พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่71 ลงยาสลบหนักมือเกินไปหน่อยกระมัง?
บทที่71 ลงยาสลบหนักมือเกินไปหน่อยกระมัง?
ภายในโถงใหญ่ยามนี้ บรรยากาศอบอวลไปด้วยความเงียบงันดุจป่าช้า มีเพียงเสียงฝีเท้าของฮูหยินเมิ่ง ที่เดินวนไปเวียนมาด้วยความร้อนอกร้อนใจกระวนกระวายยิ่ง
ที่เมิ่งซีโจวสงบนิ่งได้ถึงเพียงนี้ หาใช่ว่านางจะไม่ใส่ใจในความเป็นตายของเมิ่งหนานอี้ หากแต่เป็นเพราะชะตากรรมของเมิ่งหนานอี้ในยามนี้ ได้ถูกกุมไว้แน่นหนาภายใต้เงื้อมมือของนางกับลั่วกู่แล้วต่างหาก
ย้อนเวลากลับไปก่อนหน้าสักเล็กน้อย ตอนที่นางกำลังจะปีนกำแพงกลับเข้าจวนเมื่อคืน
เมิ่งซีโจวได้กดเสียงต่ำ เร่งกระซิบวาจาอย่างฉับไว “ลั่วกู่ ข้ายังมีอีกเรื่องต้องรบกวนท่านให้ช่วยเหลือแล้ว”
ลั่วกู่เพียงตั้งอกตั้งใจรับฟัง
“กลางดึกค่ำคืนนี้ รบกวนท่านช่วยบุกไปที่เรือนหลานจื่อ แล้วแอบพาตัวเมิ่งหนานอี้ออกมาจากจวน อย่าให้นางตื่นเด็ดขาดเชียว ป้อนยากล่อมประสาทสักชนิด ทำให้นางหลับลึกเสียหน่อย จากนั้นก็รอให้ถึงคืนพรุ่งนี้ จึงค่อยหามุมเปลี่ยวไร้ผู้คนสักแห่งโยนนางทิ้งไว้ก็พอ อย่าลืมทิ้งในที่ที่สะดุดตาเสียหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นที่ที่จะมีคนพบเห็นได้ในทันที”
ผู้ใดจะคาดคิด เมื่อได้ฟังวาจาของนางจนจบ สีหน้าการแสดงออกของลั่วกู่ก็กลับหม่นลงอย่างฉับพลัน ดูประหนึ่งมะเขือม่วงที่ต้องน้ำค้างแข็ง
เดิมเมิ่งซีโจวยังครุ่นคิดถึงรายละเอียดอยู่ ครั้นเห็นเขามีปฏิกิริยาเช่นนี้ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ “หรือว่าภารกิจนี้… จะยากเกินมือท่านแล้วกระมัง?”
แต่ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น ด้วยฝีมือของลั่วกู่แล้ว เพียงแค่พาคนที่หลับสนิทออกไปสักคน ย่อมนับเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก
ลั่วกู่ส่ายหน้าอย่างฝืดฝืน น้ำเสียงอู้อี้แฝงความกระดากเก้อเขิน
“…ไม่ยากเลยขอรับ เพียงแต่เมื่อครู่คุณหนูใช้คำว่า ‘บุก’ ข้าฟังแล้ว… ชวนให้รู้สึกบาดหูอยู่บ้าง”
เมิ่งซีโจวชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจได้ในทันที แววขบขันพลันฉายวาบผ่านดวงตาทั้งสอง “อ้อ—เช่นนั้นก็ใช้คำว่า ‘ลักพาตัว’ แทนเป็นอย่างไรเล่า?”
เมื่อเห็นสีหน้าของลั่วกู่แข็งค้างยิ่งกว่าเดิม นางก็ถึงกับกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ จนเผลอหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
“ดูท่า วาจาพวกนี้คงจะกระทบกระเทือนใจท่านไม่น้อยจริงๆ”
ลั่วกู่ “…”
เขาปิดปากลงอย่างเงียบงัน แล้วร่างก็พลันไหววูบ ก่อนจะหลอมกลืนหายเข้าไปในรัตติกาลอย่างฉับไว ทิ้งไว้เพียงเงาหลังที่ดูคล้ายมีความหมายแห่งการเผ่นหนีอยู่หลายส่วน
ดังนั้น ในครึ่งราตรีให้หลัง ลั่วกู่จึงได้ทำภารกิจเสร็จสิ้นตามคำสั่ง ครั้นถึงเที่ยงคืนของวันนี้ ก็นำร่างไร้สติของเมิ่งหนานอี้มาโยนไว้ที่ข้างทางในตรอกเปลี่ยวสายหนึ่ง
ขณะที่คนของจวนเมิ่งพากันออกค้นหาจนเริ่มเหนื่อยล้าสิ้นแรง ในที่สุด ทั้งหมดก็ผ่านมาถึงที่นี่และได้พบเข้ากับร่างไร้สติของเมิ่งหนานอี้เข้าพอดี พวกเขาดีอกดีใจอย่างยิ่ง รีบพาตัวเมิ่งหนานอี้กลับจวนไปโดยเร็ว
ภายในห้องโถงใหญ่ บรรยากาศกดอัดเสียจนแทบทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก
ในดวงตาของเมิ่งชินรุ่ยมีทั้งเพลิงโทสะที่พยายามกดข่มไว้อย่างสุดกำลัง และความเหนื่อยล้าจากการมิได้นอนพักผ่อนมาตลอดทั้งคืน — พรุ่งนี้ยังต้องเข้าเฝ้าฝ่าบาทในวังหลวง! ทว่ากลางดึกกลางดื่นเช่นนี้ กลับต้องมานั่งรอบุตรีคนหนึ่งอยู่ที่นี่ มิได้กลับไปนอนหลับพักผ่อน ช่างน่าขันสิ้นดี!
