พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่88 อิสตรีนางนี้คือเซียวเหยาเค่อ? (2)
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่88 อิสตรีนางนี้คือเซียวเหยาเค่อ? (2)
บทที่88 อิสตรีนางนี้คือเซียวเหยาเค่อ? (2)
มีเพียงต้องลงมือติดประกาศด้วยตนเองเท่านั้น จึงจะสามารถถ่ายทอดความเคารพสูงสุดที่จ้าวหังมีต่อสหายรู้ใจผู้นี้ได้อย่างแท้จริง!
ผู้ติดตามรับคำสั่งแล้วรีบจากไปโดยเร็ว จ้าวหังค่อยๆวางเรื่องเขียนในมือลงด้วยความอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะก้าวออกจากหอตำราแห่งนั้นไป
เงยหน้าขึ้นมองฟ้า เขาก็พลันสัมผัสได้ถึงท้องนภาและอากาศที่ปลอดโปร่ง สายลมอ่อนละมุนพัดโชย กระทั่งเสียงเร่ขายของจากพ่อค้าแม่ค้าริมทางที่เคยฟังดูหนวกหู บัดนี้กลับไพเราะรื่นหูเป็นพิเศษ!
“ชั่วชีวิตนี้ หากได้สหายรู้ใจสักคนย่อมนับว่าเพียงพอแล้ว…”
เขาพึมพำถ้อยวาจาที่เหล่าบัณฑิตเฒ่ามักพูดติดปากอยู่เป็นนิจ และเป็นครั้งแรกที่เขาได้ลิ้มรสแห่งความหมายของมันอย่างแท้จริง
ที่แท้การได้พบพานผู้รู้ใจนั้น ช่างเป็นเรื่องที่ดีเช่นนี้เอง!
ยิ่งไปกว่านั้น ความคิดหนึ่งยังค่อยๆหยั่งรากแตกยอดขึ้นมาในใจเขา — สตรีผู้เยียบเย็นดุจจันทรา ซึ่งเขาได้เคยพบพานที่หอร้อยรสชาตินางนั้น จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับท่านเซียวเหยาเค่ออย่างแน่นอน! บางที…อาจจะเป็นคนเดียวกันก็ได้!
มิว่าจะเป็นท่านเซียวเหยาเค่อหรือแม่นางผู้นั้น เขาล้วนปรารถนาแรงกล้าที่จะได้ทำความรู้จักอย่างเป็นทางการ และถ่ายทอดความในใจของตนออกมาให้หมดสิ้น!
คุณชายจ้าวเช่นเขานั้น ย่อมเข้าใจหลักการเรื่องการใช้เงินเปิดทางมาโดยตลอด ภายใต้เงินรางวัลก้อนโตนี้ เขาเชื่อว่าย่อมต้องมีเสียงตอบรับกลับมาอย่างแน่นอน
เขาเคยเชื่อมั่นอยู่เต็มอกว่า วันรุ่งขึ้นตนย่อมได้พบกับ ‘เซียวเหยาเค่อ’ ผู้ลึกลับท่านนั้นเป็นแน่ และคงจะได้นั่งสนทนาถึงเรื่องชีวิตและอุดมคติกันอย่างออกรสออกชาติ
ทว่าเขาเฝ้ารอแล้วรอเล่า รอเสียจนเขาสามารถท่องเรื่องเขียนของเซียวเหยาเค่อได้ขึ้นใจแทบทุกอักษรแล้ว กระทั่งท่องย้อนจากท้ายไปต้นก็ยังทำได้ แต่ประกาศตั้งรางวัลนั่นกลับยังคงเงียบกริบ ประหนึ่งโยนหินลงสู่ผืนมหาสมุทร ไร้ซึ่งแม้เขาของข่าวคราว!
จนวันหนึ่ง ณ หน้าหอตำราซู่อวี้ กลับมีผู้คนมาต่อแถวยาวเหยียดไม่ขาดสาย — เซียวเหยาเค่อได้ออกผลงานชิ้นใหม่อีกแล้ว!
