พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่70 นับรวมเขาเข้าบัญชีแค้นในชาติก่อน ก็ยังนับว่ายุติธรรม (2)
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่70 นับรวมเขาเข้าบัญชีแค้นในชาติก่อน ก็ยังนับว่ายุติธรรม (2)
บทที่70 นับรวมเขาเข้าบัญชีแค้นในชาติก่อน ก็ยังนับว่ายุติธรรม (2)
แต่อย่ากระนั้นเลย เหตุการณ์ถัดจากนี้ช่างเหนือความคาดหมายของฮูหยินเมิ่งยิ่งนัก เพราะหลังจากเมิ่งชินรุ่ยได้ฟังวาจาของเมิ่งซีโจวแล้ว คิ้วที่ขมวดแน่นของเขากลับคลายลงเล็กน้อย
เขาแน่นิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างช้าๆ แล้วเอ่ยสั่งการว่า
“ฟังดูมีเหตุผล! พ่อบ้านหวัง จงถ่ายทอดคำสั่งลงไป คนทั้งหมดที่ออกไปค้นหาคนในวันนี้ ให้รีบกลับมารวมตัวกันใหม่เดี๋ยวนี้ แล้วเริ่มไปตามเส้นทางเดิมที่ค้นหาเมื่อตอนกลางวัน ทำการ ‘ตรวจค้น..’. ให้ละเอียดอีกครั้ง! อย่าได้ปล่อยร่องรอยใดให้เล็ดรอดหูตาไปแม้แต่น้อย! ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพาคุณหนูใหญ่กลับมาให้จงได้!”
“ขอรับ! นายท่าน!” พ่อบ้านหวังประหนึ่งได้รับอภัยโทษ จึงรีบลนลานคลานเข่าออกไปถ่ายทอดคำสั่งอย่างฉับพลันทันที
ฮูหยินเมิ่งรู้สึกราวกับมีลมหายใจสายหนึ่งติดค้างอยู่กลางอก จะขึ้นก็ไม่ขึ้น จะลงก็ไม่ลง เบื้องหน้าพลันมืดดำวูบวาบเป็นระลอก
นี่ท่านพี่… ถึงกับเห็นชอบกับวาจาของนังแพศยาผู้นั้นจริงหรือ?!
ค่ำคืนนี้ บรรดาคนที่จวนเมิ่งส่งออกไปค้นหาคน ต่างพากันทุกข์ระทมเป็นล้นพ้น กลางวันก็ออกตามหา ‘คุณหนูรอง’ จนเหนื่อยล้าแทบสิ้นเรี่ยวแรงอยู่แล้ว ครั้นดึกดื่นเที่ยงคืน ก็ยังถูกสั่งให้รีบออกไปตามหา ‘คุณหนูใหญ่’ ต่ออีก!
งานนี้ย่อมยากกว่าเมื่อกลางวันหลายเท่านัก!
ยามกลางวันที่ออกตามหาคุณหนูรอง อย่างน้อยยังพออ้างได้ว่า ‘คุณหนูเที่ยวเล่นจนเพลินยังไม่กลับจวน’ เพื่อกลบเกลื่อนสายตาของผู้คน แต่ดึกสงัดเช่นนี้ กลับต้องออกตามหาคุณหนูใหญ่… หากพลาดพลั้งแม้เพียงเล็กน้อย เผยให้ผู้คนล่วงรู้สักเศษเสี้ยวว่าพวกเขากำลังตามหาคุณหนูใหญ่แห่งจวนอยู่ ชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่ซึ่งเป็นถึงว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาท เกรงว่าคงต้องพังทลายสิ้นในคราเดียวเป็นแน่!
พวกเขาจึงได้แต่ลอบกระทำการประหนึ่งโจรผู้ร้าย แม้แต่โคมไฟยังไม่กล้าจุดให้สว่างเกินไป ยามไต่ถามผู้คนก็ต้องระมัดระวังทุกถ้อยคำ พูดจาคลุมเครือไม่กล้าเอ่ยความให้ชัดแจ้ง
ภายในโถงใหญ่ แสงตะเกียงสว่างเจิดจ้าไปทั่วทั้งห้อง ทว่าบรรยากาศกลับกดดันอึดอัดเสียยิ่งกว่าทะเลมรณะก่อนพายุใหญ่จะมาเยือนเสียอีก
ฮูหยินเมิ่งนั่งก็ไม่ติด ยืนก็ไม่มั่น ร้อนรุ่มใจเสียยิ่งกว่ามดบนกระทะร้อนฉ่า เดินวนไปเวียนมาอยู่ภายในห้องโถงไม่หยุด ครู่หนึ่งก็พรวดไปชะเง้อมองตรงประตู อีกครู่หนึ่งก็เดินกลับมาอย่างคนใจลอยประหนึ่งวิญญาณหลุดออกจากร่าง
ส่วนเมิ่งซีโจวนั้น ภายนอกเสแสร้งทำทีเป็นร้อนอกร้อนใจ ทว่าภายในกลับสงบเยือกเย็นอย่างยิ่ง
ขนมชั้นดีไม่กี่จานที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ นางล้วนลองหยิบชิมไปเสียทั่วทุกจานแล้ว
นางกินขนมไปพลาง ใช้หางตาชำเลืองมองเมิ่งชินรุ่ยซึ่งนั่งอยู่เบื้องบนอย่างแนบเนียน มิให้ผู้ใดล่วงรู้หรือสังเกตเห็นได้
แรกๆ สีหน้าของเมิ่งชินรุ่ยก็มืดครึ้มประหนึ่งผืนน้ำก่อนพายุ ฝ่ามือคลึงหยกห้อยเอวไปมาแรงๆอย่างลืมตัว เผยให้เห็นความร้อนรนกระวนกระวายภายในใจ ทว่าเมื่อสายตาของเขากวาดผ่าน ‘เมิ่งหนานอี้’ ที่กำลังกินขนมอยู่โดยไม่ตั้งใจ สีหน้าก็กลับคล้ายเมฆฝนที่จางคลาย กลายเป็นผ่อนเบาลงอย่างน่าประหลาด
เมิ่งซีโจวจับสังเกตความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยนั้นได้ทันควัน
เมิ่งชินรุ่ยจ้องมองใบหน้าที่ละม้ายคล้ายเมิ่งซีโจวราวกับแกะนั้น แล้วความคิดหนึ่งก็พลันแล่นวาบผ่านห้วงจิตใจที่เต็มไปด้วยความกระวนกระวายของตน — จะตื่นตระหนกไปไย? จะร้อนอกร้อนใจไปทำไม?
