พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่72 ‘พี่หญิง’ คงจะมีอารมณ์สุนทรีย์มากกระมัง?
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่72 ‘พี่หญิง’ คงจะมีอารมณ์สุนทรีย์มากกระมัง?
บทที่72 ‘พี่หญิง’ คงจะมีอารมณ์สุนทรีย์มากกระมัง?
สีหน้าของเมิ่งชินรุ่ยแปรเปลี่ยนจากเขียวคล้ำเป็นดำทะมึน ดูน่าสะพรึงอย่างเปิดเผยมิมีกักเก็บ จนสามารถมองออกด้วยสองตาอย่างชัดเจน สีหน้าของเขายามนี้ยิ่งกว่าเมฆอึมครึมก่อนพายุบ้าคลั่งจะโหมกระหน่ำเสียอีก
เขาจ้องมองบุตรีที่เพิ่งจะฟื้นคืนสติขึ้นมา ก็กล้าด่าทอตนว่าเป็น ‘บ่าวชั้นต่ำ’ อย่างไม่วางตา ทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมาเย็นเยียบดุจเกล็ดน้ำแข็งที่รอดจากไรฟัน
“บ่าวต่ำช้าผู้นั้น-คือ-บิดา-ของ-เจ้า-เอง!!”
วาจาประโยคนี้ดุจอัสนีบาตฟาดผ่าลงกลางศีรษะของเมิ่งหนานอี้อย่างจัง!
นางได้สติอย่างฉับพลันทันใด เมื่อเห็นชัดเจนว่าผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าตนนั้น แท้จริงคือบิดาที่กำลังโมโหเดือดดาลจนผมแทบชี้ฟู! ความหวาดกลัวใหญ่หลวงพลันแล่นเข้าครอบงำในชั่วพริบตา!
ร่างของนางอ่อนยวบ ก่อนจะทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้นทันที กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นระรัวจนแทบฟังไม่ได้ความ
“ทะ…ท่านพ่อ โปรดอภัยให้ลูกด้วย! ลูก…ลูกสะลึมสะลือมิรู้เนื้อรู้ตัวเพราะเพิ่งตื่นนอน! ลูกจึงไม่รู้ว่าเป็นท่านพ่อเจ้าค่ะ!”
ห้วงสมองของนางพลันยุ่งเหยิงสับสนงุนงงไปหมด
เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?! ทั้งที่นางนอนหลับอยู่ในห้องของตนแท้ๆ แล้วเหตุใด…เหตุใดจึงมาปรากฏกายอยู่กลางโถงใหญ่ด้วยอาภรณ์ที่ไม่เรียบร้อยเช่นนี้เล่า?! มิหนำซ้ำยังถูกบิดาสาดน้ำชาร้อนใส่ จนถึงกับสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นด้วยเล่า?!
นางกวาดหางตามองไปรอบๆโดยไม่รู้ตัว แล้วพลันเห็นบ่าวรับใช้จากเรือนหลานจื่อของตน กำลังคุกเข่าเรียงรายอย่างเป็นระเบียบอยู่ไม่ไกลนัก ความรู้สึกหนาวเหน็บสายหนึ่ง คล้ายหายนะกำลังถาโถมเข้าใส่พลันบังเกิดอย่างฉับพลัน — เกิดเรื่องใหญ่ไม่สู้ดีแล้วเป็นแน่!
“หึ!” เมิ่งชินรุ่ยโมโหจนต้องแค่นเสียงออกมา ทว่าเสียงนั้นกลับเย็นเยียบเสียยิ่งกว่าน้ำแข็ง “อภัยรึ? เช่นนั้นเจ้าก็ลองบอกข้ามา ว่าเหตุใดเจ้าจึงไม่กลับเข้าเรือนตลอดทั้งคืน แล้วเหตุใดจึงไปนอนสลบไสลอยู่กลางตรอกเปลี่ยวไร้ผู้คนในยามดึกดื่นเช่นนั้น! ข้าจะได้ไตร่ตรองดูว่า สมควรจะยกโทษให้เจ้าได้หรือไม่!”
