พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่61 คุณหนูโปรดระวังวาจา!
บทที่61 คุณหนูโปรดระวังวาจา!
คำว่า ‘เด็ดบุปผายั่วยวนบุรุษ’ นี้ เพียงแค่นางเอ่ยออกมาเท่านั้น กลับสามารถได้ยินอย่างชัดถ้อยชัดคำ ทั้งยังตรงไปตรงมายิ่งนัก
ลั่วกู่เพียงรู้สึกว่าดวงตาทั้งสองของตนพลันมืดลงวูบหนึ่ง ลมหายใจที่อัดแน่นอยู่ในอกแทบสำลักย้อนกลับมาฆ่าตนเอง!
เขายกมือขึ้นกุมหน้าอก ใบหน้าอดกลั้นนั้นแดงก่ำ สีหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ในหัวราวกับกำลังคิดว่า ‘หากองค์รัชทายาททรงล่วงรู้เข้า คงได้เล่นงานข้าตายเป็นแน่!’ ลมหายใจหนึ่งของเขาพลันติดค้างอยู่ที่ลำคอ จะขึ้นก็ไม่ขึ้น จะลงก็ไม่ลง
เขาติดตามรับใช้ผู้เป็นนายมานาน ย่อมรู้ดียิ่งว่าองค์รัชทายาททรงมีความรู้สึกพิเศษต่อคุณหนูเมิ่งนี้เพียงใด และภายใต้อิทธิพลขององค์รัชทายาท แม้แต่ตัวเขาเองยามนี้ก็ยังเรียกเมิ่งซีโจวว่า ‘คุณหนูเมิ่ง’ หาใช่ ‘คุณหนูใหญ่เมิ่ง’ อย่างที่ควรจะเป็นไม่ เพียงเท่านี้ย่อมเห็นชัดแล้วว่า ในสายพระเนตรขององค์รัชทายาทนั้น จวนตระกูลเมิ่งมีคุณหนูอยู่เพียงผู้เดียว
และนางก็คือว่าที่พระชายาของพระองค์
แต่บัดนี้…นี่มัน…
เมิ่งซีโจวชื่นชมสีหน้าแตกตื่นประหนึ่งฟ้าถล่มดินทลายของเขาจนพอใจแล้ว จึงค่อยเอ่ยเสริมต่อด้วยเสียงเนิบช้าว่า
“พอเถิด อย่าได้ทำสีหน้าเช่นนั้นอีกเลย ข้ายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องรบกวนท่าน ช่วยจัดการเปิดห้องชั้นดีที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ให้ข้าอีกสักห้องเถิด”
ลั่วกู่สู้อุตส่าห์ปรับลมหายใจจนสงบลงดังเดิมได้แล้ว ครั้นได้ยินคำขอของนาง เขาก็ยิ่งงุนงงหนักกว่าเดิม จนถึงกับหลุดร้องถามออกมาอย่างลืมตัว
“เปิดอีกห้องรึ? นี่ท่านคิดจะทำสิ่งใดกัน?”
เมื่อครั้งก่อน เขาเข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการองครักษ์ข้างกายองค์รัชทายาท และภาคภูมิใจนักว่าตนเป็นผู้มีไหวพริบฉลาดหลักแหลม ความคิดอ่านว่องไวเหนือผู้ใด ทว่าบัดนี้กลับตามความคิดของคุณหนูเมิ่งผู้นี้ไม่ทันเลยสักนิด!
เมิ่งซีโจวแย้มยิ้มอ่อนหวาน แต่รอยยิ้มนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์อย่างจากจะหยั่งถึง
“ข้าจะทำสิ่งใดน่ะรึ?” นางลากเสียงยาว พลางเหลือบมองไปทางประตูห้องของฉู่เซียวที่ยามนี้ปิดสนิท ก่อนจะหันกลับมามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความฉงนงุนงงของลั่วกู่ แล้วจึงเอ่ยออกมาเพียงสั้นๆด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ก็ทำตัวเป็นแขกเสเพลเจ้าสำราญน่ะสิ~”
“แขก… แขกเสเพลเจ้าสำราญอย่างนั้นรึ?!” ลั่วกู่ประหนึ่งถูกอัสนีบาตฟาดลงกลางศรีษะ ร่างของเขาผงะจนแข็งค้างอยู่กับที่ในชั่วพริบตา!
