พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่86 ฮูหยินเมิ่ง หญิงโง่และอัปรีย์
บทที่86 ฮูหยินเมิ่ง หญิงโง่และอัปรีย์
อีกทั้งยังเป็นความอาลัยเพียงหนึ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ หลังจากนางกับชายคนรักได้รู้จักพบพานกัน ได้รักใคร่ผูกพันกัน ทว่ากลับจำต้องพรากจากกัน
ด้วยเหตุนี้ เมิ่งซีโจว บุตรีผู้ลืมตาดูโลกก่อนเมิ่งหนานอี้เพียงก้าวหนึ่ง จึงต้องกลายมาเป็นตราประทับแห่งความอัปยศอดสูที่มิอาจลบเลือนไปจากใจของนาง! เป็นร่องรอยแห่งการที่นางจำต้องศิโรราบต่อชะตากรรม ถูกบีบให้ร่วมหลับนอนกับเมิ่งชินรุ่ย!
ทุกครั้งที่เห็นใบหน้าของเมิ่งซีโจวซึ่งคล้ายคลึงทั้งตนเอง และยิ่งเหมือนกับเมิ่งหนานอี้อย่างมาก ฮูหยินเมิ่งก็ราวถูกกระชากกลับไปยังห้วงเวลาที่เปี่ยมไปด้วยความคับแค้น และไร้ซึ่งหนทางอย่างน่าอดสูในอดีตอีกครา!
ดังนั้น ฮูหยินเมิ่งจึงไม่เพียงเมินเฉยต่อบุตรีผู้นี้ ไม่เพียงไม่คิดไยดีประหนึ่งนางเป็นเพียงอากาศธาตุไร้ตัวตน หากแต่ยังคิดคำนวณวางอุบายและคิดร้ายต่อนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปรารถนาอยากจะลบนางให้หายไปจากชีวิตของตน!
ความจริงอันบิดเบี้ยวและโหดร้ายเหล่านี้ เมิ่งซีโจวเพิ่งล่วงรู้ในยามก่อนสิ้นลมหายใจในภพชาติก่อน
ในห้วงขณะนั้น ความรู้สึกชิงชังไร้ขอบเขตประหนึ่งลาวาหลอมเดือด ได้แผดเผาวิญญาณของนางจนแทบแหลกสลาย ทว่ามุมปากกลับแยกออกอย่างมิอาจควบคุม เปล่งเสียงหัวเราะอันโศกสลดออกมาอย่างบ้าคลั่ง!
เพราะร่างกายของนางได้ร่วงโรยจนถึงคราวน้ำมันสิ้นไส้ตะเกียงแล้ว ครั้นปล่อยให้อารมณ์พลุ่งพล่านถึงเพียงนั้น โลหิตในกายจึงได้กระอักทะลักออกมาทางปาก
แต่นางกลับมิได้หยุดเสียงหัวเราะนั้น
เพราะ…มันช่างเป็นเรื่องที่น่าขันยิ่งนัก!
ฮูหยินเมิ่ง เจ้าช่างน่าสมเพชและน่าขบขันเสียจริง! กลับยกตรรกะเหลวไหลเพียงนี้มาปกปิดความเห็นแก่ตัว และความเย็นชาในใจของตน!
ทว่าเสียงหัวเราะที่คลุกเคล้าไปด้วยโลหิตและน้ำตานั้นกลับดำรงอยู่ได้ไม่นานนัก ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้นล้ำลึกหนักหน่วงเข้ามาแทนที่
คลี่ยิ้มไปคลี่ยิ้มมา น้ำตาร้อนผ่าวก็พลันไหลทะลักพรั่งพรูออกมา จนภาพเลือนรางตรงหน้าในห้วงเข้าสู่ความตายนั้นพลันพร่ามัวจนสิ้น
ที่แท้… ชีวิตทั้งชีวิตของนาง ที่ต้องถูกมารดาแท้ๆรังเกียจเดียดฉันท์ ถูกลักพาตัวไปขาย ถูกเหยียบย่ำจนแหลกสลาย กลับมีต้นสายปลายเหตุเพียงแค่… เรื่องน่าขันเหลวไหลและไร้ค่าอย่างที่สุด!
