พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่229 สองพี่น้องฟาดฟันกันด้วยวาจา (2)
บทที่229 สองพี่น้องฟาดฟันกันด้วยวาจา (2)
นางต้องชนะ และจะต้องชนะอย่างสะอาดหมดจดด้วย นางจะต้องเหยียบย่ำเมิ่งซีโจวพร้อมกับความหยิ่งผยองในอดีตของอีกฝ่าย ให้จมมิดลงไปในโคลนตมพร้อมกันทีเดียว!
“เมิ่งซีโจว!”
เมิ่งหนานอี้เชิดปลายคางขึ้นอย่างฉับพลัน แววตาเปี่ยมไปด้วยความถือดีประหนึ่งมองลงมาจากที่สูง
“เจ้ามั่นใจถึงเพียงนี้เชียวรึ ว่าครั้งนี้จะไม่มีวันพ่ายแพ้ให้แก่ข้า?”
เมิ่งซีโจวสบรับสายตาของเมิ่งหนานอี้ที่แทบจะพ่นไฟออกมาได้ สีหน้ากลับจืดชืดไร้อารมณ์ ราวกับกำลังมองดูเรื่องขบขันที่มิได้เกี่ยวข้องกับตนเองเลยสักนิด นางพยักหน้าเล็กน้อยขณะขานตอบ
“แน่นอน”
“อย่างไรเสียระหว่างเจ้ากับข้า ฝีมือย่อมห่างชั้นกันราวเมฆากับโคลนตม”
“เจ้าน่ะ… แม้แต่คุณสมบัติจะเป็นคู่ต่อสู้ของข้า ก็ยังไม่มีแม้เพียงเศษเสี้ยวเสียด้วยซ้ำ”
เมิ่งซีโจวตระหนักดีอย่างยิ่งว่า ควรจี้จุดตรงไหนจึงจะสะกิดบาดแผลที่เจ็บลึกที่สุดของเมิ่งหนานอี้ได้ ส่วนเมิ่งหนานอี้เองก็รู้แก่ใจดีว่า ตราบใดที่นางต่อปากต่อคำกับเมิ่งซีโจวต่อไป ก็มีแต่จะถูกอีกฝ่ายเหน็บแนมเสียดแทงอยู่ร่ำไป ทุกคำล้วนซัดเข้าเนื้อเข้าหนังของนางเต็มๆ ทว่าไม่ว่ากี่ครั้งกี่ครา นางก็ยังคงหลงกล ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยังคงเต้นเร่าๆด้วยความเดือดดาลทุกคราไป
เช่นนี้จะมิเป็นว่า ผู้หนึ่งเต็มใจตี อีกผู้หนึ่งเต็มใจรับแล้วหรืออย่างไร
จะว่าไป นี่นับเป็นความเอ็นดูตามอกตามใจ ที่เมิ่งหนานอี้ยินดีทำให้พี่สาวผู้นี้ได้กระมัง?
ความคิดหยอกเย้าเสียดสีเช่นนี้ ครั้นวาบผ่านในหัวของเมิ่งซีโจว แววเย้ยหยันในดวงตาของนางก็พลันยิ่งล้ำลึกกว่าเดิม
เป็นดังคาด หลังเมิ่งหนานอี้ฟังจบ หน้าอกก็กระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง สติอันน้อยนิดที่เหลืออยู่เสี้ยวสุดท้าย พลันถูกเพลิงโทสะเผาผลาญจนกลายเป็นเถ้าธุลีโดยสิ้นเชิงแล้ว!
นางสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง กวาดโถหมากที่นางกำนัลข้างกายถืออยู่ให้ตกลงกระแทกพื้นอย่างแรง!
เม็ดหมากเหล่านั้นล้วนเจียระไนขึ้นจากหยกอุ่นชั้นดีและหยกดำชิ้นประณีต เรียกได้ว่ามีค่าควรเมือง ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียวก็แตกกระจายกลิ้งเกลื่อนไปทั่วทุกทิศ เปื้อนโคลนสกปรกบนพื้นคุกจนเลอะเทอะไปหมด
นางกำนัลที่ถือโถหมากอยู่ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ นางทรุดเข่าลงกับพื้นเสียงดัง “ตุ้บ” ก่อนจะลนลานก้มเก็บเม็ดหมากเหล่านั้น มือไม้สั่นเทา จิตใจสับสนวุ่นวาย กล่าวด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น
“ฮองเฮาโปรดระงับโทสะ! ฮองเฮาโปรดระงับโทสะด้วยเพคะ!”
