พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่47 เหล่าคุณหนูมิตรสหาย
บทที่47 เหล่าคุณหนูมิตรสหาย
รุ่งเช้าวันถัดมา เมิ่งซีโจวสาวเท้าก้าวออกจากประตูจวนโหวไปด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ก่อนจะขึ้นรถม้าไปอย่างไม่เร่งร้อน
วันนี้นางจำต้องออกจากจวนไปพบเหล่าสหายคนสนิททั้งหลาย เพื่อขอให้พวกนางช่วยจัดการบางเรื่องที่ในยามนี้นางยังไม่อาจเอื้อมมือไปถึงได้
ทันทีที่รถม้าคันนั้นแล่นลับหายไปตรงหัวมุมถนน เมิ่งหนานอี้เพิ่งจะก้าวเท้าออกจากประตูจวนเมิ่งมาเช่นกัน
ใบหน้าของนางหม่นซีดดุจเถ้าธุลี ใต้ตาแดงก่ำไปด้วยเส้นโลหิต เห็นได้ชัดว่าเมื่อคืนทั้งคืนนางมิอาจข่มตาให้หลับลงได้ มือข้างหนึ่งบีบกำจดหมายเทียบเชิญประดับบุปผาแผ่นนั้นเอาไว้แน่น จนบัดนี้กลับกลายเป็นยับยู่ยี่ — จดหมายเทียบเชิญฉบับนี้ถูกส่งมาจากจวนตระกูลเจียง ครานี้คิดหลีกหนีก็มิอาจหลบเลี่ยงได้พ้นแล้ว!
นางกัดฟันกรอด สุดท้ายก็ได้แต่ฝืนใจก้าวขึ้นรถม้ามุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลเจียง
หน้าประตูจวนเจียง รถม้าสองคันมาถึงแทบจะพร้อมกัน
ม่านรถถูกเลิกเปิดขึ้น เผยให้เห็นโฉมสะคราญล่มเมืองที่มีใบหน้างดงามเหมือนกันราวกับแกะ ทั้งคู่ต่างหันมาสบสายตากันกลางอากาศ
บรรยากาศรอบด้านพลันแข็งค้างประหนึ่งต้องไอเย็นยะเยือก!
รูม่านตาของเมิ่งหนานอี้หดวาบลง สีหน้าราวกับพบเห็นภูตผีในเวลากลางวัน นางถึงกับร้องอุทานเสียงหลงออกมาทันที
“เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้?!”
เมิ่งซีโจวเองก็ดูประหลาดใจอยู่บ้าง จากนั้นจึงค่อยๆก้าวเท้าลงมาจากรถม้าด้วยท่วงท่าสงบเยือกเย็น ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราบเรียบ
“ช่างบังเอิญเสียจริง”
เมิ่งหนานอี้มีสาวใช้ประคองลงจากรถม้า ดวงตาคู่นั้นของนางจับจ้องอยู่บนร่างของเมิ่งซีโจวราวกับถูกตรึงไว้ ทำให้มิอาจละไปได้แม้เพียงชั่วขณะ
ในห้วงขณะนั้นเอง พ่อบ้านประจำจวนตระกูลเจียงก็รีบตรงปรี่เข้ามาต้อนรับ พร้อมด้วยสีหน้ายิ้มแย้มประจบประแจงเต็มที่
เมิ่งหนานอี้พลันเผยท่วงท่าหยิ่งผยองประหนึ่งกำลังเผชิญศัตรูใหญ่ หุบยิ้มอย่างถือดีถือตัวในทันใด
แต่ผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่า เพียงสายตาของพ่อบ้านกวาดผ่านพวกนางทั้งสองอย่างฉับไว กลับมิได้ลังเลแม้แต่น้อย ตรงปรี่เข้าไปค้อมกายคารวะเมิ่งซีโจวอย่างนอบน้อม น้ำเสียงที่เปล่งออกมาทั้งให้ความรู้สึกคุ้นเคยและให้เกียรติ
“คุณหนูใหญ่เมิ่งสบายดีหรือไม่ขอรับ! ในที่สุดท่านก็มาได้เสียที คุณหนูของข้าน้อยเอ่ยถึงท่านอยู่หลายครั้งหลายหนแล้ว!”
