พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่78 หรือว่าเมิ่งซีโจวจะถูกสวมรอย?!
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่78 หรือว่าเมิ่งซีโจวจะถูกสวมรอย?!
บทที่78 หรือว่าเมิ่งซีโจวจะถูกสวมรอย?!
ความโกรธแค้นถึงขีดสุดกับความหวาดกลัวรุนแรง พลันผสมผสานถาโถมท่วมทับเหตุผลจนสิ้น ซิ่วหลานไม่อาจคำนึงถึงมารยาทหรือกระเบียบอันใดได้อีก ทั้งยังลืมเลือนบทเรียนคราก่อนไปเสียสิ้น
นางประหนึ่งแม่เสือดาวที่ถูกยั่วโทสะจนเดือดพล่านอย่างแท้จริง เพียงสามก้าวควบเป็นสองก็พุ่งทะยานขึ้นหน้าไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยื่นมือเข้าไปกระชากแขนเสื้อของเมิ่งซีโจวไว้อย่างแรง!
เรี่ยวแรงที่นางหยิบใช้นั้น เปี่ยมไปด้วยพละกำลังหนักหน่วงจนแทบจะฉีกอาภรณ์ของเมิ่งซีโจวให้ขาดวิ่นในคราเดียวได้!
ซิ่วหลานตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ต่อให้ต้องฉุดกระชากลากอีกฝ่ายไปทั้งอย่างนั้น นางก็จะต้องลากนังสารเลวผู้นี้ไปยืนต่อหน้าฮูหยินให้จงได้!
“ไปกับข้า!” ซิ่วหลานตวาดเสียงดังเฉียบขาด พลางออกแรงที่มือ หวังจะกระชากร่างอีกฝ่ายไปทั้งอย่างนั้น
ทว่าในห้วงขณะที่นิ้วมือของนางกำลังจะคว้าจับชายแขนเสื้อของเมิ่งซีโจวไว้ได้ ดวงตาของเมิ่งซีโจวก็พลันมีประกายเยียบเย็นแล่นแผ่นวาบหนึ่ง!
แขนที่เป็นเป้าหมายไม่เพียงไม่ถูกดึงถอยหนี กลับยังอาศัยแรงนั้นพลิกกายกลับตามน้ำฉับพลัน! แล้วฝ่ามืออีกข้างก็เคลื่อนไหวรวดเร็วรุนแรงดุจคมมีด ฟันฉับลงไปที่สีข้างของซิ่วหลานซึ่งไม่ทันตั้งตัวอย่างแรง!
“อึก! อ๊าก—!!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนแสนเวทนาเปล่งดังลั่นขึ้นในบัดดล!
ซิ่วหลานรู้สึกเพียงแค่ว่า ที่เอวด้านข้างของตนพลันเกิดความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นปราดเข้ามา ราวกับถูกค้อนเหล็กทุบกระแทกใส่อย่างแรง! มือที่กำลังบีบกำชายแขนเสื้อของเมิ่งซีโจวไว้แน่นพลันหมดเรี่ยวแรง และคลายออกในทันที แล้วร่างทั้งร่างก็งอคู้ทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความเจ็บปวดทรมาน
เมิ่งซีโจวมิได้ชายตามองซิ่วหลานที่ล้มฟุบลงไปกับพื้นด้วยความเจ็บปวดเลยสักนิด นางฉวยจังหวะนั้นสลัดหลุดจากการรั้งไว้ แล้ววิ่งหนีออกไปไกลลิบ
ปล่อยให้นังฮูหยินเมิ่งนั่นรอไปเถิด
จงรั้งรอจนกว่าฟ้าจะถล่มดินจะทลาย มวลบุปผาสีเหลืองฉ่ำกลายเป็นเหี่ยวเฉาตายสิ้น ต้องการให้นาง-เมิ่งซีโจวไปพบอย่างนั้นรึ? ไหนเลยจะง่ายดายถึงเพียงนั้นเล่า?
