พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่75 สาวใช้ผู้ภักดี
บทที่75 สาวใช้ผู้ภักดี
รุ่งเช้าของวันถัดมา แสงสีทองสาดส่องทอดยาวปกคลุมไปทั่วทั้งเส้นถนน ช่างเป็นวันที่เหมาะแก่การพบพานสหายเก่าอีกครานัก
เมิ่งซีโจวก้าวขึ้นรถม้า ห้วงอารมณ์ภายในพลุ่งพล่านไร้ซึ่งความสงบ มุ่งตรงไปยังโรงเตี๊ยมที่เจียงจี้เยว่จัดหาห้องหับไว้ให้ และได้พาคนกลุ่มนั้นมาพักผ่อนดังที่วางแผนไว้แล้ว
นางแทบอดรนทนต่อไปไม่ไหว อยากจะพบกับบรรดาสาวใช้ผู้ภักดี ที่เคยอยู่เคียงข้างนางและเติบโตมาด้วยกันโดยเร็ว คนเหล่านี้เมื่อชาติปางก่อน นับเป็นมิตรสหายน้ำดีที่ยอมเอาตัวเข้ามาพัวพันกับปัญหามากมาย และเพื่อช่วยเหลือนาง สาวใช้เหล่านั้นจึงต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วย และสุดท้ายก็ไม่มีชีวิตของผู้ใดลงเอยด้วยดีเลยสักคน
ทันทีที่เมิ่งซีโจวได้รับโอกาสให้มาเกิดใหม่อีกครา นางย่อมมิกล้าล่าช้าแม้แต่น้อย รีบไหว้วานเจียงจี้เยว่ให้ออกตามหาพวกนางทั้งหมดให้พบ
เพราะนางรู้ดีกว่าผู้ใดว่า ยิ่งยื้อเวลาออกไปนานเท่าไหร่ ต่อให้พวกนางจะโชคดีสามารถรอดชีวิตมาได้ ก็เกรงว่าจิตใจคงจะแตกสลายสูญสิ้น แม้กระทั่งความปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ต่อ ก็คงไม่มีหลงเหลืออีกแล้ว
วันคืนเช่นนั้น เมิ่งซีโจวเคยลิ้มรสด้วยตนเองมาแล้ว
ช่างเป็นวันคืนที่ยากลำบากเหลือเกิน… ประหนึ่งมีเข็มเงินนับไม่ถ้วนแทรกไชชอนไปตามรอยต่อของข้อกระดูก ทุกลมหายใจล้วนแฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดที่คืบคลานทีละน้อย สามารถทรมานคนเป็นให้ค่อยๆเหือดแห้งตายไปอย่างทรมาน
นางรุ่มร้อนทั้งกายใจ หวังเพียงว่าทุกอย่างจะยังคงไม่สายเกินไป ยังพอจะสามารถฉุดดึงพวกนางเหล่านั้นให้กลับออกมาจากขอบเหวแห่งความสิ้นหวังได้ทัน
บานประตูห้องรับรองถูกผลักให้เปิดออก
ยามที่สายตาของเมิ่งซีโจวทอดมองไปเห็นภาพภายในห้องใน ชั่วพริบตานั้น ความขมขื่นที่ฝืนกลั้นมาตลอดทาง ก็มิอาจข่มกลั้นเอาไว้ได้อีกต่อไป น้ำตาพลันเอ่อท่วมจนภาพตรงหน้าพร่ามัวในบัดดล
นางมีสาวใช้คนสนิทข้างกายอยู่ทั้งหมดสามคน
ในความทรงจำของนาง จือสวี่คือผู้สุขุมนิ่งที่สุด หางตาและหว่างคิ้วยังมักแต้มไว้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเสมอ ชิงถังซึ่งเป็นคนมีชีวิตชีวานั้น มีความเฉลียวฉลาดว่องไวกว่าใครๆ ส่วนซูถงกลับเป็นคนคล่องแคล่วซุกซน…
วันเวลาที่พวกนางรายล้อมอยู่ข้างกายเมิ่งซีโจวนั้น แม้แต่สายลมยังหวานล้ำ
ย้อนกลับไปในยามนั้น เรือนหลานจื่อเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความครึกครื้นอยู่เสมอ แทบมิอาจแยกได้เลยว่า เป็นเพราะนางพาให้สาวใช้กลุ่มนี้กลายเป็นคนมีวาจาฉะฉาน ฉลาดหลักแหลม จนรู้จักจังหวะจะโคลนมีทีเล่นทีจริงเวลาแกล้งหยอกเย้ากัน หรือเป็นเพราะพวกนางทั้งสามที่คอยรับใช้และคอยตามใจนาง จนนางสามารถใช้ชีวิตได้อย่างไร้ทุกข์กังวลกันแน่
ทว่าในยามนี้เอง ครั้นเสียงเปิดประตูดังขึ้น ชั่วขณะนั้น เงาร่างทั้งสามก็พลันสะดุ้งโหยงดุจนกถูกเกาทัณฑ์เพ่งเล็ง แล้วทั้งสามคนต่างก็นั่งหดศรีษะห่อกายเนื้อตัวสั่นเทา ซุกใบหน้าลงลึกอยู่ในอ้อมแขนของตนด้วยความหวาดกลัวสุดขีด!