เขารีบยกสองมือขึ้นปิดใบหูตนเองไว้ ราวกับถูกน้ำมันเดือดซ่านในกระทะกระเซ็นใส่ พลางส่ายหน้าไปมาไม่หยุด พร้อมกับเอ่ยพึมพำละล่ำละลักเสียจนฟังแทบไม่เป็นศัพท์
“ผู้น้อยไม่ฟังขอรับ ไม่ฟัง! คุณหนูได้โปรดระวังวาจาด้วย! ได้โปรดระวังวาจาด้วยเถิดขอรับ! ผู้น้อยไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น!”
ครั้นกล่าวจบ เขาก็รีบวิ่งเผ่นแน่บออกไปราวกับหาที่หลบภัย รีบไปจัดการธุระตามคำสั่งของนางในทันที
เดิมทีก่อนที่จะถูกส่งตัวมานั้น องค์รัชทายาทก็ทรงกำชับไว้แล้วว่า มิว่าเรื่องใดล้วนต้องเชื่อฟังเมิ่งซีโจว บัดนี้แม้สถานการณ์จะดูประหลาดพิกลเหนือความคาดหมาย ทว่าเขาก็ยังจำต้องทำตามคำสั่งของคุณหนูเมิ่งอยู่ดี… เพียงแต่หากองค์รัชทายาททรงทราบ หวังว่าจะไม่ทรงเอาโทษเขากระมัง..
ลั่วกู่เพิ่งจะได้ลิ้มรสคำกล่าวนี้เป็นคราแรก ‘เดินหน้าก็ยาก ถอยก็ลำบาก’ เขาเสมือนอยู่ตรงกลาง จนไม่อาจเอาใจผู้ใดผู้หนึ่งโดยเฉพาะได้ ยามนี้เขาเข้าใจความรู้สึกนี้เป็นอย่างดี
เมิ่งซีโจวส่ายหน้าเบาๆด้วยความขบขัน แล้วไพล่สองมือไว้เบื้องหลังยืนรออยู่อย่างเงียบงัน
นางมองออกถึงความกังวลของลั่วกู่ ทว่าในยามนี้นางคือเมิ่งหนานอี้ ซ่งเฉิงจี้คือพี่เขยของนาง และก่อนที่ปัญหาทุกอย่างจะคลี่คลาย นางย่อมทำได้เพียงแค่เสแสร้งทำเหมือนไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น
ตลอดทั้งวันนั้น ก่อนกลับจวนตระกูลเมิ่ง เมิ่งซีโจวก็ได้พำนักอยู่ภายในโรงเตี๊ยมแห่งนี้มาโดยตลอด
นางจุ่มพู่กันลงไปในถาดหมึก ก่อนจะค่อยๆเขียนอักษร ท่วงท่าซึ่งแต่เดิมเคยสุขุมเนิบช้า บัดนี้กลับเผยอาการเร่งร้อนอยู่หลายส่วน
เหตุเพราะปลาได้ฮุบเหยื่อไปแล้ว ทว่าเหยื่อล่อของนางกลับยังจัดทำไม่เสร็จสิ้นเสียที
กระนั้นนางก็ยังเชื่อมั่นในความสามารถด้านการแต่งเรื่องราวของตนเอง ไม่นานนัก เรื่องสั้นกะทัดรัดแต่คดเคี้ยวสะเทือนใจดุจลำไส้เก้าโค้ง ก็ปรากฏโลดแล่นอยู่บนหน้ากระดาษ รับรองว่าผู้ใดได้อ่านย่อมยากจะวางลงได้แน่
ครั้นแล้วนางก็เปลี่ยนไปใช้อีกเล่มหนึ่ง ลงมือเขียนอย่างลื่นไหลต่อเนื่อง ประหนึ่งเมฆาไหลสายน้ำริน
เล่มนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับศึกสงคราม ม้าศึกเหล็กกล้า เล่มถัดไปกลับเป็นยุทธภพอันสำราญและอิสระเสรี…
ยามอาทิตย์อัสดง เมิ่งซีโจวจึงหยุดเขียนพู่กันลงในที่สุด นางยกมืออีกข้างขึ้นนวดข้อมือที่เมื่อยล้าของตน แล้วสั่งให้ลั่วกู่นำตำรากองนั้นไปขายยังหอตำราซู่อวี้
ลั่วกู่เห็นนามบนปกเขียนไว้ว่า ‘ผลงานของเซียวเหยาเค่อ’ เข้า ก็พลันเข้าใจขึ้นได้กระจ่างว่า เรื่องก่อนหน้านี้ที่เมิ่งซีโจวกล่าวนั้นคือเรื่องใด จึงได้แต่รับคำอย่างว่าง่าย แล้วรีบออกไปทำตามคำสั่งของนางแต่โดยดี
หลังจากขายตำราเสร็จเรียบร้อยแล้ว ลั่วกู่จึงรีบย้อนกลับมาที่โรงเตี๊ยม จากนั้น จึงส่งเมิ่งซีโจวกลับไปยังจวนจงหย่งโหว ครั้นไปถึงก็เป็นยามจันทร์ลอยเหนือกิ่งหลิวแล้ว ประตูใหญ่จวนเมิ่งจึงได้ปิดสนิทลง และที่จวนโหวก็มีกการเฝ้าประตูที่เข้มงวดยิ่งนัก
“คุณหนูเมิ่ง หากเข้าทางประตูหน้า เกรงว่า…” ลั่วกู่เอ่ยขึ้นด้วยความลำบากใจ
เมิ่งซีโจวกลับไม่แม้แต่จะปรายตามองไปทางประตูใหญ่ นางจ้องตรงไปยังกำแพงลาน ดวงตาทั้งสองพลันสว่างวาบเป็นประกายอย่างเจ้าเล่ห์เล็กน้อย “ไม่เป็นไร ท่านองครักษ์ลั่ว รบกวนท่านช่วยสอนข้าปีนกำแพงนี้ที”
ลั่วกู่ “…???”
