พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่62 มีคนหายตัวไป!
บทที่62 มีคนหายตัวไป!
คิ้วของเมิ่งชินรุ่ยพลันขมวดมุ่นฉับพลัน จนยามนี้แทบผูกเป็นปมแน่น เพลิงโทสะสายหนึ่งพลันพุ่งวาบขึ้นสู่ศีรษะ “นี่นางจะก่อเรื่องอันใดอีก?!”
เขาเพิ่งจะรู้สึกได้ไม่นานว่า บุตรีนางนี้ดูเหมือนจะสุขุมหนักแน่นขึ้นจากเดิมบ้างแล้ว บางทีอาจจะคัดเลือกตระกูลที่เหมาะสมให้นางแต่งออกเรือนได้ เพื่อจะสามารถช่วยเกื้อหนุนเส้นทางขุนนางของเขาให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น แต่ใครจะคาดเล่า เพิ่งจะสงบได้เพียงสองวัน นางก็กลับมาก่อเรื่องเสื่อมเสียถึงขั้นออกไปค้างคืนนอกจวนอีกแล้ว!
ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นหม่นทมิฬยิ่งกว่าเดิม หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง จึงได้ตวาดเสียงกร้าวว่า “รีบส่งคนออกไปตามหา! ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหา ก็จะต้องพาตัวนางกลับมาให้ได้!”
ประกายเยียบเย็นฉายวาบผ่านดวงตาทั้งคู่ของเขา น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความอำมหิตเหี้ยมเกรียม “หากตรวจพบว่านางไปมั่วสุมอยู่ภายนอก ทำตัวไร้ยางอายไร้ความสำรวมแล้วล่ะก็…หึ!”
ครั้นกล่าวจบ เขาก็สะบัดชายแขนเสื้ออย่างแรง พกพาโทสะเต็มอกก้าวเดินออกไปจัดการธุระต่อทันที
ชิงหลีผู้มารายงานข่าว ครั้นเสร็จสิ้นหน้าที่ก็รีบเปลี่ยนเส้นทาง ลอบเข้าไปยังเรือนโยวหลานของฮูหยินเมิ่งทันที เมื่อถุงเงินหนักอึ้งตกถึงมือ นางก็ฉีกยิ้มกว้างจนแทบหุบปากไม่ลง ราวกับกำลังมองเห็นชีวิตที่แสนสุขสำราญไร้ทุกข์โศกและเต็มไปด้วยอิสระเสรี หลังไถ่ตัวออกจากจวนแห่งนี้ไปอยู่รำไร
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าหมากซ่อนตัวอยู่ในเรือนฉงหัวนี้นับว่าก้าวเดินไม่ผิดจริงๆ! ความมั่งคั่งย่อมต้องเสี่ยงเอาชีวิตเข้าแลกเช่นนี้ล่ะ!” นางครุ่นคิดกับตัวเองด้วยความชื่นอกชื่นใจ ฝีเท้าเบาหวิวก้าวเดินมุ่งหน้ากลับไปยังเรือนฉงหัวอย่างอารมณ์ดี
นางยังต้องอยู่ที่เรือนฉงหัวต่ออีกสองวัน รอให้เรื่องราวทั้งหลายสงบลงแล้ว ฝุ่นควันจางหายไปจนสิ้นเมื่อใด นางจึงจะสามารถจากไปได้
ทว่าเมื่อชิงหลีก้าวเข้าสู่ลานเรือนฉงหัวด้วยสีหน้าชื่นบานประหนึ่งสายลมยามวสันต์ฤดู แต่แล้วรอยยิ้มบนใบหน้าของนางกลับแข็งค้างในชั่วพริบตา!
นางเบิกตากว้าง ในเวลากลางวันแสกๆเช่นนี้ นางกลับตกอกตกใจราวพบเห็นภูติผีเข้าเต็มสองตา จ้องเขม็งไปยังเงาร่างหนึ่งที่กำลังก้าวออกมาจากห้องนอน!