“เมิ่งซีโจว! ข้าขอบอกเจ้าไว้ประการหนึ่ง!” เมิ่งหนานอี้สะบัดแขนเสื้อ ยกนิ้วขึ้นชี้ใส่หน้าอีกฝ่าย ปลายนิ้วสั่นระริกด้วยความโกรธ น้ำเสียงแหลมสูงเสียจนแทบแตกพร่า “เหนือคนยังมียอดคน เหนือฟ้ายังมีฟ้า! เจ้าจองหองอวดดีถึงเพียงนี้ สุดท้ายก็มีแต่จะกลายเป็นตัวตลกให้ผู้อื่นหัวเราะเยาเล่นเท่านั้น!”
“โอ้?” เมิ่งซีโจวคล้ายได้ยินวาจาอันน่าสนุกเหลือประมาณ นางผายสองมือออก กวาดตามองกรงคุมขังอันเย็นเยียบมืดครึ้มรอบด้าน แต่น้ำเสียงกลับฟังดูสบายๆประหนึ่งกำลังเอ่ยเรื่องขบขัน
“ในเมื่อมีตัวตลกสูงศักดิ์เช่นเจ้ายืนค้ำแสดงความโง่อยู่เบื้องหน้าให้ดูชมทั้งวันแล้ว ยังจะมีเรื่องน่าขันอื่นใดคู่ควรให้ผู้คนต้องเปลืองใจไปหัวเราะเยาะอีกเล่า?”
“เจ้า!”
เมิ่งหนานอี้พลันรู้สึกว่าภาพฉากตรงหน้าดับวูบ เลือดลมในอกพลันพุ่งพล่านรุนแรงกว่าเดิม ยามนี้แทบจะเป็นลมล้มพับไปเสียตรงนั้น!
นางบีบกำแขนของนางกำนัลข้างกายไว้แน่น เล็บแทบจิกฝังลงไปในเนื้ออีกฝ่าย ท่ามกลางอาการหน้ามืดวิงเวียนศรีษะ นางพร่ำเตือนตนเองอยู่ในใจอย่างบ้าคลั่ง
ไม่จำเป็นต้องโกรธ ไม่จำเป็นต้องไปชิงคารมกับนักโทษใต้ขั้นบันไดผู้นี้! บัดนี้นางถูกเรากำไว้ในฝ่ามือแล้ว ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่น้อย ทำได้เพียงแค่ดิ้นรนเฮือกสุดท้ายเท่านั้น ยามนี้นางเหลือเพียงปากแหลมคมไว้ต่อล้อต่อเถียงเท่านั้น!
หลังสูดลมหายใจลึกติดกันอยู่หลายครั้ง เมิ่งหนานอี้จึงฝืนกดเพลิงโทสะลงไปได้อย่างยากเย็น นางปรบมือแรงๆทีหนึ่ง เหล่าขันทีที่อยู่ด้านหลังก็พลันก้มหน้าลง แล้วรีบเร่งยกโต๊ะเตี้ยไม้จื่อถานกับตั่งปักลายสองตัวเข้ามาอย่างคล่องแคล่ว พยายามจัดวางลงบนพื้นคุกที่ขรุขระไม่เรียบให้เข้าที่ จากนั้น ก็รีบนำกระดานหมากล้อมชุดใหม่เอี่ยม ซึ่งดูแล้วมีค่ามีราคามิใช่น้อยขึ้นมาถวาย
เมิ่งหนานอี้สูดลมหายใจเข้าลึก ค่อยๆทรุดกายนั่งลงหน้าโต๊ะเป็นคนแรก แผ่นหลังของนางเหยียดตรงดุจคันศรที่ถูกขึงตึง หมายจะเรียกคืนพระบารมีแห่งฮองเฮาของตนกลับคืนมา
นางยกมือขึ้นตบลงบนหน้าโต๊ะอย่างแรงจนเกิดเสียงทึบหนัก ก่อนจะใช้สายตาคมกริบราวมีดอาบพิษจ้องมองไปทางเมิ่งซีโจว
“พี่หญิงกล่าววาจาเหลวไหลออกมาเสียมากมาย เกือบทำให้เราผู้นี้ลืมธุระสำคัญไปเสียแล้ว” มุมปากของนางกระตุกเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ “เชิญเถิด ให้เราผู้นี้ได้เห็นเป็นขวัญตาสักหน่อย ว่าฝีมือเดินหมากของท่านจะร้ายกาจเท่าฝีปากหรือไม่!?”