เมิ่งหนานอี้ได้ยินถึงกับตะลึงงันในทันที!
ไม่กลับเรือนตลอดทั้งคืน? นอนสลบไสลอยู่ในตรอกเปลี่ยวรึ?!
“ท่านพ่อ! ลูกถูกคนใส่ร้ายเจ้าค่ะ!” นางเงยหน้าขึ้นมองทันใด ดวงตาทั้งสองเต็มไปด้วยความตระหนกตกใจและไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “เมื่อวานลูกรู้สึกไม่ค่อยสบาย จึงได้เข้าห้องไปนอนแต่หัวค่ำ จากนั้นลูกก็อยู่แต่ในห้องโดยตลอด ไม่เคยก้าวเท้าออกจากประตูห้องเลยแม้เพียงครึ่งก้าว! ผู้ใดกัน! ผู้ใดที่กำลังใส่ร้ายลูกเช่นนี้?!”
นางรีบร้อนแก้ตัว แล้วสายตากลับไปตกอยู่บนใบหน้าของฮูหยินเมิ่ง แฝงนัยอ้อนวอนขอความช่วยเหลือเต็มเปี่ยม
ฮูหยินเมิ่งร้อนใจดั่งถูกไฟลน จึงรีบยกถ้วยชาใบใหม่ส่งให้กับเมิ่งชินรุ่ยอีกครา พร้อมทั้งยังส่งสายตาให้เมิ่งหนานอี้ไม่หยุด หวังบอกนางเป็นนัยว่าอย่าได้แข็งขืนโต้เถียงอันใดต่ออีก
ทว่ายามนี้เมิ่งหนานอี้ไร้ซึ่งสติจะควบคุมตัวเองอย่างสิ้นเชิงแล้ว นางทั้งตื่นตระหนกทั้งหวาดกลัว ทั้งยังมึนงงไปหมด จึงมองไม่ออกแม้แต่น้อยว่า นั่นคือสัญญาณเตือนให้หยุดจากผู้เป็นมารดา ครั้นเห็นสีหน้าของบิดายิ่งหม่นคล้ำลงกว่าเดิม นางก็นึกเพียงว่าเขาไม่เชื่อ จึงยิ่งร้อนใจอยากจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเข้าไปใหญ่
“ท่านพ่อ! ลูกถูกใส่ร้ายจริงๆนะเจ้าคะ! ลูกอยู่ในห้องของตนโดยตลอด! ต้องมีผู้ใดคิดปองร้ายลูกเป็นแน่ ลูกไม่รู้จริงๆว่าเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้!”
น้ำเสียงของนางเจือสะอื้น ฟังดูคล้ายกำลังน้อยเนื้อต่ำใจยิ่ง ประหนึ่งได้รับความไม่เป็นธรรมอย่างใหญ่หลวง
คำร้องทุกข์โดยไม่รู้เหนือรู้ใต้ของนางนี้ กลับยิ่งเสมือนการราดน้ำมันลงไปบนกองเพลิง!
เมิ่งชินรุ่ยโมโหจนร่างทั้งร่างสั่นเทิ้ม รู้สึกเพียงว่าภาพตรงหน้าพลันมืดดับ เกือบจะเป็นลมล้มคว่ำไปเสียตรงนั้น! นังลูกอกตัญญูผู้นี้! ทั้งพยานบุคคลทั้งพยานวัตถุล้วนมีอยู่พร้อมสรรพ ถึงเพียงนี้แล้วยังจะกล้าโป้ปดมดเท็จอย่างหน้าตาเฉยอีก!