บัดนั้นเอง จ้าวหังจึงคล้ายตื่นจากห้วงภวังค์ พลันเข้าใจทุกสิ่งได้อย่างฉับพลัน รีบส่งยอดฝีมือในจวนออกไปอย่างไม่รั้งรอ ให้เฝ้าผลัดเวรกันซุ่มอยู่ใกล้หอตำราทั้งกลางวันและกลางคืน เขาสาบานกับตัวเองในใจว่า ครานี้อย่างไรก็จะต้องจับเซียวเหยาเค่อผู้ไปมาไร้ร่องรอยนี้ให้จงได้!
แต่ช่างน่าประหลาดนัก ทุกครั้งล้วนคลาดกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น! อีกฝ่ายมีการดำรงอยู่คล้ายภูตพรายไร้เงา มักหายวับไปอย่างไร้ร่องรอยก่อนที่คนของเขาจะทันได้เข้าล้อมวงปิดทางได้เสมอ!
แม้จ้าวหังจะหาได้มีหนวดเคราไม่ ทว่าเขากลับเดือดดาลเสียจนแทบ ‘เป่าเคราถลึงตา’มิว่าจะพยายามครุ่นคิดเท่าใด ก็ไม่อาจหาคำตอบได้
เซียวเหยาเค่อผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นเทพเซียนจากที่ใดกัน?! ฝีมือกลับสูงล้ำถึงเพียงนี้เชียวรึ? แม้แต่ยอดฝีมือชั้นหัวกะทิในจวนของเขา ก็ยังแตะมิได้แม้กระทั่งชายเสื้อของอีกฝ่าย?!
หรือว่า… จะเป็นนักฆ่าชั้นยอดจากองค์กรลับสักแห่ง?
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของจ้าวหัง มันก็ได้เติบใหญ่ลุกลามอย่างบ้าคลั่ง ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นว่ามีเหตุผลหนักแน่นนัก!
ย่อมมีเพียงผู้ที่ผ่านชีวิตระหกระเหินท่ามกลางคมดาบและเงากระบี่ เฉียดเป็นเฉียดตายมานับครั้งไม่ถ้วนเท่านั้น จึงจะสามารถเขียนเรื่องราวที่พลิกผันเร้าใจถึงเพียงนี้ได้! ส่วนสายตาที่มองทะลุจิตใจผู้คน และความเข้าใจลึกซึ้งต่อโลกมนุษย์นั้น ย่อมต้องผ่านการหล่อหลอมมาจากโลหิตและเปลวเพลิงเป็นแน่!
จ้าวหังตบต้นขาตนเองฉาดหนึ่ง ในที่สุดก็เข้าใจกระจ่างแจ้งสิ้นเชิงเสียที!
เขาพลันฮึกเหิมจนเลือดลมในกายพลุ่งพล่าน ในหัวถึงกับวาดเค้าโครงอนาคตเอาไว้เสร็จสรรพแล้ว
ครั้นได้พบคนผู้นี้เมื่อใด เขาจะต้องไถ่ถอนทำให้คนผู้นี้หลุดพ้นจากวันคืนที่ต้องเสี่ยงชีวิตกับคมมีด ซึ่งเช้ารอดบ่ายไม่รู้ตายหรือไม่เช่นนั้นเสียที!
เช่นนี้แล้ว ก็จะได้มีชีวิตที่สงบ สามารถแต่งเรื่องเขียนออกมาได้มากขึ้นและยอดเยี่ยมยิ่งกว่าเดิม! ไข่มุกล้ำค่าเช่นนี้มิควรถูกฝุ่นธุลีกลบจนหมองหม่น!