เมิ่งซีโจวยกมือปัดชายกระโปรงเบาๆ ก่อนจะค่อยๆก้าวเดินออกมาจากซี่กรงประตูที่ถูกเปิดออก แล้วค่อยๆทรุดกายนั่งลงฝั่งตรงข้าม
“ในเมื่อน้องหญิงต้องการจะเปิดหูเปิดตานัก พี่สาวเช่นข้ายังจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไรเล่า เช่นนั้นน้องหญิงก็เป็นผู้เดินหมากก่อนเถิด”
สีหน้าของเมิ่งหนานอี้พลันคล้ำลงชั่วขณะ
ไม่ว่าจะให้นางถือหมากขาวหรือหมากดำ นางก็ล้วนไม่พอใจนัก เพราะตามธรรมเนียมแล้ว ผู้ที่มีฝีมือสูงกว่ามักเป็นฝ่ายถือหมากขาว หากนางยอมถือหมากดำ มิเท่ากับยอมรับแล้วหรือว่า ฝีมือการเดินหมากของตนอ่อนด้อยกว่าเมิ่งซีโจว?
ทว่าแท้จริงแล้ว หากได้ถือหมากดำ โอกาสคว้าชัยชนะย่อมจะมีมากกว่า นางต้องการชนะ เช่นนั้นการถือหมากดำย่อมนับว่าดีกว่าอยู่แล้ว
หลังจากลังเลอยู่ครู่ใหญ่ เมิ่งหนานอี้จึงค่อยขบฟันยอมตกลง อย่างไรเสีย ชัยชนะย่อมสำคัญเป็นอันดับแรก ส่วนจะชนะมาอย่างไรนั้น หาได้สำคัญไม่!
ทั้งสองเริ่มวางหมากลงบนกระดาน
เมิ่งซีโจวนั่งเท้าคางด้วยมือข้างหนึ่ง ท่าทีขณะเดินหมากดูเหนื่อยหน่าย คล้ายว่ามิได้ใส่ใจในการเล่นนัก ทว่าเมิ่งหนานอี้กลับไม่รู้สึกผ่อนคลายเลยสักนิด นางพบว่าสถานการณ์ตรงหน้าแตกต่างจากยามประลองกับผู้อื่นอย่างสิ้นเชิง
ทุกหมากของเมิ่งซีโจวล้วนวางไว้อย่างแน่นหนา ประหนึ่งตาข่ายที่ถักทอซ้อนชั้น แม้แต่ช่องโหว่ที่นางคิดว่ามองเห็น ก็ยังเป็นเพียงเหยื่อล่อที่เมิ่งซีโจวจงใจวางไว้ล่วงหน้า
ยิ่งเดินต่อไป เมิ่งหนานอี้ก็ยิ่งนึกอยากจะถอยหนี ฝ่ามือชื้นเหงื่อจนแทบหยิบหมากไม่มั่น หมากที่คีบไว้พลันร่วงหลุดจากปลายนิ้ว ตกกระทบลงบนกระดานเสียงใสกังวานดัง “กริ๊ก”
เมิ่งซีโจวละสายตาจากกระดานหมาก เงยหน้าขึ้นมองหน้านาง
“ดูท่า วังหลวงช่างเปลี่ยวเหงานัก ถึงกับบำรุงเลี้ยงน้องหญิงไม่ดี จนมือไม้อ่อนแรงไปหมดแล้วกระมัง?”