“พี่หญิง” เสียงแผ่วอ่อนเจือความห่วงใยของเมิ่งซีโจวพลันเปล่งดังขึ้น คล้ายกับกำลังเกลี้ยกล่อมนางด้วยเจตนาดี
“คนของเราได้ไปนำตัวท่านกลับมาจากข้างนอกด้วยตนเอง ภายใต้สายตาของผู้คนมากมายเช่นนี้ จึงยากที่ท่านจะเสแสร้งโกหกต่อไปได้”
นางทอดถอนใจออกมาเบาๆ แล้วจึงกล่าวต่อว่า “เรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว พี่หญิงรีบพูดความจริงจะดีกว่า ยิ่งท่านดื้อดึงไม่ยอมรับมากเพียงใด ท่านพ่อก็จะยิ่งโกรธมากกว่าเดิม แต่หากยอมสารภาพโดยดี บางทีอาจจะยังพอวิงวอนร้องขอให้ท่านพ่ออภัยได้”
ถ้อยวาจานี้ฟังดูผิวเผินอาจคล้ายใส่ใจเป็นห่วงเป็นใย ทว่าเมื่อดังเข้าหูของเมิ่งหนานอี้ กลับเสมือนคำเย้ยหยันที่อาบพิษร้ายรุนแรง!
จะให้นางก้มหัวยอมรับต่อหน้าสตรีชั่วช้าอย่างเมิ่งซีโจวผู้นี้ ว่าตนมิได้กลับเรือนตลอดทั้งคืนน่ะรึ? จะให้นางค้อมกายลงต่ำต้อย แล้วยอมรับผิดและเอ่ยวาจาขอขมาต่อหน้าเมิ่งซีโจวน่ะหรือ?! เช่นนั้นมิสู้ฆ่านางทิ้งเสียยังจะดีกว่า!
นางไม่มีวันยอมให้หญิงชั้นต่ำผู้นี้ได้เห็นภาพฉากอันน่าอัปยศของตนเป็นอันขาด!
เมิ่งหนานอี้โมโหเดือดดาลจนทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง ดวงตาทั้งสองจ้องมองเมิ่งซีโจวเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
สมองของนางหมุนวนอย่างรวดเร็ว พยายามที่จะเฟ้นหาคำอธิบายซึ่งฟังดูสมเหตุสมผลมากกว่านี้ แต่ไม่ว่าครุ่นคิดเท่าไหร่ ความทรงจำเมื่อคืนของนางก็หยุดอยู่เพียงตอนที่ตนกลับเข้าห้องไปนอนพักผ่อนเท่านั้น แล้วหลังจากนั้น ก็คือตอนที่นางถูกสาดชาร้อนใส่จนต้องสะดุ้งตื่น…
ระหว่างนั้นเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่? นางไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย! หรือว่า…นางจะละเมอเดินหนีออกไปนอกจวนจริงๆ? เป็นไปไม่ได้! ที่ผ่านมาตัวนางไม่เคยมีอาการเช่นนี้มาก่อนเลย!
“ท่านพ่อ…” นางอ้าปาก พยายามเค้นหาถ้อยคำอธิบายอยู่เนิ่นนาน ทว่าสุดท้ายวาจาที่หลุดออกมากลับไร้น้ำหนักให้เชื่อถือยิ่งนัก
“ลูก…ลูกไม่รู้จริงๆว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับลูก! ลูกเพียงนอนอยู่ในห้องเท่านั้น! ลูกไม่รู้เรื่องจริงๆเจ้าค่ะ!”
“เพียงนอนอยู่ในห้องเท่านั้นรึ?” เมิ่งซีโจวเอียงศีรษะเล็กน้อย “แต่คนที่ออกไปตามหากลับรายงานว่า พี่หญิงกำลังนอนหลับอย่างมีความสุขอยู่ข้างทางมิใช่รึ?”
“หรือว่าเมื่อคืนวานพี่หญิงจะเกิดอารมณ์สุนทรีย์ขึ้นมา จึงอยากเจริญรอยตามเหล่าปราชญ์โบราณ เอานภาเป็นม่านพักอาศัย เอาปฐพีเป็นตั่งนอน ภายใต้แสงดาราและจันทรา หยั่งรู้วิถีแห่งความอิสระเสรีกระมัง? รสนิยมสูงส่งเช่นนี้…ช่างโดดเด่นนับเป็นเอกอุ มิอาจหาผู้ใด้เสมอทัดเทียมได้ไม่ ช่างน่านับถือโดยแท้!”