ่นคงจะไม่เสียเวลากลับมาดูแล…”
เมื่อเมิ่งชินรุ่ยได้ยินดังนั้น เพลิงโทสะก็ยิ่งโหมรุนแรงขึ้นเป็นเท่าทวี เส้นเอ็นสองข้างขมับปูดโปนเต้นระริก
“หมายความเช่นใด?! เรื่องในจวนโหวยังไม่อาจเปรียบกับงานจิปาถะที่นางวิ่งเต้นทำให้เมิ่งซีโจวอย่างนั้นรึ?! นี่ชักจะเหิมเกริมเกินไปแล้ว!”
อนุหลิวยังคิดจะเอ่ยอันใดอีก ทว่าเมิ่งชินรุ่ยกลับตวาดเสียงเข้มให้นางหุบปากเสีย ก่อนจะโบกไม้โบกมือสั่งบ่าวไพร่ ให้ลากตัวจางจั๋วที่กำลังดิ้นรนขัดขืนออกไปเสีย ส่วนตนเองก็สะบัดแขนเสื้อ แล้วก้าวยาวๆจากไปด้วยโทสะที่คุกรุ่น
และก็เป็นดังที่จางจั๋วคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด ในเมืองหลวงแทบไม่มีผู้ใดเชื่อถ้อยคำของเมิ่งชินรุ่ย ที่อ้างว่าเป็นเรื่อง ‘พี่น้องทะเลาะเบาะแว้งกัน’ เลยแม้แต่น้อย
ข่าวลือยิ่งแพร่สะพัดรุนแรงหนักกว่าเดิม ยิ่งเล่าก็ยิ่งมีสีสัน รายละเอียดพรั่งพรูสมจริงเสียจนดูประหนึ่งว่า ผู้คนทั้งเมืองล้วนได้เห็นเหตุการณ์ด้วยสองตาตนเอง
ส่วนจางจั๋วนั้น ภายใต้การแอบจัดการของอนุหลิว แม้จะถูกกักบริเวณ แต่ก็มิได้ลำบากลำบนมากนัก ตรงกันข้าม เขากลับเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ รอคอยการตอบโต้กลับของเมิ่งซีโจว
ชาติที่แล้ว หลังจากเขาตีกลองร้องทุกข์ เมิ่งซีโจวถึงกับควบคุมสติเอาไว้ไม่ได้เลยสักนิด และแทบอยากจะฆ่าเขาให้ตายคามือเสียเดี๋ยวนั้น
แล้วเมิ่งซีโจวในชาตินี้เล่า เป็นไปได้จริงหรือที่นางจะไม่เห็นเขาเป็นภัยร้ายในสายตาจริงๆ?
เขาเหยียดยิ้มหยันเย็นเยียบอยู่ในเงามืด
ตัวเขาในเวลานี้ จำต้องรอคอยจังหวะที่เหมาะสม
เขาอยากจะเห็นนักว่า ครานี้เมิ่งซีโจวจะหาทางคลี่คลายหมากกระดานนี้อย่างไร!
แต่ช่างน่าเสียดาย ที่เมิ่งซีโจวกลับประหนึ่งไม่รู้เรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย นางไม่เพียงไม่ตอบโต้ แม้แต่จะมาพบจางจั๋วเพื่อเผชิญหน้ากันก็ยังไม่มี นางเริ่มออกจากจวนแต่เช้าตรู่และกลับค่ำมืดทุกวัน ไม่มีผู้ใดรู้ว่านางกำลังยุ่งอยู่กับเรื่องใดกันแน่
กระทั่งจางจั๋วที่เฝ้ารอเริ่มร้อนใจกระวนกระวาย อนุหลิวก็พลันมาส่งข่าวให้กับเขา—
เมิ่งซีโจวถูกจับเข้าคุกแล้ว!