ส่วนฮูหยินเมิ่งนั้นกระวนกระวายใจจนด้านชาไปแล้ว ดวงตาเลื่อนลอยของนางเฝ้าทอดมองไปทางหน้าประตู
“ท่านโหว! ท่านโหว! พบคุณหนูใหญ่แล้วขอรับ!”
เสียงร้องด้วยความปิติยินดีจนแทบคลุ้มคลั่งของคนที่ออกไปตามหา ได้ทำลายบรรยากาศเงียบงันน่ากลัวนั้นลงอย่างฉับพลัน
ยามนี้เมิ่งหนานอี้ถูกบรรดาสาวใช้ที่ออกไปรอรับถึงหน้าประตูจวน ช่วยกันพยุงร่างเข้ามา
นางในยามนี้ยังคงหลับตาพริ้ม ลมหายใจสม่ำเสมอ แม้แต่มุมปากยังคลี่ยิ้มหวานบางเบา ประหนึ่งกำลังจมอยู่ในห้วงความฝันอันงดงาม!
บนร่างของนางสวมใส่เพียงชุดนอน ด้านนอกถูกห่อด้วยเสื้อคลุมของผู้ที่ออกไปตามหาไว้อย่างลวกๆ บนใบหน้าของผู้ที่หลับใหลยังคงปรากฏรอยยิ้มหวาน ประหนึ่งว่ากำลังเย้ยหยันผู้คนทั้งหลายในที่นั้น ที่ต้องตรากตรำอดหลับอดนอนกันจนดวงตาแดงก่ำ!
ฮูหยินเมิ่งโถมกายปรี่เข้าหาด้วยความยินดีอย่างถึงที่สุด “ลูกแม่! เจ้าทำให้แม่ตกอกตกใจแทบแย่แล้วรู้หรือไม่!”
นางยกมือไม้คู่สั่นเทาขึ้นลูบตบแก้มบุตรีอันเป็นที่รักเบาๆ หมายจะปลุกให้อีกฝ่ายฟื้นสติตื่นขึ้น
“…ซีโจว? ตื่นเถิด! ตื่นสักทีเถิด!!” น้ำเสียงอ่อนโยนแฝงสะอื้น ดั่งผู้รอดพ้นจากเคราะห์ร้ายมาได้อย่างหวุดหวิดปล่งดังขึ้น
แต่เมิ่งหนานอี้กลับเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับถูกรบกวนห้วงความฝันอันหอมหวาน นางจุ๊ปากเบาๆ ก่อนจะดำดิ่งสู่ห้วงนิทราต่อไป
เส้นเอ็นสีเขียวปูดโปนข้างขมับทั้งสองของเมิ่งชินรุ่ยพลันเต้นระส่ำกระตุกไม่หยุด เพลิงโทสะที่อัดอั้นกักเก็บมาตลอดทั้งคืน ผนวกรวมกับความอัปยศอดสูที่ถูกหยอกล้อปั่นหัวเล่นมาทั้งวัน ทั้งหมดทั้งมวลจึงถึงคราวปะทุขึ้นครั้งใหญ่ดั่งภูเขาไฟระเบิด!
เขาฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะอย่างแรง พร้อมกับเสียงตวาดดังกึกก้องประหนึ่งอสนีบาต
“เมิ่งซีโจว! เมิ่งซีโจว!”
ทว่านามนั้นเรียกผิด ผู้ที่หลับใหลอยู่จึงไร้ปฏิกิริยาตอบสนองอย่างสิ้นเชิง
เมิ่งซีโจวตัวจริงยืนมองภาพฉากนี้ด้วยสายตาเยียบเย็น พลางเกิดความเคลือบแคลงสายหนึ่งขึ้นภายในใจ — หรือว่าฤทธิ์ยาสลบที่ลั่วกู่ลงไว้จะหนักมือเกินไปหน่อยกระมัง?
แต่ก็นับว่าดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ได้ยั่วโทสะเมิ่งชินรุ่ย บางทีอาจทำให้เขาอายุสั้นลงได้อีกหลายปี
ครั้นถัดจากนั้น ความอดทนของเมิ่งชินรุ่ยก็พลันขาดผึงลงทันใด เขาคว้าถ้วยชาร้อนที่ฮูหยินเมิ่งเพิ่งจะนำมาประเคนให้ด้วยท่าทีประจบเอาใจ แล้วสาดลงบนศรีษะของเมิ่งหนานอี้ทันทีโดยแทบมิจะชายตาแลมอง!
ซ่า!
น้ำชาร้อนพร้อมใบชาสองสามใบกระแทกใส่ใบหน้าของเมิ่งหนานอี้อย่างแรง!
“อ๊าย—”
เมิ่งหนานอี้ผวาตกใจลืมตาตื่นขึ้นฉับพลัน ถูกล่วงเกินถึงเพียงนี้ ทั้งยังถูกรบกวนให้ตื่นจากห้วงนิทราอันแสนสุข นางจึงเผลอตวาดออกไปด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดตามสัญชาตญาณ
“บังอาจ! บ่าวทรามชั้นต่ำคนใดกัน!? ถึงกับกล้าปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้! ลากมันออกไปโบยให้ตายเสีย!”
ทั่วทั้งโถงพลันตกอยู่ในความเงียบงันอีกครา
บรรยากาศเงียบงันครานี้แฝงไว้ด้วยไอเย็นเยียบดุจปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ผู้คนในที่นั้นต่างแทบพากันหยุดหายใจ
ทุกคนในห้องล้วนถูกเสียงตวาดที่ดังราวฟ้าผ่าในเวลากลางวันแสกๆนั้น ทำให้ต้องตะลึงงันไปตามกัน!