แล้วผู้ที่น่าเวทนาและน่าขันอย่างที่สุดนั้น…
อ้อมไปอ้อมมา กลับกลายเป็นตัวนางเอง!
ครั้นหวนระลึกถึงเหตุการณ์ในชาติภพก่อน อารมณ์ความรู้สึกของนางก็พลันพลุ่งพล่านท่วมท้นขึ้นมาอีกชั่วขณะ
เมิ่งซีโจวบังคับข่มกลั้นหยาดน้ำตาเอาไว้ แล้วโน้มกายเล็กน้อยขยับเข้าไปใกล้ข้างหูของฮูหยินเมิ่ง ที่ยามนี้ร่างทั้งร่างเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจากความเจ็บปวดและความเดือดดาล จากนั้น จึงค่อยเปล่งเสียงแผ่วเบาที่มีเพียงคนสองคนได้ยิน เอ่ยคำต่อคำอย่างชัดเจนประหนึ่งอสรพิษเล่นลิ้น
“แต่ว่าท่านแม่น่ะ… หากเทียบกับอาการไตพร่องนี้แล้ว จิตใจของท่านนั้น…ทั้งโสโมมและบกพร่องเสียยิ่งกว่ากระมัง?”
“ครืน—!”
วาจาประโยคนี้ทิ่มแทงลึกเข้าไปจนถึงส่วนลี้ลับที่สุด และหวาดกลัวที่สุดในใจของฮูหยินเมิ่งโดยตรง!
นางสัมผัสได้ถึงไอเหน็บหนาวเย็นเยียบสายหนึ่ง ที่รุนรางราวกับสายน้ำมหันตภัย สาดโครมลงมาจากศีรษะในชั่วพริบตา จนสองแขนสองขาและกระดูกทุกท่อนทั่วร่างพลันแข็งค้าง!
โทสะทั้งหมดและความเจ็บปวดทั้งมวลในห้วงขณะนั้น พลันถูกกระแสเย็นเยียบเสียดแทงลึกถึงกระดูกนี้เข้ามาแทนที่จนหมดสิ้น!
นางประหนึ่งถูกฉุดดึงพลังหยางทั้งมวลออกจากร่างอย่างฉับพลัน เหลือไว้เพียงความหวาดกลัวไร้ขอบเขตและไร้สิ้นสุดเท่านั้น ทำเอานางถึงกับหายใจหายคอไม่ออกเลยทีเดียว!
นี่นางไปรู้เรื่องอันใดมา?!
แล้วนางรู้ได้อย่างไรกัน?!
นามนั้น… ความรู้สึกผูกพันส่วนนั้น… เป็นความลับที่นางฝังลึกไว้ที่ก้นบึ้งของหัวใจ ต่อให้ร่างต้องถูกแบกไปถึงในโลงศพแล้ว นางย่อมไม่มีวันกล้าเผยมันออกมาแม้เพียงครึ่งคำ!
และผู้ใดก็ตามที่ล่วงรู้เรื่องนี้ ล้วนแต่ถูกนางปิดปากจนหมดสิ้นแล้ว! จะเป็นไปได้อย่างไรกัน…
ฮูหยินเมิ่งประหนึ่งถูกอสรพิษแว้งกัด พลันผลักร่างของเมิ่งซีโจวออกอย่างแรง ก่อนที่ตนจะเซถอยหลังไปหลายก้าว แผ่นหลังปะทะเข้ากับกำแพงเย็นเยียบหนักหน่วง แต่ก็ฝืนประคองกายไว้จนสามารถยืนได้มั่นอีกครา
นางเงยหน้าขึ้นจ้องมองเมิ่งซีโจวตาเขม็ง
“นี่เจ้า… เจ้าต้องการจะเอ่ยอันใดกันแน่?!”