ผ่านไปหนึ่งเค่อ ลั่วกู่ก็สาธิตการปีนกำแพงให้นางดูจนเสร็จสิ้น จากนั้น ภายใต้สายตาผวาหวาดหวั่นของลั่วกู่ที่จับจ้องไม่กระพริบ เมิ่งซีโจวก็สามารถปีนข้ามกำแพงจวนไปได้สำเร็จ
เพียงเห็นว่ามวยผมของนางยุ่งเหยิงกระเซิงเล็กน้อย ชายกระโปรงเปื้อนฝุ่นอยู่บ้าง ทั้งสองเท้าเมื่อสัมผัสพื้นยังเซถลาไปเล็กน้อยด้วย เช่นนี้ยังจะหลงเหลือเค้าความสง่างามผึ่งผายเหมือนยามกลางวันได้อย่างไรเล่า?
นางยกมือขึ้นทำสัญญาณบอก ‘ปลอดภัยดี’ ไปด้านนอกกำแพง จากนั้น ก็ประหนึ่งแมวป่าตัวน้อยปราดเปรียว อาศัยเงาไม้ดอกใบของพฤกษากำบังร่าง ลอบเร้นกายกลับเข้าไปยังเรือนฉงหัวอย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง
ที่หน้าประตูห้องนอน ชิงหลีสาวใช้ผู้ได้รับคำสั่งให้คอยเฝ้าตอคอยกระต่าย กำลังพยายามฝืนเปลือกตาที่หนักอึ้งของตนไว้อย่างสุดกำลัง คอยเงี่ยหูสดับฟังความเคลื่อนไหวภายในลานเรือน
นางแทบไม่มีทางคาดคิดได้เลยว่า เป้าหมายที่ตนเฝ้ารอมาทั้งคืนนั้น ยามนี้กลับพลิกตัวลอดเข้าไปทางช่องหน้าต่างด้านหลังห้องแล้ว ซึ่งเป็นจุดที่นางมิได้ระแวดระวังเลยสักนิด!
ทันทีที่เมิ่งซีโจวลอบเข้ามาในห้องได้แล้ว นางก็รีบสอดกายลงไปใต้ผ้าห่มแพรอย่างเงียบงัน ลมหายใจสม่ำเสมอราบเรียบ ประหนึ่งว่าได้นอนหลับใหลไปนานแล้ว เหลือเพียงชิงหลีบ่าวผู้ภักดีสุดใจ ที่ยามนี้ยังคงเฝ้าอยู่หน้าประตูด้านนอก และกำลังเบิกตาทั้งคู่ที่อดหลับอดนอนจนแดงก่ำ ยืนเฝ้าประตูอยู่ท่ามกลางสายลมหนาวสะท้านแห่งราตรีตลอดทั้งคืน
ครั้นรุ่งอรุณของวันถัดมา
เมิ่งชินรุ่ยเพิ่งจะกินอาหารมื้อเช้าเสร็จ พ่อบ้านก็รีบถลันพรวดเข้ามาจนแทบคลานเข่า ร้องบอกด้วยสีหน้าซีดเผือดไร้โลหิต
“ท่านโหว! แย่แล้วขอรับ! แย่แล้ว! สาวใช้จากเรือนฉงหัวเข้ามารายงานว่า คุณหนูรองนาง…นางมิได้กลับจวนทั้งคืนขอรับ!”