พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่56 มันคืออดีตที่ขื่นขมสุดแสน
บทที่56 มันคืออดีตที่ขื่นขมสุดแสน
นับแต่หวนคืนจากความตายมาได้ นางจำต้องฟันฝ่าพงหนาม ทุกย่างก้าวล้วนต้องเดินอย่างระมัดระวัง ประหนึ่งเหยียบยืนอยู่เหนือแผ่นน้ำแข็งบางเฉียบ ที่อาจแตกจนเป็นอันตรายได้ทุกเมื่อ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางล้วนคิดว่าตนนั้นเดียวดายไร้ที่พึ่งพิง จำต้องเดินลำพังอยู่ในห้วงราตรีอันมืดมิด รับมือกับพายุฝนคมกล้าจากทั่วทุกสารทิศด้วยตัวคนเดียว และอาจแหลกสลายเป็นจุณได้ทุกเมื่อ
ทุกลมหายใจเข้าออกของนาง คล้ายมีเชือกไร้รูปเส้นหนึ่งรัดตรึงแน่นอยู่รอบลำคอ ทำให้นางต้องดิ้นรนอย่างสุดกำลัง และหอบหายใจอย่างยากลำบาก
แต่แท้ที่จริงแล้ว… นางมิได้ต่อสู้อย่างเดียวดายเพียงลำพังเลย
ที่แท้ ในสถานที่ซึ่งนางมิอาจมองเห็น ในทุกค่ำคืนและทุกวันเวลาที่นางเคยคิดว่าตนไร้ที่พึ่งพิงนั้น กลับมีผู้คนคอยปัดป้องลูกธนูจากความมืด และเจตนาสังหารที่ไม่อาจล่วงรู้เหล่านั้นให้อย่างเงียบงันมาโดยตลอด!
เพราะเหตุนี้กระมัง เขาจึงถึงกับส่งกององครักษ์คนสนิทที่แกร่งกล้าที่สุดของตน ให้แปรเปลี่ยนสถานะ มาเป็นองครักษ์เงาคอยพิทักษ์ติดตามอยู่ข้างกายนางแทน!
ความรู้สึกหนึ่งซึ่งยากจะพรรณนาพลันโถมซัดเข้าสู่ห้วงจิตใจของเมิ่งซีโจว จนภายในอกพลันอึดอัดคับแน่น ทั้งเปรี้ยวปร่า ทั้งพองตื้อ ครู่หนึ่งกลับมีไออุ่นสายหนึ่งไหลผ่าน
เมิ่งซีโจวพลันหวนระลึกถึงเมื่อชาติปางก่อน ยามที่นางหนีกลับมาถึงเมืองหลวงได้แล้ว เวลานั้นซ่งเฉิงจี้เองก็ได้ขึ้นครองราชย์แล้ว ส่วนเมิ่งหนานอี้ในฐานะฮองเฮา ก็กำลังเดินมาถึงที่หน้าประตูเมือง เพื่อตั้งโรงทานแจกข้าวต้มให้แก่เหล่าผู้ลี้ภัยด้วยตัวเอง
เวลานั้น นางหิวโหยจนไส้แทบขาด หาได้รู้ไม่ว่าผู้ใดเป็นเจ้าภาพโรงทานแห่งนี้ เพียงยืนต่อท้ายแถวที่ยาวเหยียด หมายขอรับข้าวต้มสักถ้วยไปกินประทังชีวิต
ครานั้น นางเพิ่งผ่านการเดินทางรอนแรมอย่างยากลำบากมา ใบหน้าจึงสกปรกมอมแมม เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ทั้งขาดทั้งเก่า อาภรณ์ซอมซ่อมิต่างอันใดจากผู้ลี้ภัยทั้งหลายเลยสักนิด ผู้คนล้วนเห็นนางเป็นหญิงอาภัพเช่นเดียวกับพวกตน จึงได้เล่าให้นางฟังว่า แม้แต่ฮองเฮายังเสด็จออกมาตั้งโรงแจกจ่ายข้าวต้มให้แก่ผู้ลี้ภัยด้วยตนเอง
นางเขย่งปลายเท้าชะเง้อมองผ่านฝูงชนไป จึงได้เห็นใบหน้าของเมิ่งหนานอี้ซึ่งยังงดงามสดใสดุจเดิมมิมีเปลี่ยน แม้นางจะแต่งกายด้วยอาภรณ์เรียบง่าย ทว่าลวดลายหงส์บนฉลองพระองค์นั้นกลับเด่นชัดอย่างหาใดเปรียบมิได้
นางพึมพำเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “บัดนี้ฮ่องเต้คือผู้ใดกัน…”
เหล่าผู้ลี้ภัยต่างพากันกดเสียงกระซิบต่ำขานตอบว่า “จะเป็นผู้ใดไปได้อีกเล่า ก็เป็นอดีตองค์รัชทายาทน่ะสิ”
เมิ่งซีโจวพลันล่วงรู้ในบัดดลว่า ว่าที่สามีของตนได้กลับกลายเป็นน้องเขยของตนไปเสียแล้ว จึงได้แต่ตะลึงงันจนมิอาจเปล่งวาจาใดออกมาได้อีก