ต่อให้เมิ่งซีโจวคิดจนหัวแทบแตก ก็คงคาดไม่ถึงว่าความคิดอ่านของจ้าวหังจะโลดโผนเช่นนี้ ถึงกับปะติดปะต่อแต่งเรื่องชาติกำเนิดของนางขึ้นมาเองได้อย่างน่าสะท้านอารมณ์เพียงนี้ — เป็นภูมิหลังของนักฆ่าที่ฟังแล้วชวนให้ทอดถอนใจเสียยิ่งนัก
เมิ่งซีโจวยังคงลงมือเขียนอย่างต่อเนื่อง และเพียงหาเวลาว่างเป็นครั้งคราว เพื่อไปพบเจียงจี้เยว่กับบรรดาสาวใช้เท่านั้น
เมิ่งซีโจวเข้าใจหลักการที่ว่า ‘ของที่ได้มาง่ายจนเกินไป ผู้คนย่อมไม่รู้จักถนอม’ เป็นอย่างดี ในเมื่อคิดจะชักนำจ้าวหังเข้าสู่กระดาน และให้เขากลายมาเป็นหมากสำคัญตัวหนึ่งในมือนาง เช่นนั้นแล้วการปล่อยให้เขาเฝ้ารอคอยอย่างกระวนกระวายใจ อยากได้แต่มิอาจสมหวังเช่นนี้ ย่อมนับเป็นหนทางที่เขาจะต้องผ่าน
ทว่านับวันเวลาดูแล้ว ระดับไฟก็นับว่าพอดีได้ที่แล้ว
ถึงเวลา…จะต้องหย่อนเหยื่อล่อลงไปอีกสักหน่อย
เมิ่งซีโจวสวมผ้าคลุมหน้าอีกครา แล้วออกจากจวนไปอย่างเงียบเชียบ มุ่งหน้าไปยังหอร้อยรสชาติโดยตรง
ฝีเท้าของนางสม่ำเสมอไม่เร่งรีบ ก่อนจะนั่งลงยังตำแหน่งเดิม — มุมที่คราก่อนนางได้พบกับจ้าวหังนั่นเอง
วันนี้จ้าวหังยังคงถูกสหายเหลวไหลกลุ่มหนึ่งห้อมล้อมเช่นเคย ทั้งหมดพากันมาถึงหอร้อยรสชาติเหมือนเดิม
พูดตามตรง ที่เขายังฝืนมาที่นี่ได้ทุกเมื่อเชื่อวัน ก็ล้วนเป็นเพราะความอาลัยอาวรณ์ในกาลก่อนเข้าครอบงำโดยแท้
เมื่อก่อนเขาเคยลุ่มหลงการเล่านิทานในหอแห่งนี้นัก ทว่าภายหลังเมื่อได้พบเรื่องเขียนของ ‘เซียวเหยาเค่อ’ ซึ่งเปรียบดั่งหยกประดับทองเช่นนั้นแล้ว ผู้ใดเล่ายังจะเห็นการเล่าเรื่องในหออาหารแห่งนี้ ซึ่งคุณภาพต่ำช้าราวโคลนเลนที่แม้แต่สุนัขคาบแล้วยังคายทิ้งอยู่ในสายตาอีกเล่า?
แต่ถึงกระนั้น เรื่องเล่าตามสถานที่อื่นในเมืองหลวงกลับยิ่งมิอาจทนฟังได้มากกว่า อีกทั้งอาหารที่นี่ก็มีรสชาติถูกปากเขาไม่น้อย เหตุนี้จึงคร้านจะเปลี่ยนไปที่อื่นอีกแล้ว
เขาก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายไร้อารมณ์ บนเวทีนั้น ท่านผู้เฒ่าเล่านิทานกำลังพ่นจนน้ำลายปลิวว่อน เล่าเรื่องเดิมที่ครั้งก่อนเขาได้พบพานสตรีนางนั้นอย่างออกรสออกชาติ
กระดูกของเฒ่าผู้นี้ช่างแข็งแกร่งนัก ทั้งยังดื้อดึงเสียยิ่งกว่าอะไร ยืนกรานจะเล่าตอนจบคร่ำครึแบบเดิม ฟังแล้วให้รู้สึกบาดหูยิ่งนัก
จ้าวหังเบะปากอย่างดูแคลน สายตาเคลื่อนจากบนเวทีออกไปอย่างไม่ใส่ใจ แล้วกวาดมองผู้คนในหอร้อยรสชาติที่กำลังทำเสียงอึกทึกครึกโครมตามความเคยชิน
เพียงแต่ครานี้ เมื่อเขาปรายหางตากวาดมอง!
เขาก็แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง!
เงาร่างที่ทำให้เขาเฝ้าฝันคะนึงถึง ยามกินมิได้กิน ยามนอนมิได้นอน เฝ้าแต่ตามหาเท่าใดก็ไม่พบผู้นั้น บัดนี้กลับปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาอีกคราแล้ว!
ประหนึ่งกล้วยไม้ล้ำค่าซุกซ่อนในหุบเขาลึก แย้มบานเงียบงันท่ามกลางความอึกทึกจอแจ!
เพียงชั่วขณะนั้นเอง หัวใจของจ้าวหังก็พลันเต้นระรัวรุนแรง!