เพราะความตระหนกตกใจและหวาดกลัวสุดขีด ถุงเงินในมือของนางจึงได้หลุดร่วงลงมา ก่อนจะตกกระแทกกับพื้นดังตุ้บ!
“เจ้า…เจ้าไปอยู่ในนั้นได้อย่างไรกัน?!” ชิงหลีหลุดร้องเสียงแหลมระคนสั่นเทาออกมาด้วยความตื่นตกใจ
นี่มันเรื่องอันใดกัน?!
เมื่อคืนนางเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องตลอดทั้งคืน กระทั่งแมลงวันสักตัวยังไม่สามารถบินลอดเข้าไปได้เลย!
เมิ่งซีโจวพลันหันขวับมามองทันที สายตาของนางจ้องจับไปยังชิงหลี สาวใช้ผู้รับหน้าที่คอยเฝ้าประตูห้องนอนของนาง ยามนี้ฝ่ายนั้นกำลังอยู่ในอาการสะดุ้งตกใจ และเอาแต่ยืนส่ายหน้าไปมาอยู่เช่นนั้น
เมิ่งซีโจวชะงักมือที่กำลังเหยียดกายบิดขี้เกียจ จ้องมองชิงหลีสาวใช้แล้วจึงเอ่ยย้อนถามกลับไปด้วยน้ำเสียงเนิบๆ
“โอ้? ชิงหลี วาจาของเจ้าช่างประหลาดนัก ที่นี่คือเรือนของข้า ห้องนอนก็ของข้า หากข้าไม่อยู่ที่นี่…”
นางจงใจทอดเสียงยาวกว่าเดิม พลางจับจ้องใบหน้าซีดเผือดของชิงหลีเขม็ง
“…แล้วข้าควรต้องไปอยู่ที่ใดเล่า?”
ชิงหลีถูกสายตาคู่นั้นสะกดมองเสียจนหนาวสั่นสะท้านไปทั้งกาย นางเพิ่งตระหนักได้ว่าตนกล่าวพลาดผิดไปแล้ว จึงรีบร้อนแก้ไขทันที
“บ่าวสมควรตาย! บ่าวเพียงแต่…เพียงแต่คิดว่าคุณหนูคงจะเหมือนเมื่อวานกับวันก่อน ออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าตรู่แล้วเจ้าค่ะ…”
เมื่อเมิ่งซีโจวได้ยินเช่นนั้น ก็พยักหน้าอย่างครุ่นคิด ราวกับกำลังตั้งใจฟังคำอธิบายนั้นจริงๆ กระทั่งรอยยิ้มบนใบหน้ายังยิ่งดูลึกล้ำมากขึ้นหลายส่วน
ชิงหลีเพิ่งจะผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่งด้วยความโล่งอก แต่แล้วก็กลับได้ยินเมิ่งซีโจวเปลี่ยนถ้อยคำอย่างฉับพลัน น้ำเสียงยังคงนุ่มนวลอ่อนโยน ทว่ายามเอื้อนเอ่ยกลับแฝงไว้ด้วยการหยั่งเชิงอยู่หลายส่วน
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เองหรอกรึ เพียงแต่ว่า…”
นางค่อยๆย่างเท้าก้าวเข้าหาอีกฝ่ายอย่างเชื่องช้า แต่ละก้าวประหนึ่งเหยียบลงบนสายพิณในอกของชิงหลี ที่ยามนี้ขึงตึงแน่นให้สั่นสะท้านหนักขึ้นเรื่อยๆ
“เมื่อคืน… มิใช่เจ้าหรือที่คอยเฝ้าเวรยามอยู่?”