เสียเมิ่งซีโจวไปแล้วอย่างไรเล่า? ตรงหน้าเขายามนี้ยังมี ‘เมิ่งหนานอี้’ ที่เหมือนนางราวภาพเงาอยู่อีกคนมิใช่รึ?
พี่น้องฝาแฝด… นี่เปรียบดั่งเครื่องรางคุ้มภัยที่สวรรค์ประทานมาให้แก่จวนโหวโดยแท้! นับเป็นความสะดวกและได้เปรียบครั้งใหญ่หลวงเสียยิ่งกว่ากรณีใดๆ!
ขอเพียงรักษา ‘เมิ่งหนานอี้’ ตรงหน้าเอาไว้ได้ ขอเพียงนางสามารถสวมรอยเกาะสายเรือขององค์รัชทายาทได้โดยราบรื่น… ส่วนเมิ่งซีโจวจะเป็นหรือตาย ชื่อเสียงจะบริสุทธิ์หรือด่างพร้อย แล้วยังจะสำคัญอันใดอีกเล่า?
อย่างไรเสียพวกนางทั้งสองต่างก็มีใบหน้าเหมือนกันยิ่งกัน! และสิ่งที่องค์รัชทายาทต้องการนั้น ก็มิใช่เพียงใบหน้านี้ กับ ‘ชะตาหงส์’ ที่ว่าหรอกหรือ?
ครั้นความคิดนี้ผุดขึ้น ก้อนหินหนักอึ้งภายในใจของเมิ่งชินรุ่ยก็ราวกับถูกยกออกไปในชั่วพริบตา เขาถึงกับรู้สึกว่า ความวิตกกังวลก่อนหน้านี้ของตนนั้น ช่างน่าขันเสียจริง
ไม่ว่าอย่างไร ความรุ่งโรจน์ของจวนในภายภาคหน้า ก็มิอาจปล่อยให้หลุดลอยไปได้
เขายกถ้วยชาที่วางอยู่ข้างมือขึ้นมาจรดที่ริมฝีปาก ครั้นดื่มลงไป ร่องรอยแห่งความกังวลเล็กน้อยเมื่อครู่ก็พลันเลือนหายไปจนสิ้น
เมิ่งซีโจวย่อมพอจะคาดเดาความคิดในใจของเมิ่งชินรุ่ยได้ นางชะงักปลายนิ้วที่กำลังหยิบขนมเล็กน้อย จากนั้น จึงค่อยหยิบขนมที่เหลืออีกครึ่งชิ้นเข้าปากไปเคี้ยวกินอย่างไม่ทุกข์ร้อนใดๆ
ท่านพ่อ หัวจิตหัวใจของท่านนั้น… ช่างด้านแข็งเสียยิ่งกว่าศิลา ดำทมิฬเสียยิ่งกว่าน้ำหมึก
มิว่าจะเป็นตัวนางเอง เป็นเมิ่งหนานอี้ หรือแม้แต่เมิ่งจิ่งหมิงที่หายสาบสูญไปจนบัดนี้ยังไร้ข้อสรุป สำหรับเมิ่งชินรุ่ยแล้ว ในสายตาของเขานั้น ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงแค่เครื่องมือ เขาไม่เคยแยแสใส่ใจเลยว่า ทั้งสามจะมีชีวิตอยู่เยี่ยงไร ขอเพียงยังใช้ประโยชน์ได้ก็พอแล้ว
มารดาลำเอียงและโหดร้าย บิดาเย็นชาและเห็นแก่ตัว เมิ่งซีโจวรู้สึกว่าตนเองนั้นมิต่างอันใดจากเด็กกำพร้าที่ชีวิตไม่สมบูรณ์นัก
ดังนั้น โศกนาฏกรรมในชาติก่อนของนาง หากจะนับรวมคนผู้นี้เข้าไปอีกหนึ่ง ก็ยังนับว่ายุติธรรมทีเดียว