พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่74 อยากหาเรื่องทะเลาะนักรึ? ย่อมจัดให้! (2)
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่74 อยากหาเรื่องทะเลาะนักรึ? ย่อมจัดให้! (2)
บทที่74 อยากหาเรื่องทะเลาะนักรึ? ย่อมจัดให้! (2)
เมิ่งซีโจวอดที่จะยกฝ่ามือขึ้นลูบอกตนเองเบาๆไม่ได้ เพราะเกรงว่าหากไม่ทำเช่นนั้น นางคงทนไม่ไหวจนต้องพะอืดพะอมแทบอาเจียนออกมาเป็นแน่
“เพียงบทลงโทษแค่นี้ยังทนไม่ได้ แล้วจะมีปัญญาขึ้นเป็นพระชายาแห่งองค์รัชทายาทได้อย่างไรกัน?! จะทนรับตำแหน่งฮองเฮาที่มีภารกิจมากมายในภายภาคหน้าได้เยี่ยงไร?!”
เมิ่งชินรุ่ยเดือดดาลจนควันแทบออกหู ชี้หน้าฮูหยินเมิ่งพลางตวาดเสียงดังลั่น
“เจ้าคิดว่าเหล่าสตรีในวังหลังเป็นเพียงเสือกระดาษหรืออย่างไร? หรือเห็นพวกนางเป็นเพียงก้อนเต้าหู้นิ่ม ที่ออกแรงผลักเล็กน้อยก็จะล้มลงได้ หรือไม่ก็แตะนิดสัมผัสหน่อยก็แตกออกเป็นเสี่ยงแล้วอย่างนั้นรึ? เพียงแค่ความคับแค้นใจเล็กน้อยเท่านี้ กลับยังกระเดือกกลืนลงคอไม่ได้ เช่นนั้นก็เลิกคิดเพ้อฝันที่จะอภิเษกเข้าวังหลวงเสียแต่เนิ่นๆเถิด!”
เขาสะบัดมือของฮูหยินเมิ่งทิ้งอย่างไม่ไยดี การกระทำนั้นรุนแรงเสียจนอีกฝ่ายถึงกับเซถอยหลังไปหลายก้าว แล้วตัวเขาก็กลับสะบัดชายแขนเสื้อเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามองอีก ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังเด็ดขาดไร้เยื่อใย
เมื่อเมิ่งชินรุ่ยจากไปแล้ว เมิ่งซีโจวก็มิได้คิดอยู่ต่อให้เสียเวลาอีก
นางหันไปค้อมกายคารวะต่อฮูหยินเมิ่งซึ่งมีสีหน้าเขียวคล้ำตามมารยาท แล้วจึงหันไปมองเมิ่งหนานอี้ที่ยามนี้ยืนแน่นิ่งราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวล
“ท่านแม่ พี่หญิง ข้าขอตัวก่อน ท่านแม่เองก็ควรกลับเรือนพักผ่อนเสียแต่หัวค่ำเถิด”
สายตาของนางจับจ้องอยู่ที่ร่างของเมิ่งหนานอี้ที่ยังคงยืนเงียบงันอยู่กับที่ แล้วเสียงที่เปล่งหลังจากนั้นก็พลันแช่มชื่นขึ้นเล็กน้อย
“พี่หญิง ท่านเองก็รีบกลับเรือนไป… นอนต่อเถิด”
“เจ้า…!” เมิ่งหนานอี้ประหนึ่งเป็นถังดินปืนที่ถูกจุดชนวน ดวงตาอันว่างเปล่าเลื่อนลอยพลันถูกเพลิงโทสะลุกวาบขึ้นในชั่วพริบตา โลหิตทั่วร่างพลุ่งพล่านขึ้นสู่ศีรษะ กระทั่งความหนาวเหน็บในค่ำคืนแห่งเหมันต์ฤดูยังถูกขับไล่ไปจนสิ้น เหงื่อเม็ดละเอียดซึมผุดขึ้นเต็มสองข้างขมับ
“หากเจ้าเก่งนัก เช่นนั้นก็ลองพูดอีกสักประโยคดูสิ!”
ใบหน้าของเมิ่งซีโจวเผยแววประหลาดใจ เอียงศีรษะพร้อมจ้องมองด้วยดวงตากลมโตไร้เดียงสา หากแต่ในขณะเดียวกัน ก็กลับคล้ายกำลังเย้ยหยันเป็นนัยว่า ‘กระเหี้ยนกระหือรืออยากจะถูกด่าต่อถึงเพียงนี้เชียวรึ?’ จากนั้น นางจึงได้กล่าวอีกหลายประโยคตามที่อีกฝ่ายท้าทาย
“เช่นนั้นข้าก็จะขอกล่าวว่า พี่หญิงเป็นฝ่ายทำผิดเองแท้ๆ แต่กลับขี้ขลาดมิกล้ายอมรับโทษ ขืนท่านเป็นเช่นนี้ แล้วยังจะกล้าหมายครองตำแหน่งพระชายาแห่งองค์รัชทยาทได้อย่างไรกัน? เป็นอย่างที่ท่านพ่อกล่าวไว้ไม่ผิด เกรงว่าเมื่อเข้าวังหลวงไปแล้ว ท่านคงต้องกลายเป็นลูกพลัมอ่อนนุ่ม ให้เหล่าสตรีในวังหลังบดขยี้เล่นเสียแล้วกระมัง~”
ครั้นกล่าวจบ นางยังทอดถอนใจด้วยท่าทางเสียดายเล็กน้อยด้วย
“ท่านแม่! ท่านแม่! ฆ่านางเสีย! อย่าให้นางมีชีวิตเดินออกไปจากที่นี่ได้! ฆ่านังแพศยาผู้นี้เสีย!!”