ซิ่วหลานกุมชายโครงที่ปวดร้าวอย่างหนักของตนไว้แน่น ก่อนจะนอนแผ่หลาอยู่กับพื้น ยามนี้นางทั้งเจ็บ ทั้งแค้น ทั้งร้อนอกร้อนใจยิ่ง
แต่สิ่งที่เมิ่งซีโจวคาดไม่ถึงที่สุดก็คือ ซิ่วหลานกลับเล่นเล่ห์กลกับนางหนึ่งกระบวน ด้วยการตัดทอนข้อมูลสำคัญสุดทิ้งไปดื้อๆ — เมิ่งฉินรุ่ยเองก็กำลังรอคอยอยู่ที่โถงใหญ่ด้วยเช่นกัน!
ดังนั้น ครั้นเมื่อซิ่วหลานค่อยๆพยุงร่างบอบช้ำกลับไปยังโถงใหญ่อย่างยากลำบากเพื่อรายงาน เมิ่งชินรุ่ยก็ได้มองข้ามร่างของนางไป สายตากวาดมองซ้ายทีขวาที ทว่ากลับไม่เห็นแม้แต่เงาของผู้ที่ควรจะมา ใบหน้าจึงเปลี่ยนเป็นดำทะมึนราวก้นหม้อทันที
“คุณหนูรองเล่า? คนอยู่ที่ใด?!”
ซิ่วหลานทรุดกายลงคุกเข่ากระแทกกับพื้นเสียงดัง “ตุ้บ” สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ก่อนจะฟ้องผู้เป็นายด้วยความคับแค้นใจว่า
“นายท่าน บ่าวไร้ความสามารถเจ้าค่ะ! คุณหนูรองกล่าวว่า หากนายท่านกับฮูหยินอยากจะรอนัก ก็จงรอต่อไปเถิด! นางจะกลับไปนอนเอาแรงเสียก่อน ครั้นตื่นแล้วจึงจะค่อยมาพบเจ้าค่ะ! บ่าวเฝ้าวิงวอนแทบตาย แต่คุณหนูรองไม่เพียงไม่ยอมฟัง ยังต่อว่าบ่าวพูดจาหนวกหูน่ารำคาญ ทั้งยังลงมือทำร้ายบ่าวด้วยเจ้าค่ะ! ที่เอวของบ่าวยามนี้…”
กล่าวมาถึงตรงนี้ นางก็สะอื้นร่ำไห้ขึ้นมาอย่างพอเหมาะพอดี มือข้างหนึ่งกุมสีข้างของตนเอาไว้แน่น ใบหน้าสื่อแสดงถึงความเจ็บปวดที่ตนได้รับ
“คุณหนูรองยังกล่าวอีกว่า อย่าได้หวังว่านางจะให้ความร่วมมือ ไม่มีทางเด็ดขาดเจ้าค่ะ!”
“ปัง—!”
เมิ่งชินรุ่ยฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะไม้จื่อถานอย่างแรง แรงสั่นสะเทือนนั้นทำให้ถ้วยชากับฝาถ้วยสั่นกระทบกันดังเคร้งคร้างไม่หยุด
เขาโมโหเดือดดาลจนเส้นเอ็นข้างขมับปูดโปน โกรธจัดเสียจนต้องแค่นหัวเราะเสียงเย็นออกมา
“นังลูกอกตัญญู! ช่างกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้แล้วรึ!! หรือยังต้องให้ข้าเลียนแบบบ่าวไพร่ ต้องเดินทางไปเชื้อเชิญนางถึงเรือนสักสามครั้งสามคราด้วยตัวเองกระมัง?!”
