พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่77 คำสั่งกักบริเวณ ปรากฏว่าหลุดง่ายเสียยิ่งกว่าคอกหมู
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่77 คำสั่งกักบริเวณ ปรากฏว่าหลุดง่ายเสียยิ่งกว่าคอกหมู
บทที่77 คำสั่งกักบริเวณ ปรากฏว่าหลุดง่ายเสียยิ่งกว่าคอกหมู
ค่าหัวรางวัลก้อนโตที่จ้าวหังประกาศออกมานั้น ทำให้นาม ‘เซียวเหยาเค่อ’ จากเดิมที่เป็นเพียงนักเขียนผู้ไร้ชื่อเสียง ยามนี้กลับกลายเป็นจุดสนใจที่ผู้คนตามท้องถนนและตรอกซอกซอย ต่างพากันกล่าวขวัญถึงไม่หยุดปาก
ธรณีประตูของหอตำราซู่อวี้ถูกเหยียบกระทืบเข้าออกจนจวนเจียนจะพัง ผู้คนหาได้มาด้วยเหตุอื่นไม่ ต่างพากันมาเพียงเพื่อหาซื้อผลงานของเซียวเหยาเค่อสักสองสามเล่ม ทั้งนี้เผื่อว่าจะได้เบาะแสอันใดที่ทำให้สามารถตามรอยไปพบตัวเขาได้เท่านั้น
ทว่าเมิ่งซีโจวกลับมิได้ใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้นัก นางยังคงนั่งรถม้ามุ่งหน้ากลับจวนไป
ครั้นเพิ่งจะก้าวเท้าผ่านประตูใหญ่เข้าไป ร่างหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นขวางอยู่ตรงหน้านางแล้ว และผู้มาเยือนก็คือซิ่วหลาน สาวใช้คนสนิทข้างกายของฮูหยินเมิ่งนั่นเอง
บนใบหน้าของซิ่วหลานประดับไปด้วยรอยยิ้มก็จริง แต่ในแววตากลับเยียบเย็นและหม่นครึ้มอึมครึมเกินเจ็ดส่วน ความเสียเปรียบที่เคยพลาดท่าให้แก่เมิ่งซีโจวเมื่อคราก่อน นางยังจดจำได้มิลืมเลือน
นางย่อตัวลงเล็กน้อย น้ำเสียงเรียบเฉยดุจบ่อน้ำโบราณที่ไร้ระลอกคลื่น
“คุณหนูรอง ฮูหยินเชิญท่านไปที่โถงใหญ่เจ้าค่ะ”
ฝีเท้าของเมิ่งซีโจวชะงักลงเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นมองซิ่วหลาน ก่อนมุมปากจะยกโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม
“อ้อ ที่แท้ก็พี่ซิ่วหลานนี่เอง มารดาของข้าช่างมีเรี่ยวแรงมากมายนัก วันหนึ่งๆมีเวลาว่างเยอะแยะถึงเพียงนี้เชียวรึ?”
นางเอ่ยประชดประชันอย่างไม่คิดปิดบัง
“คำสั่งกักบริเวณนี้… เฮ้อ…จะว่าไปก็ยังไม่แน่นหนาเท่าคอกหมูเสียด้วยซ้ำ ท่านแม่กลับยังสามารถเคลื่อนไหวไปที่โน่นที่นี่ได้คล่องแคล่วดุจเงาดำเยี่ยงนี้ ปรากฏว่าคำสั่งของท่านพ่อนั้น สำหรับท่านแม่แล้วคงเป็นดั่งสายลมพัดผ่านหูเท่านั้นเองกระมัง”
“นี่ท่าน!” ซิ่วหลานกำหมัดที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อแน่น ต้องจิกปลายเล็บลึกลงกลางฝ่ามือ จึงจะสามารถข่มกลั้นแรงกระตุ้นที่ทำให้ตนอยากจะฉีกปากคมตรงหน้าเสียให้ยับยู่ยี่ลงได้
บทเรียนจากคราก่อนได้ฝังลึกลงไปถึงกระดูก เพราะฮูหยินต้องปกป้องนาง จึงได้ถูกนายท่านตำหนิไปคราหนึ่งแล้ว
นางจะบุ่มบ่ามอีกไม่ได้ จะปล่อยให้นังหญิงต่ำช้านางนี้ฉวยโอกาสจับผิดได้อีกมิได้อย่างเด็ดขาด!
