พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่65 ตามหาแทบตาย สุดท้ายอยู่ตรงหน้า! (1)
บทที่65 ตามหาแทบตาย สุดท้ายอยู่ตรงหน้า! (1)
ฮูหยินเมิ่งรู้สึกเพียงว่าศีรษะทั้งอื้อทั้งปวดหนึบ นางแทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเองเลยแม้แต่น้อย!
ถึงกับล้มเหลวไม่เป็นท่าเลยรึ?!
ทั้งที่นักฆ่าที่นางจ้างไม่เคยทำงานพลาดมาก่อนเลย! แต่เพราะเป็นกังวลว่าแผนการจะไม่รัดกุมพอ นางจึงได้กัดฟันส่งนักฆ่าคนสนิทของตนออกไปทำภารกิจ อีกทั้งเมิ่งซีโจวก็เป็นเพียงแค่คุณหนูธรรมดาไร้พิษสง ที่ทั้งเกิดและเติบโตอยู่ในจวนเหมือนสตรีทั่วไป ซ้ำยังมือเปล่าไร้ซึ่งอาวุธ! แต่เหตุไฉนเล่า…
ทั้งที่แผนการครั้งนี้ถูกวางไว้อย่างแนบเนียนไร้ช่องโหว่แท้ๆ แต่นังเด็กอัปมงคลตัวนี้ที่สมควรจะต้องพิการครึ่งร่างไปแล้ว! เหตุไฉนนางยังดูปกติสุข ทั้งสีหน้าท่าทางยังดูมีชีวิตชีวา ทั้งยังสามารถกระโดดโลดเต้นได้ดังเดิมอีกเล่า?
เพราะเหตุใดนางจึงยังสวมฐานะของหนานหนาน แล้วมายืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างโอหังไม่มีสะทกสะท้านด้วยเล่า?!
เมิ่งซีโจวจดจำสีหน้าราวเห็นผีของฮูหยินเมิ่งไว้ในสายตาจนหมดสิ้น ส่วนโค้งตรงมุมปากของนางยังลึกขึ้นอีกน้อย เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงคล้ายฉงนใจว่า
“ท่านแม่ เหตุใดพอเห็นข้าแล้ว ท่านจึงได้ดูตกอกตกใจถึงเพียงนั้นเล่า?”
เมิ่งซีโจวหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย สายตาทั้งคู่เคลื่อนพลิ้วไหว แฝงประกายเจ้าเล่ห์อยู่หลายส่วนขณะเอ่ยต่อ
“สีหน้าของท่านแม่ยามนี้ ดูประหนึ่งกำลังพบเห็น ‘ใครสักคนที่สมควรตาย แต่กลับยังมีชีวิตอยู่’ เสียนี่กระไร”
เดิมทีเมื่อแผนการล้มเหลว ฮูหยินเมิ่งก็นึกเดือดดาลขีดสุดอยู่ก่อนแล้ว คาดไม่ถึงว่าเมิ่งซีโจวยังจะกล้าเอ่ยวาจาเย้ยหยันต่อหน้านางเช่นนี้อีก!
เส้นเอ็นสองข้างขมับของฮูหยินเมิ่งพลันเต้นตุบๆรุนแรง
“นี่เจ้า!”
ผู้ใดเห็นย่อมมองออกว่าฮูหยินเมิ่งกำลังโมโหเดือดดาล ในขณะที่เมิ่งซีโจวกลับห่อไหล่ทั้งสองเข้าหากันเล็กน้อย เสแสร้งทำเป็นว่าตนกำลังหวาดกลัวจนเนื้อตัวสั่นเทาอยู่ ทว่าน้ำเสียงที่เปล่งออกมากลับแฝงเร้นไปด้วยการยั่วยุ
“ดูเหมือนท่านแม่คงจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำพูดของลูกกระมัง ปรากฏว่าโชคชะตาช่างเล่นตลกนัก สวมรองเท้าเหล็กจนทะลุก็ยังหาไม่พบ ครั้นได้พบกลับไม่ต้องเปลืองแรงเลยสักนิด ท่านแม่ร้อนอกร้อนใจตามหาตัวลูก คราวนี้ได้พบพานแล้ว ท่านแม่คงจะกำลังรู้สึกสุขีดีใจจนแทบปิดไม่มิดแล้วกระมัง?”
เมิ่งซีโจวประหนึ่งมีถ้อยวาจาเหน็บแนมที่สามารถหยิบมาใช้ไม่รู้จักหมดสิ้น ฮูหยินเมิ่งสัมผัสได้ถึงรสคาวหวานพุ่งขึ้นจ่อถึงลำคอ เบื้องหน้ามืดดำเป็นระลอกคลื่น!
นังอัปปรีผู้นี้… ทั้งที่ควรจะต้องกลายเป็นคนพิกลพิการเป็นผักไปแล้วแท้ๆ แต่ยังกลับรอดมาทำตัวโอ้อวดเบ่งอำนาจ ทั้งยังจงใจพร่ำวาจาประชดประชันเหลวไหลเพื่อยั่วโทสะนางเชียวรึ!