อารมณ์ที่เมิ่งหนานอี้สะกดกลั้นมาตลอดทั้งคืน ในที่สุดก็พังทลายลงสิ้น สติสัมปชัญญะถูกความรังเกียจชิงชังโหมกระหน่ำเผาผลาญจนไม่เหลือแม้เถ้าธุลี
ฐานันดรศักดิ์สูงส่งอันใด กิริยามารยาทแห่งกุลสตรีใดๆ ยามนี้นางล้วนแต่โยนทิ้งไปจนหมดสิ้นแล้ว สิ่งเดียวที่นางปรารถนาก็คือ ให้คนตรงหน้านี้สาบสูญไปจากผืนนภาแผ่นปฐพีนี้โดยฉับพลัน!
นางปรารถนาให้นังหญิงผู้นี้ไม่มีแม้แต่โอกาสจะขยับริมฝีปากบนล่างเข้าหากันอีก เพื่อมันจะได้ไม่อาจเอื้อนเอ่ยวาจาใดออกมาทำให้นางต้องเดือดดาลได้อีกต่อไป!
“หุบปาก!” ฮูหยินเมิ่งถึงกับสะดุ้งจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง นางรีบก้าวพรวดตรงขึ้นหน้าทันใด แล้วใช้มือปิดปากเมิ่งหนานอี้ไว้แน่น ก่อนจะหันไปตวาดเสียงดังใส่เมิ่งซีโจวด้วยสีหน้าดุดัน ประหนึ่งสัตว์เพศเมียที่ถูกต้อนจนมุม
“ส่วนเจ้าก็รีบไสหัวไปซะ! ยังไม่รีบไสหัวไปอีกรึ?!”
เมิ่งซีโจวส่ายหน้าไปมาอย่างเชื่องช้า สีหน้าฉายแววเอือมระอาพร้อมกับทอดถอนใจออกมาเล็กน้อย
“เป็นข้าไม่ดีเองที่เผลอพูดจามากความมิรู้จักยั้งคิด ถึงกับหลุดกล่าวความจริงที่พี่หญิงรับไม่ได้ออกไปเช่นนั้น”
นางทอดสายตาจ้องมองนิ้วมือขาวผ่องของตนอย่างนึกเสียดาย ประหนึ่งกำลังคำนวณเวลาอยู่
“เจ้า… อึก!” เมิ่งหนานอี้รู้สึกคล้ายลมหายใจติดค้างอยู่กลางอก เบื้องหน้าพลันมืดดับลง แล้วเสียงทั้งปวงก็เงียบหายไปในบัดดล ร่างของนางยามนี้ประหนึ่งท่อนไม้ที่ถูกฟันขาด ทรุดฮวบลงกองกับพื้นอย่างแรง และหมดสติไม่รู้สึกตัวไปในที่สุด
เมิ่งซีโจวก้มหน้าปรายตามองคนที่นอนสลบไสลอยู่บนพื้นปราดหนึ่ง แล้วปลายคิ้วทั้งสองพลันยกขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงเจือแววหยอกเย้าระคนฉงน
“ดังที่คนกล่าวไว้ไม่มีผิด การนอนพักผ่อนเป็นสิ่งล้ำค่ายิ่งนัก แต่ดูท่าแล้วพี่หญิงคงจะใจร้อนรีบนอนเกินไปหน่อยกระมัง? ถึงกับเอนกายล้มลงพักผ่อนตรงนี้เลยรึ? หุหุ…”
นางยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะก้าวข้ามธรณีประตูไปด้วยท่วงท่างามสง่า น้ำเสียงแผ่วเบาของนางยังคงลอยละล่องมาตามสายลมแห่งรัตติกาล
“เช่นนั้นข้าเองก็ไม่ขอเสียเวลาแล้วเช่นกัน ราตรีสวัสดิ์”
หากเมิ่งหนานอี้ที่สลบไสลไปแล้วได้ยินคำพูดไม่กี่ประโยคนี้ของนางเข้า เกรงว่าคงจะต้องโมโหเดือดดาลจนถึงกับตายคาที่เป็นแน่
เบื้องหลังเมิ่งซีโจวยามนี้ คือเสียงร่ำไห้ปานจะขาดใจของฮูหยินเมิ่ง ซึ่งปะปนกับเสียงโกลาหลวุ่นวายภายในโถงหลัก ฮูหยินเมิ่งประคองร่างบุตรีซึ่งนอนหมดสติไว้ในอ้อมแขน พร้อมกับเงยหน้าขึ้นจ้องมองแผ่นหลังของเมิ่งซีโจวที่ค่อยๆเลือนหายไปท่ามกลางความมืดมิด ดวงตาคู่นั้นพลุ่งพล่านไปด้วยแรงอาฆาตและจิตสังหารเข้มข้นที่มากเสียจนแทบจับต้องได้ สีหน้าท่าทางของนางยามนี้ประหนึ่งต้องการจะกลืนกินเมิ่งซีโจวเข้าไปทั้งเป็น ทั้งยังอยากจะบดกระดูกทั่วร่างของนางให้แหลกเป็นเถ้าธุลีด้วย!