ซิ่วหลานสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง ฝืนกดข่มโทสะที่พลุ่งพล่านอยู่ในอกกลับลงไป แล้วจึงกล่าวย้ำอีกเพียงสั้นๆว่า
“คุณหนูรอง ฮูหยินเชิญท่านไปยังโถงใหญ่เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ!”
“ซิ่วหลาน” เมิ่งซีโจวพลันเปลี่ยนน้ำเสียงอย่างกะทันหัน น้ำเสียงของนางยามนี้ทั้งออดอ้อนทั้งหวานหยดย้อยประหนึ่งน้ำค้าง นางจงใจเม้มริมฝีปากเล็กน้อย แล้วแสร้งทำเป็นปั้นหน้าไร้เดียงสา “นี่คือท่าทีที่เจ้ามาใช้เชื้อเชิญผู้คนรึ? ดูดุร้ายถึงปานนี้ น่ากลัวจะตายไป ข้าเองก็หาใช่คนว่านอนสอนง่ายถึงเพียงนั้นไม่ ที่สั่งนกก็เป็นนก สั่งไม้ก็เป็นไม้ ยามพวกบ่าวไพร่เข้ามารายงานเรื่องสำคัญให้แก่ผู้เป็นนายฟังนั้น จะต้องพูดจาเยี่ยงไรกันนะ?”
เมิ่งซีโจวนึกสนุกขึ้นมา จึงคิดจะยั่วโมโหอีกฝ่ายให้รู้สึกขยะแขยงเดือดดาลใจเล่นสักครา
สีหน้าของซิ่วหลานพลันแปรเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำดั่งเหล็กในชั่วพริบตา อกกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง เห็นชัดว่าโทสะกำลังเดือดพล่านมิใช่น้อยเลย
นางไม่อาจปล่อยให้ฮูหยินรอนาน และยิ่งไม่อาจทำให้ฮูหยินต้องมาขุ่นใจเพราะเรื่องเพียงเท่านี้ หาไม่แล้ว ตัวนางเองก็คงจะยืนหยัดอยู่ในจวนต่อไปได้ยากนัก
“ท่าน… ยังต้องการอันใดอีก?” ทุกถ้อยวาจาของนาง ราวกับต้องล้วงออกจากส่วนลึกของลำคออย่างยากลำบาก
รอยยิ้มบนใบหน้าของเมิ่งซีโจวพลันผลิบานยิ่งกว่าเดิม “โอ้ พี่ซิ่วหลานมีรูปโฉมงดงามประหนึ่งบุปผา เพียงผู้ใดได้พบเห็นก็ยากจะลืมเลือน หากพี่ซิ่วหลานยอมลดตัวลงสักหน่อย วิงวอนข้าด้วยความจริงใจสักนิด… บางทีใจข้าอาจจะอ่อนยวบ แล้วยอมเต็มใจไปกับเจ้าก็เป็นได้?”
การหยามหมิ่นอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ประหนึ่งแส้ที่ฟาดลงบนใบหน้าของซิ่วหลานอย่างจัง!