จากนั้นจึงค่อยหันไปทางเมิ่งหนานอี้ ที่ยามนี้มีสีหน้าซีดเผือดราวกระดาษ
“คุณหนูรองเมิ่ง สบายดีหรือไม่ขอรับ”
เมิ่งหนานอี้เพียงรู้สึกว่า ศีรษะของตนนั้นมีเสียงอื้ออึงขึ้นมาคราหนึ่ง เบื้องหน้าพลันมืดดำเป็นระลอก!
เจ้าเฒ่านี่ ดวงตาทั้งสองบอดสนิทไปแล้วอย่างไร?!
นางสวมใส่อาภรณ์งดงามหรูหราอย่างที่สุด ทั้งยังประดับเครื่องอัญมณีอันประณีตทั่วตัว อากัปกิริยาก็สงบนิ่งดูสง่างามเป็นที่สุด! เหตุใดพ่อบ้านเฒ่านั่นจึงมองปราดเดียวก็จำได้ว่า นังแพศยาผู้นั้นต่างหากที่คือเมิ่งซีโจวเล่า?!
ความอัปยศและความเดือดดาลได้เขมือบกลืนกินนางจนแทบสิ้น!
ทว่าเมิ่งซีโจวกลับไม่ชายหางตาแลมองมาทางนางอีกเลย เพียงยิ้มบางให้พ่อบ้าน พลางพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะก้าวล่วงเข้าสู่ประตูจวนไป
เมิ่งหนานอี้ที่กำลังยืนเดือดดาลอยู่ตามลำพังครู่หนึ่ง ครั้นฉับพลันที่ตระหนักได้ว่า เงาร่างของเมิ่งซีโจวได้อันตรธานหายไปแล้ว นางจึงรีบสาวเท้าก้าวยาวมุ่งตรงเข้าสู่ด้านในจวนตระกูลเจียงทันที
แต่แล้วนางกลับเพิ่งตระหนักว่า ตนนั้นหาได้รู้เส้นทางภายในจวนด้วยซ้ำ!
เมิ่งหนานอี้ทั้งคับแค้นทั้งอัดอั้นตันใจ ได้แต่ถอยกลับมา แล้วให้พ่อบ้านตาบอดหามีแววไม่ผู้นั้นนำทางนางไป
ครั้นเดินผ่านระเบียงคดเคี้ยวเข้าสู่เรือนด้านใน เสียงหัวเราะกระจ่างใสประหนึ่งกระดิ่งเงินก็พลันลอยมาแต่ไกล เหล่าอิสตรีในอาภรณ์หรูหราหลายนางกำลังนั่งล้อมวงกันอยู่ที่ศาลากลางน้ำ เมื่อเห็นเมิ่งซีโจวเข้า ดวงตาของพวกนางก็พลันเปล่งประกายขึ้นในบัดดล!
“โอ้โฮ! ดูสิว่าเป็นผู้ใดที่มา?”
สาวน้อยในอาภรณ์ชุดแดงผู้เป็นหัวหน้า เลิกคิ้วเรียวยาวดุจหลิวของตนขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะรีบย่างเท้าก้าวเข้ามาพร้อมด้วยรอยยิ้มเจือแววหยอกเย้า
“ข้าหลงนึกว่าบางคนคงจะหดหัวกลับไปซ่อนตัวอยู่ในกองตำราดังเดิมเสียแล้ว คงจะทำตัวเป็นนกกระทาขี้ขลาด มิกล้ามาพบหน้าพวกเราเสียอีก”
เมิ่งซีโจวเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ที่แท้ยามที่เมิ่งหนานอี้สวมรอยเป็นนางนั้น อีกฝ่ายกลับแสดงท่าทีหงอเป็นนกกระทาขี้ขลาดเช่นนั้นหรือ?
นางเปล่งเสียงหัวเราะออกมาดังก้อง ใบหน้างดงามฉายแววองอาจ
“เจียงจี้ นี่เจ้าคงจะนอนเลอะเลือนอยู่แต่ในจวกระมัง? ใต้หล้านี้ยังมีเรื่องใดที่ข้าเมิ่งซีโจว มิกล้าทำด้วยเล่า?”
น้ำเสียงที่คุ้นหูนั้น ท่าทีอันองอาจหาญกล้าไร้ผู้ใดขวางได้เช่นนั้น!