ข้างกันนั้น ฮูหยินที่เฝ้าดูแลบุตรีที่นอนหมดสติอยู่ตลอดทั้งคืน ใต้ตาจึงดำคล้ำอย่างเห็นได้ชัด ทว่าในยามนี้นางยังคงฝืนประคองสติไว้ แสร้งปั้นสีหน้าราวกับเจ็บปวดเสียใจเต็มประดา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าท่าทางสะเทือนใจอย่างยิ่งว่า
“ท่านพี่โปรดระงับโทสะด้วยเถิด ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของข้าเอง หนานอี้ถูกข้าตามอกตามใจจนเสียคนมาตั้งแต่เล็ก นิสัยใจคอจึงค่อนข้างแข็งกร้าวอยู่บ้าง… เพียงแต่ครานี้ อารมณ์ของนางนับว่ารุนแรงเกินไปจริงๆ ถึงกับทำให้พี่สาวของตนโกรธจนเป็นลมไป หากยังปล่อยไปเช่นนี้ไม่ทำอะไรเสียเลย… เกรงว่าคงจะเป็นเรื่องไม่สมควรยิ่งนัก…”
ทุกถ้อยคำของนางคล้ายตำหนิติเตียนตนเอง คล้ายกำลังเกลี้ยกล่อมให้เกิดความปรองดอง ทว่าแท้จริงแล้ว ทุกถ้อยคำล้วนเป็นการสาดน้ำมันลงไปบนกองเพลิง ตอกย้ำความผิดของ ‘เมิ่งหนานอี้’ ให้แน่นหนักมากยิ่งขึ้น ว่านางเป็นสตรีที่เอาแต่ใจ กำเริบเสิบสาน ถึงขั้นทำให้พี่สาวคนโตโมโหจนเป็นลมหมดสติไป
วาจาของฮูหยินเมิ่งประหนึ่งฟางเส้นสุดท้ายที่กดทับลงมา ทำให้สติและความอดกลั้นของเมิ่งชินรุ่ยพังทลายลงสิ้น
จะต้องไม่มีผู้ใดสามารถคุกคามความปลอดภัยของว่าที่พระชายาแห่งองค์รัชทายาทได้อย่างเด็ดขาด! หาก ‘เมิ่งซีโจว’ ถูกยั่วโมโหจนเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาจริงๆ หรือต้องชื่อเสียงมัวหมองเพราะเหตุนี้ เช่นนั้นแล้ว เส้นทางขุนนางของเขาจะทำอย่างไรเล่า? อนาคตของจวนโหวจะเป็นเยี่ยงไรเล่า?!
‘เมิ่งหนานอี้’ ผู้นี้ช่างโง่เขลาเสียจนเหลือทนแล้วจริงๆ!
นางไม่เข้าใจหรือว่า ในภายหน้าทั้งจวนโหวแห่งนี้ ล้วนต้องอาศัยบารมีของว่าที่พระชายาแห่งองค์รัชทายาท เพื่อประคับประคองลมหายใจต่อไป? ต่อให้นางไม่รู้จักยกย่องพี่สาวดุจของสูง คอยปรนนิบัติรับใช้อย่างระมัดระวังก็ช่างเถิด แต่นี่ยังกล้ากำเริบเสิบสาน บังอาจอวดดีท้าทายอีกฝ่ายถึงเพียงนี้เชียวรึ?!
แต่ทันใดนั้น ก็พลันปรากฏหนึ่งความคิดเหลวไหลฉายวาบขึ้นในหัวของเมิ่งชินรุ่ย และสิ่งนี้กลับทรงไปด้วยพลังอำนาจบางประการ ที่ยังทำให้แม้กระทั่งเขาเองยังหวาดหวั่นสะท้านไปถึงหัวใจ
เพราะความคิดที่แล่นวาบขึ้นในหัวของเขายามนี้ก็คือ—หรือว่า… ‘เมิ่งหนานอี้’ ผู้นั้น บางทีอาจกำลังอาศัยข้อได้เปรียบที่ตนมีใบหน้าเหมือนพี่สาวราวกับแกะ จึงบังเกิดความคิดเพ้อฝันใฝ่สูง ต้องการจะสวมรอยแทนที่พี่สาวแท้ๆของตนเองกันแน่?
หาไม่แล้ว เหตุการณ์ทั้งหมดจะกลับกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?!