ตั้งแต่เล็กจนโตมา นางเคยได้รับความอัปยศถึงเพียงนี้เสียที่ไหนกันเล่า? ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องถูกนังตัวต่ำช้าที่ฮูหยินมองว่าเป็นเสี้ยนหนามเย้ยหยันเล่นงานถึงเพียงนี้อีก! นางรู้สึกว่าโลหิตทั่วร่างได้พุ่งขึ้นสู่ศีรษะ จนสองหูอื้ออึงไปหมด
“ข้า.. ข้าขอ… ร้อง… ท่าน!” ซิ่วหลานแทบต้องกัดฟันกรอด กว่าจะเค้นเสียงรอดไรฟันเปล่งออกมาได้แต่ละคำ
“ขอร้องผู้ใดเล่า?” เมิ่งซีโจวกะพริบดวงตากลมโต สีหน้ายังคงใสซื่อไร้พิษภัย
“…ขอร้องท่านเจ้าค่ะ คุณหนูรอง”
“ผู้ใดขอร้องผู้ใดกันเล่า? ข้าได้ยินไม่ถนัดนัก” เมิ่งซีโจวยังคงกัดแน่นไม่ยอมปล่อยไปโดยง่าย
ซิ่วหลานคับแค้นใจจนอกแทบระเบิด ทว่ายามนี้ไม่อาจเสียเวลาได้ นางจึงจำต้องยอมให้เมิ่งซีโจวจูงจมูกพาไป
“ซิ่วหลานขอร้องคุณหนูรองเจ้าค่ะ—!”
นางรวบรวมเรี่ยวแรงทั่วทั้งร่าง แล้วร้องตะโกนออกไปอย่างสุดเสียงจนแหบแห้งแตกพร่า เสียงนั้นดังสะเทือนเสียจนเหล่านกกระจิบบนกิ่งไม้โดยรอบ ต่างก็พากันกระพือปีกบินหนีกระเจิดกระเจิงไป แม้แต่บ่าวไพร่ที่กำลังกวาดลานอยู่ไกลๆ ยังพากันหันมามองด้วยสีหน้าตกตะลึง
เมิ่งซีโจวประหนึ่งเพิ่งชื่นชมบทเพลงสวรรค์จบไปหนึ่งครา นางพยักหน้าอย่างเคลิบเคลิ้ม พลางเอ่ยอย่างพออกพอใจว่า
“อืม~ เช่นนี้ค่อยนับว่าใช้ได้หน่อย อย่างน้อยก็พอมีความจริงใจเพิ่มมาหนึ่งส่วนแล้ว”
ซิ่วหลานเพียงรู้สึกว่าลำคอของตนแสบร้อนดุจถูกเปลวเพลิงแผดเผา สายตาพร่ามัวเป็นระลอก นางฝืนประคองสติเฮือกสุดท้ายไว้ แล้วเอ่ยถามออกมาว่า
“บัดนี้… ท่านจะไปยังโถงใหญ่กับบ่าวได้หรือยัง?”
“ได้สิ”
เมิ่งซีโจวพยักหน้ารับอย่างฉับไว ทว่าในบัดดลนั้นเอง น้ำเสียงของนางกลับเปลี่ยนไป เอ่ยขึ้นเสียงเนิบว่า
“เอาเป็นว่าข้าตกลงรับคำร้องขอของเจ้าไว้แล้ว และได้ถือว่าจัดเข้าไปในตารางที่ต้องทำประจำวันเรียบร้อยแล้ว แต่ถึงอย่างไร ข้ายังต้องขอนอนชดเชยสักงีบก่อน จำต้องบำรุงกายใจให้มีพลังวังชาเต็มที่เสียก่อน ไว้ตื่นแล้วข้าจะรีบบอกให้เจ้ารับทราบอีกครา เอาล่ะ ถอยไปได้แล้ว”
กล่าวจบ นางก็เอาสองมือไพล่หลัง ท่าทางยังดูสบายอารมณ์ยิ่งนัก แล้วหมายจะเดินอ้อมผ่านร่างของซิ่วหลานไป
“นี่เจ้าหลอกข้ารึ?!”
ต่อให้หยอกสุนัขก็ยังไม่เกินเลยถึงเพียงนี้! นังแพศยาผู้นี้ เห็นชัดว่ากำลังล้อเล่นกับนางราวจับลิงมาปั้นเป็นหุ่นเชิด! หากนางปล่อยให้อีกฝ่ายเดินจากไปเช่นนี้ จนทำให้แผนการของฮูหยินต้องล่าช้า ฮูหยินจะต้องถลกหนังนางทั้งเป็นแน่!