นั่นคือปฏิกิริยาอันเป็นสัญชาตญาณ หลังถูกเฆี่ยนตีและได้รับการทรมานมาเนิ่นนานเกินคนานับ
เมื่อเจียงจี้เยว่ตามหาพวกนางพบ ย่อมต้องบอกกล่าวถึงเหตุและผลทั้งหมดให้พวกนางฟังอยู่แล้ว ทว่าพวกนางกลับไม่กล้าเชื่อผู้ใดได้อีกต่อไปแล้วเช่นกัน
‘ความเมตตา’ ครั้งนี้ที่มาเยี่ยมเยือนอย่างกะทันหันจนเกินไป ทำให้ยิ่งดูคล้ายแผนการข่มเหงรังแกครั้งใหม่เสียมากกว่า
เสียงของเมิ่งซีโจวเปล่งดังขึ้นพร้อมกับเสียงสะอื้นเล็กน้อย
“เป็นข้าเอง… ข้ากลับมาแล้ว”
บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ ผู้คนในห้องประหนึ่งถูกทำให้ร่างแข็งค้างไปชั่วขณะ
อาการขดร่างห่อไหล่กดศรีษะของพวกนางทั้งสามพลันชะงักงัน
เมิ่งซีโจวสาวเท้าเข้าไปหา ทุกย่างก้าวประหนึ่งเหยียบย่างลงบนหัวใจของตนเอง นางยื่นวงแขนออกไป ใจหนึ่งอยากจะสวมกอดพวกนางเข้าสู่อ้อมอกไว้แนบแน่น แล้วร่ำไห้ออกมาให้สุดแรง ทว่าอีกใจก็หวั่นเกรงว่าจะเผลอไปสัมผัสโดนบาดแผลของพวกนางเข้า และจะทำให้พวกนางต้องเจ็บปวด จึงทำได้เพียงแค่โอบร่างของพวกนางทั้งสามไว้อย่างหลวมๆและแผ่วเบายิ่ง
ครั้นสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคย ร่างทั้งสามในอ้อมแขนนั้นก็เริ่มแข็งค้าง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นค่อยๆสั่นเทาขึ้นทีละนิด
พวกนางมิได้หลบเลี่ยง หากแต่ก็มิได้ตอบสนอง ราวกับกำลังจมอยู่ในห้วงความฝันที่มิกล้าตื่นขึ้นมา เพราะเกรงว่าความรู้สึกดีๆนี้จะจางหายไป
น้ำตาของพวกนางไหลหลั่งทะลักออกมาอีกครา ซึมชุ่มอาภรณ์ของเมิ่งซีโจวจนเปียกชื้นไปหมด
ลำคอของเมิ่งซีโจวยามนี้ตีบตันไปหมด คำพูดนับพันนับหมื่นล้วนติดค้างอยู่กลางอก มีเพียงความเจ็บปวดเสียใจอันไร้ขอบเขต
นางนึกชิงชังในความไร้เดียงสา และสายตาอันพร่ามัวจนมองคนผิดไปของตนในชาติก่อนนัก นางเกลียดตัวเองที่เดินพลาดไปเพียงก้าวเดียว แต่กลับกลายเป็นต้องผิดพลาดไปทุกย่างก้าวนับแต่นั้น จนกระทั่งถูกจับไปกุมขังอยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวเหอ และต้องทนรับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส!
ยิ่งย้อนนึกไปถึงอดีตมากเพียงใด ความรู้สึกเกลียดชังที่มีต่อฮูหยินเมิ่งกับเมิ่งหนานอี้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ทั้งคู่เฝ้าคอยกัดกินเลือดเนื้อของนางราวกับหมั่นโถวอาบโลหิตอย่างหิวกระหาย
คนชาติชั่วพรรค์นี้ บทสรุปสุดท้ายกลับได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความมั่งคั่ง และสงบสุขราบรื่นไปตลอดทั้งชีวิต!
สวรรค์ช่างลำเอียงนัก!
ความเคียดแค้นอาฆาตทั้งหมดในชาติภพก่อน ต้นกำเนิดหาได้มาจากตัวนางคนเดียวไม่
ในห้วงขณะนั้นเอง เสียงแหบพร่าหนึ่งก็พลันเปล่งดังขึ้นจากอ้อมแขนของนางอย่างแผ่วเบา
“คุณหนู…อย่าร้องไห้เลยเจ้าค่ะ”
“อืม…” เมิ่งซีโจวรีบขานรับโดยเร็ว ทว่าน้ำตากลับยิ่งไหลรินหนักกว่าเดิม
นางปฏิญาณกับตัวเองในใจอย่างเงียบงัน ว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ตนต้องหลั่งน้ำตา หลังจากนี้ หนี้แค้นที่เปียกชุ่มไปด้วยเลือดและน้ำตานี้ นางจะต้องทวงคืนจากฮูหยินเมิ่งผู้เป็นมารดาและเมิ่งหนานอี้ ให้ครบถ้วนทั้งต้นทั้งดอก จะมิให้ขาดไปแม้เพียงนิด!