เจียงจี้เยว่พลันเผยสีหน้ายินดีออกมาอย่างไม่ปิดบัง พลางยกมือขึ้นทาบอกแล้วกล่าวออกมาอย่างเกินจริงเสียหน่อย
“ขอบคุณฟ้าดิน! ก่อนหน้านี้เห็นเจ้าจากหมาป่ากลายเป็นกระต่ายน้อยเนื้อตัวสั่นเทา ข้ายังนึกเสียดายอยู่มาก บัดนี้เห็นเจ้าฟื้นคืนสติกลับเป็นคนเดิมเช่นนี้แล้ว ช่างนับเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับข้ายิ่งนัก!”
“เช่นนั้นข้าก็ขอยินดีกับเจ้าด้วย” เมิ่งซีโจวกวาดสายตามองกวาดไปรอบหนึ่ง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์พลันผุดขึ้นที่มุมปาก “ในเมื่อไม่มีหมาป่าอย่างข้านำพามานาน พวกเจ้าคงจะรู้สึกคันไม้คันมือจนทนแทบไม่ไหวแล้วกระมัง?”
ทุกคนในที่นั้นต่างพากันหัวเราะครืน บรรยากาศพลันเปลี่ยนเป็นครึกครื้นขึ้นอย่างฉับพลันทันใด ประหนึ่งว่าเมิ่งซีโจวผู้มีอุปนิสัยองอาจและเป็นดั่งจุดศูนย์กลางของผู้คน มิได้เคยหายหน้าหายตาไปจากสถานที่แห่งนี้เลยแม้แต่น้อย
ครานี้เอง เมิ่งซีโจวประหนึ่งเพิ่งนึกบางสิ่งบางอย่างขึ้นได้ จึงรีบยื่นมือออกไปฉวยดึงเมิ่งหนานอี้ ที่ยืนนิ่งแข็งทื่ออยู่ตรงระเบียงโค้งให้เข้ามาด้านในอย่างสนิทสนม
“วันนี้ข้ายังพาน้องรองมาด้วยอีกคนนะ! นับว่าความจริงใจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เช่นนี้พวกเจ้าพอใจหรือยังเล่า?”
ข้อมือของเมิ่งหนานอี้ถูกนิ้วมือของเมิ่งซีโจวบีบกำแน่นหนึบ ไอเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมานั้น ได้กระตุ้นขนทั่วร่างของนางให้ลุกซู่ขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า
นางอยากจะสะบัดฝ่ามือนั้นให้หลุด และอยากจะกรีดร้องออกมาเสียให้จบๆ ทว่าอยู่ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายเช่นนี้ นางจึงทำได้เพียงแค่กัดริมฝีปากล่างแน่น พยายามฝืนเค้นรอยยิ้มออกมาอย่างกระอักกระอ่วน รอยยิ้มนั้นจึงดูช่างอัปลักษณ์เสียยิ่งกว่าการร่ำไห้
เสียงหัวเราะภายในศาลาริมน้ำพลันชะงักงันไปชั่วขณะหนึ่งอย่างประหลาด
คุณหนูหลายคนพลันหันไปแลกเปลี่ยนสายตากันอย่างเงียบๆ ราวกับต่างคนต่างเข้าใจกันโดยมิจำเป็นต้องเอ่ยวาจาใด ครั้นหันมามองเมิ่งหนานอี้อีกครา แววตาเหล่านั้นก็พลันเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกขบขัน ทั้งยังเพ่งมองอย่างพินิจพิเคราะห์โดยไม่คิดปิดบังแม้แต่น้อยด้วย
“ความจริงใจนับว่าเพียงพอแล้ว” เจียงจี้เยว่ปรายสายตาที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์มองไป รอยยิ้มของนางดูเจ้าเล่ห์ประหนึ่งจิ้งจอกสาว “เพียงแต่ว่า คุณหนูใหญ่ตระกูลเมิ่งหลบลี้หนีหน้าพวกเราไปเสียนาน วันนี้เพียงพาคนผู้หนึ่งมาเพิ่มยังไม่นับว่าเพียงพอ สหายดุจพี่น้องอย่างพวกเราล้วนตั้งใจตระเตรียมของขวัญชั้นดีไว้ให้แก่เจ้าโดยเฉพาะ วันนี้เจ้ามาได้พอดิบพอดี เช่นนี้จึงจะมิเป็นการเสียแรงที่พวกเราเสียเวลาตระเตรียม!”