ครั้นกล่าวจบ นางก็ย่อตัวลงเก็บถุงเงินที่ร่วนหล่นลงกับพื้นขึ้นมา แล้วจึงใช้ฝ่ามือชั่งน้ำหนักดูคร่าวๆ
“ฟ้ายังไม่ทันสว่างดีนัก เหตุใดเจ้าจึงเพิ่งกลับมาจากข้างนอกเล่า? อีกทั้งดูจากท่าทางของเจ้าแล้ว… คล้ายจะได้ลาภก้อนโตมามิใช่น้อยเลย”
ชิงหลีเพียงสัมผัสได้ถึงไอเยียบเย็นสายหนึ่งพุ่งจากฝ่าเท้าตรงขึ้นสู่กระหม่อมอย่างฉับพลันทันใด โลหิตทั่วร่างประหนึ่งจับตัวเป็นน้ำแข็งไปชั่วขณะ! นางจ้องถุงเงินในมือของเมิ่งซีโจวเขม็ง ฟันบนล่างกระทบกันดังกึกกักไม่หยุด
“บ่าว… บ่าว…”
สมองของนางว่างเปล่าขาวโพลนอย่างสิ้นเชิง แม้จะพยายามขุดค้นถ้อยคำแก้ตัวออกมาอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ยังไม่อาจรีดเค้นออกมาได้สักประโยค มีเพียงความหวาดกลัวไร้สิ้นสุด ที่ถาโถมเข้าใส่ราวกับจะกลืนกินนางเข้าไปทั้งร่าง!
เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงอ้ำอึ้งอยู่เนิ่นนาน ครึ่งค่อนวันก็คงจะยังพูดอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราวมิได้ เมิ่งซีโจวจึงพลันยกมือขึ้นปิดปากทันใด สีหน้าราวกับเพิ่งเข้าใจกระจ่างแจ้งในบัดดล
“อ้อ! ข้ารู้แล้ว! เจ้าคงเห็นนายเช่นข้าใช้ชีวิตอย่างอัตคัดขัดสนนัก จึงได้อุตส่าห์ออกไปหาเส้นสายทำมาหากินเพื่อหาเงินมาให้ข้ากระมัง ใช่หรือไม่?”
นางยกสองมือขึ้นลูบแก้มตนด้วยท่าทางซาบซึ้งใจ ประหนึ่งว่ากำลังปาดเช็ดน้ำตาอยู่ก็ไม่ปาน จากนั้นจึงค่อยสอดถุงเงินเข้าไปในแขนเสื้ออย่างคล่องแคล่ว พลางเอ่ยด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มว่า
“ความผูกพันระหว่างนายบ่าวเช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องซาบซึ้งสะเทือนฟ้าสะท้านดินเสียจริง ข้าจะต้องจดจำความดีนี้ของเจ้าไว้อย่างแน่นอน ชิงหลี!”
ชิงหลีมองดูเงินค่าไถ่ตัวของตนพร้อมทั้งความฝันถึงโชคลาภวาสนา ที่บัดนี้ค่อยๆหายลับเข้าไปในกระเป๋าของอีกฝ่าย ทว่ากลับไม่สามารถทำสิ่งใดได้ จำต้องก้มหน้ารับคำเพียงอย่างเดียว
เมิ่งซีโจวยิ้มละไมงดงาม ไม่ต่างจากยามที่ชิงหลีรับเงินรางวัลก้อนนี้มาจากฮูหยินเมิ่งแต่แรกเลย อย่างไรเสียก็เป็นเงินที่ได้มาเปล่าๆโดยมิต้องลงแรง
“เช่นนั้นเจ้าก็ลงไปพักเสียเถิด กลางคืนยังต้องเฝ้ายามต่อ ทั้งยังต้องคอยขยันออกไปหาเงินให้ข้าอีก ช่างเหน็ดเหนื่อยเจ้าแล้วนะชิงหลี”
ชิงหลีกลั้นลมหายใจอัดอั้นไว้ในอก ตอบรับเสียงหนึ่งว่า “เจ้าค่ะ” ก่อนจะถอยหนีจากไป