นังนี่ถึงขั้นกล้าเย้ยหยันนางว่า แผนการทุกอย่างที่นางสู้อุตส่าห์วางไว้ ล้วนแต่สูญเปล่าทั้งสิ้นอย่างนั้นรึ?!
เมิ่งซีโจวแสร้งทำเป็นตกอกตกใจจนถึงกับต้องถอยหลังหนีไปหนึ่งก้าว พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “ท่านแม่อย่าได้โมโหไปเลยเจ้าค่ะ หนานหนานผู้นี้ความรู้ช่างน้อยนัก ความสามารถรึก็ตื้นเขินเกินคนทั่วไป จึงไม่สามารถแต่งบทกวียอกย้อน เพื่อมาหยอกเย้าท่านแม่เล่นได้มากกว่านี้!”
ฮูหยินเมิ่งคิดไม่ถึงจริงๆว่า กระทั่งยามนี้อีกฝ่ายยังจะฉวยโอกาสเหน็บแนมหนานหนานของนางอีกคำรบหนึ่งด้วย!
เดิมทีฮูหยินเมิ่งกำลังจะอ้าปากตอบโต้กลับไป ทว่าเมิ่งซีโจวรีบเอ่ยตัดบทขึ้นอย่างเด็ดขาดฉับไวเสียก่อน จนเลือดเก่าที่คั่งอยู่ลำคอแทบกระอักออกมาทันใด และตัวนางก็เกือบจะเป็นลมล้มพับลงเสียตรงนั้น!
“ท่านพ่อ” เมิ่งซีโจวพลันหันไปทางเมิ่งชินรุ่ยที่ยืนเงียบงันอยู่ด้านข้าง และคอยเฝ้ามองอย่างพินิจพิจารณาอยู่ตลอด “มิทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?”
บนใบหน้าขลาดเขลาของนางยามนี้ปรากฏแววฉงนงุนงงขึ้นชัดเจน ประหนึ่งว่าถูกบรรยากาศที่แสนหนักอึ้งตรงหน้าข่มกดไว้เสียจนหวาดหวั่นไปหมด
สายตาของเมิ่งชินรุ่ยทอดมองลงบนใบหน้าของนางแน่นิ่ง ทั้งล้ำลึก เย็นเยียบ และคมกริบดุจใบมีด โทสะทั้งหมดถูกเก็บซ่อนไว้ลึกภายใต้ดวงตา เขามิได้เอ่ยตอบ แต่กลับย้อนถามแทนว่า “เจ้ากลับมาเมื่อใด?”
เมิ่งซีโจวกะพริบตาปริบๆ สีหน้ายิ่งดูงุนงงไร้เดียงสากว่าเดิม “ลูกรึเจ้าคะ? ลูกก็อยู่ในจวนมาตลอด เคยออกนอกจวนไปตั้งแต่เมื่อใดกัน”
“หึ” เมิ่งชินรุ่ยแค่นหัวเราะเสียงเย็นออกจากลำคอ พลางลูบไล้ถ้วยชาขาวเนื้อดีในมืออย่างแช่มช้า
ท่าทางสุขุมเช่นนี้ สีหน้าที่ไม่แปรเปลี่ยนแม้กำลังโป้ปดเช่นนี้ นับว่าก้าวหน้ากว่านังเด็กขี้ขลาดในอดีต ที่ทำได้เพียงหดหัวไปไกลนักจริงๆ
แต่ช่างน่าเสียดาย… สิ่งที่เมิ่งชินรุ่ยรังเกียจที่สุดก็คือความเสแสร้งจอมปลอมเยี่ยงนี้!
“ปั้ก!”
ถ้วยชาถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะไม้จื่อถานอย่างไม่หนักไม่เบา จนเกิดเสียงดังกรุ๊งกริ๊งกังวานใสของฝากับถ้วยกระทบกัน พร้อมกับเสียงกระแทกที่ราวกับไม้เคาะที่ฟาดลงบนโต๊ะพิจารณาคดีภายในศาล
บรรยากาศภายในโถงพลันตึงเครียดขึ้นถึงขีดสุดทันใด
“คนเฝ้าประตูเมื่อเช้าวานนี้ล้วนเห็นกับตา ว่าเจ้า—เมิ่งหนานอี้—ได้ออกจากจวนไป!” น้ำเสียงของเมิ่งชินรุ่ยพลันสูงขึ้นฉับพลัน “กระทั่งถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นเจ้ากลับมา! ยามเช้า สาวใช้จากเรือนฉงหัวของเจ้ายังมารายงานอย่างชัดถ้อยชัดคำ ว่านายของนางมิได้กลับเรือนตลอดทั้งคืน!”
เขาโน้มกายไปข้างหน้าเล็กน้อย สายตาคมกริบราวเหยี่ยวจับจ้องมองเมิ่งซีโจวตาเขม็ง “เจ้าจะอธิบายเรื่องนี้เช่นไร?”