จากนั้น เหล่าผู้ลี้ภัยก็พากันซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์กันไม่หยุดปาก บอกว่าฝ่าบาทกับฮองเฮาทรงรักใคร่ปรองดองกันมากเพียงใด เคารพยกย่องกันประหนึ่งยกถาดเสมอคิ้ว ความรักมั่นคงดุจทองคำมิรู้คลาย
เมิ่งซีโจวครุ่นคิดด้วยความรู้สึกว้าวุ่นอยู่หลายตลบ สุดท้ายความคิดทั้งปวงก็หยุดลง ณ เรื่องที่ซ่งเฉิงจี้ในชาตินี้ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือนาง
นางอดคิดมิได้ว่า… องค์รัชทายาทจะทรงแยกออกหรือไม่ ว่าผู้ใดคือเมิ่งหนานอี้ และผู้ใดคือเมิ่งซีโจว
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ… สุดท้ายแล้วพระองค์จะทรงอภิเษกกับผู้ใดกันแน่
ลั่วกู่หาได้ล่วงรู้เลยว่า คำพูดสั้นๆของตนเพียงไม่กี่ประโยคนั้น จะสามารถก่อคลื่นลมโหมกระหน่ำขึ้นภายในใจของนางได้มากเท่าใด เขาลองสะบัดแส้ม้าในมือเบาๆ จนเกิดเสียง “เพียะ” ดังกังวานใสขึ้น แล้วจึงเอ่ยถามอีกคราว่า
“คุณหนูเมิ่ง บัดนี้ปลอดภัยแล้ว ท่านประสงค์จะไป ณ แห่งใดหรือ? ผู้น้อยจะคุ้มกันส่งท่านไปเอง”
ทว่าเมิ่งซีโจวที่อยู่ภายในรถม้ากลับยังคงนิ่งเงียบ
นับแต่หวนคืนกลับมาเกิดใหม่อีกครา เชือกเส้นนั้นที่เคยรัดลำคอของนางไว้แน่นหนาประหนึ่งหมายเอาชีวิต ในที่สุดก็ได้คลายออกอย่างแท้จริงเสียทีแล้ว
อากาศสดชื่นสายหนึ่งที่เหมือนจะห่างหายไปเนิ่นนาน พลันไหลทะลักเข้าสู่ทรวงอกที่แทบขาดใจของนางอย่างไม่ทันตั้งตัว
นาง… รู้สึกเสมือนได้กลับมาหายใจคล่องอีกครั้งแล้ว
ครานี้หายใจได้อย่างแท้จริง
แผนการทั้งหลายที่ก่อนหน้านี้คล้ายเหมือนมีภัยคุกคามจากรอบด้าน จนถึงกับต้องเดิมพันทุกสิ่งราวผู้สิ้นไร้หนทาง บัดนี้ล้วนถูกนางเก็บพับลงอย่างแน่วแน่
เมื่อมีผู้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ย่อมหมายความว่านางมีโอกาสที่จะได้หยุดพักหายใจหายคอได้แล้ว
และเมื่อเป็นเช่นนี้ เส้นทางอีกสายหนึ่งที่มั่นคงกว่า และสามารถถอนรากถอนโคนศัตรูได้จนสิ้น ทำให้นางมีเวลาที่จะค่อยๆวางแผนและดำเนินไปทีละขั้นตอนอย่างใจเย็นได้
เมิ่งซีโจวเงยหน้าขึ้น อารมณ์ที่เคยปั่นป่วนอยู่ในดวงตาทั้งสอง บัดนี้ได้สงบลงแล้ว เหลือเพียงความเด็ดเดี่ยวฉายปรากฏอยู่บนสีหน้าเรียบเฉย
นางทอดสายตามองไปทางลั่วกู่ที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ด้านนอกรถม้าอย่างนอบน้อม แล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ไปนั่งที่หอร้อยรสชาติสักครู่ก่อนเถิด”
นางจะปล่อยให้ฮูหยินเมิ่งได้ลิ้มรสชาติความยินดีแห่งชัยชนะนั้นจนเต็มอิ่มสักหน่อยก่อน
ในฐานะบุตรี นางไร้วาสนาจะได้ปรนนิบัติทดแทนพระคุณผู้เป็นมารดา จึงทำได้เพียงแค่ปล่อยปล่อยเรื่องเช่นนี้ตามใจมารดาบ้าง เพื่อให้อีกฝ่ายได้เสพรสชาติแห่งความสุขอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากับบุตรีอันเป็นที่รักเสียหน่อย
แววตาของนางพลันไหววูบอีกครา ก่อนจะกล่าวต่อว่า
“อีกประการหนึ่ง คงต้องรบกวนท่านผู้บัญชาการลั่วให้ช่วยไปรับคนผู้หนึ่งมาให้ข้าด้วย…”
“ลั่วกู่น้อมรับคำสั่ง” ลั่วกู่ขานรับ พลางบังคับรถม้าให้ค่อยๆเคลื่อนออกจากตรอกเปลี่ยวไปอย่างเชื่องช้า