เมิ่งซีโจวเพียงมองตอบนางอย่างไม่ทุกข์ร้อนใดๆ สีหน้ายังคงสงบนิ่งราวกับทุกอย่างอยู่ในความคาดหมายของตน
เห็นได้ชัดว่าจิตใจของฮูหยินเมิ่งในยามนี้ กำลังปั่นป่วนดุจคลื่นสมุทรบ้าคลั่ง ทว่าสีหน้าของนางกลับมีเพียงความตื่นตระหนกและเดือดดาลปะปนกันอยู่ แม้กระทั่งยามนี้ นางก็ยังฝืนข่มเอาไว้ ไม่ยอมเผยพิรุธอื่นออกมาให้เห็นมากกว่านี้ อีกทั้งในส่วนลึกของแววตา ยังคงวาบไหวคล้ายกำลังคำนวณหาหนทางโต้กลับอย่างรวดเร็ว
ท่าทีหนักแน่นเพียงนี้ของนาง กลับทำให้ในใจของเมิ่งซีโจวพลันบังเกิดความรู้สึกขัดแย้งอย่างน่าประหลาดขึ้นสายหนึ่ง
เหตุใดฮูหยินเมิ่งจึงยึดมั่นลุ่มหลงถึงเพียงนี้ว่า เมิ่งหนานอี้เท่านั้นจึงจะเป็นบุตรีเพียงคนเดียวของนาง?
ทั้งที่… ผู้ที่มีส่วนคล้ายคลึงกับฮูหยินเมิ่งมากยิ่งกว่ากลับเป็นตัวนางเอง ทั้งสองต่างเคยชินกับการวางหมากวางกับดักในทุกย่างก้าว และต่างก็สามารถพลิกกระแสจากวิกฤตให้กลับคืนมาได้เช่นกัน
ส่วนเมิ่งหนานอี้นั้น… เมื่อเทียบกับพวกนางทั้งสองแล้ว นับว่าเป็นไผ่งามที่กลับแตกหน่อร้ายออกมาอย่างแท้จริง หาได้ยากยิ่งนักที่จะพบคนสมองทึบเขลาเช่นนาง
เมื่อมองดูท่าทีของฮูหยินเมิ่งที่ฝืนข่มใจให้สงบนิ่ง เมิ่งซีโจวก็พลันคลี่ยิ้มออกมา รอยยิ้มนั้นงดงามเจิดจ้า ทว่ากลับไร้ไออุ่นแม้เพียงน้อยนิด นางปัดตกเรื่องคำถามอันตรายถึงตายเมื่อครู่นั้นออกไปได้อย่างง่ายดาย คล้ายกับว่าหาได้ใส่ใจอันใดไม่
“ผู้คนล้วนกล่าวกันว่า ระหว่างมารดากับบุตรีนั้น ย่อมมีจิตใจเชื่อมถึงกัน ความคิดเล็กๆน้อยๆของลูกเพียงเท่านี้ ท่านแม่กลับมองไม่ทะลุอีกรึ?”
นางมิได้อธิบายสิ่งใดต่อ เพียงทอดสายตามองไปทางฮูหยินเมิ่งอย่างมีนัยลึกซึ้ง ปล่อยให้ความหวาดกลัวอันไร้เสียงนั้นก่อตัวขึ้นอย่างบ้าคลั่งภายในใจของอีกฝ่าย แล้วแผ่ลามออกไปไม่หยุด
จงคาดเดาเอาเถิด!
จงหวาดกลัวเสียเถิด!
จงสติแตกจนกินไม่ได้นอนไม่หลับไปตลอดทั้งวันทั้งคืนเถิด!!
ยิ่งหากทุกครั้งที่หลับตาลง ยังต้องหวนระลึกถึงเหตุการณ์ในวันนี้ ระลึกถึงถ้อยวาจาที่นางเอ่ยออกมาได้ก็ยิ่งดี
เพราะนี่ต่างหากคือบทลงโทษที่เหมาะสมกับหญิงโง่และอัปรีย์เฉกเช่นเจ้าที่สุดแล้ว!