พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่95 โดนตบจนหน้าสั่นสมองสะเทือน!
บทที่95 โดนตบจนหน้าสั่นสมองสะเทือน!
เมิ่งซีโจวใคร่ครวญอยู่ในใจ ด้วยอุปนิสัยของฮ่องเต้แล้ว เกรงว่าย่อมไม่ปล่อยให้ฝ่ายใดได้อยู่เป็นสุขแน่ จึงคาดเดาได้ไม่ยากว่า ทุกฝักฝ่ายย่อมต้องส่งคนของตนออกมารับภารกิจนี้กันถ้วนหน้า
แม้ท้ายที่สุดเรื่องนี้จะถูกยกเลิกไป ทว่าระหว่างที่มันยังคงอยู่ ก็ใช่ว่าจะนำมาใช้ประโยชน์อันใดมิได้
ขอเพียงมีหมากในมือสักตัว ย่อมพอจะปลุกกระดานหมากทั้งกระดานให้มีชีวิตขึ้นมาได้
และขอเพียงมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพียงน้อยนิด เมิ่งซีโจวย่อมมั่นใจว่าจะสามารถคว้าจับไว้ แล้วจะพลิกจากการต่อสู้ที่ตนเป็นฝ่ายสิ้นหวัง ให้มาเป็นการต่อสู้ที่ตนเป็นฝ่ายได้เปรียบได้อย่างแน่นอน
นางแสร้งทำเป็นทอดถอนใจแผ่วเบาออกมาด้วยความเสียดาย
“ใช่แล้ว… หากพี่รองมิได้หายสาบสูญไปเสียก่อน ด้วยความสามารถของพี่รองแล้ว ศึกครั้งนี้เขาย่อมต้องเปล่งประกายเจิดจ้าอย่างยิ่งแน่นอน ไม่เพียงจะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระให้แก่ท่านพ่อได้ พี่รองยังจะสามารถสร้างเกียรติยศชื่อเสียงสูงสุดให้แก่จวนโหวได้อีกด้วย ช่างน่าเสียดายนัก…”
เมื่อเมิ่งชินรุ่ยได้ฟังดังนั้น หัวใจของเขาก็ยิ่งปวดร้าวอย่างสุดแสนจนแทบจะทนต่อไปไม่ได้ หากเขาไม่สามารถส่งผู้ใดไปได้ นอกจากจะถูกฮ่องเต้เพ่งเล็งกลั่นแกล้งแล้ว ยังจะต้องถูกคนอื่นขโมยความดีความชอบทางทหารไปด้วย!
เมิ่งซีโจวเปลี่ยนประเด็นสนทนาได้อย่างแนบเนียน
“จะว่าไปแล้ว ก็เพราะเรื่องที่พี่รองหายสาบสูญไปนี่เอง จึงได้ทำให้อนุหลิวต้องตรอมใจจนล้มป่วย ถึงตอนนี้ร่างกายของนางก็ยังไม่เคยฟื้นกลับมาดีเลย ก่อนหน้านี้หลายวันตอนที่ลูกไปเยี่ยมนางที่เรือน สติของนางยังนับว่าแจ่มชัดอยู่บ้าง แต่วันนี้เมื่อไปเยี่ยมนางอีกครา…”
เมิ่งซีโจวแสร้งทำเป็นหยุดเล็กน้อย แล้วขมวดคิ้วแน่นเข้าหากัน คล้ายกำลังหวนระลึกถึงภาพเหตุการณ์ที่ชวนให้ผู้คนรู้สึกไม่สบายใจ
“นางกลับเอาแต่พูดจาพร่ำเพ้ออีกแล้ว! ประเดี๋ยวก็ร่ำไห้อ้อนวอนว่า ‘ฮูหยินได้โปรดไว้ชีวิต’ ประเดี๋ยวก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพึมพำว่า ‘ข้าไม่มีวันปล่อยเจ้าไปแน่ฮูหยิน’… เฮ้อ อาการป่วยของอนุหลิวนับวันยิ่งหนักขึ้นทุกทีจริงๆ”
นางเงยหน้าขึ้นมองไปยังเมิ่งชินรุ่ย
“ท่านพ่อ มิใช่ว่าท่านได้ชดเชยแทนท่านแม่ไปแล้วรึเจ้าคะ? ลูกเชื่อว่าท่านแม่เองก็คงจะสำนึกผิดจากใจจริงนานแล้วเช่นกัน และย่อมอยู่ร่วมกับอนุหลิวอย่างปรองดอง รักใคร่ดุจพี่น้องเป็นแน่แท้ และที่อนุหลิวเป็นเช่นนี้… ก็คงเพราะป่วยจนเลอะเลือนสติไม่อยู่กับร่องกับรอยเอง จึงได้กล่าววาจาเหลวไหลเช่นนั้นออกมากระมังเจ้าคะ?”
เมิ่งซีโจวกล่าววาจาที่ดูประหนึ่งมิได้ใส่ใจ ทว่าแท้จริงแล้วทุกถ้อยคำล้วนเชือดเฉือนถึงขั้วหัวใจ และทุกประโยคล้วนประหนึ่งสายอัสนีที่ฟาดเปรี้ยงลงกลางศรีษะของเมิ่งชินรุ่ย!
เบาะแสที่กระจัดกระจายทั้งหลายทั้งมวล รวมถึงจุดน่าสงสัยที่ถูกจงใจทำให้เขามองข้าม ในห้วงขณะนี้ ทั้งหมดกลับถูกบีบให้ร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างฉับพลัน!
ฮูหยิน! เป็นเจ้านั่นเอง!
มิน่าเล่า จู่ๆจิ่งหมิงจึงได้หายตัวไป! ต้องเป็นฝีมือของสตรีอสรพิษผู้นี้เป็นแน่! บางทีอาจเป็นเพราะหนานอี้คงไปล่วงรู้แผนชั่วของนางเข้า จึงพลอยถูกนางลงมือปิดปากไปด้วยอีกคน ถึงกับใส่ร้ายป้ายสีบุตรีคนโปรดของตนว่าหนีตามจิ่งหมิงไป ถึงกับยอมสละสายใยแม่ลูก เพียงเพื่อรักษาตำแหน่งฮูหยินเอกแห่งจวนโหวเอาไว้!
เป็นนาง! ที่ทำให้จิ่งหมิงต้องตาย! เป็นนางที่ตัดหน่อทำลายขุนพลเพียงหนึ่งเดียวของจวนจงหย่งโหว!
เป็นนางที่ตัดทอนความหวังจะพาจวนจงหย่งโหวให้รุ่งโรจน์ยิ่งกว่าเดิม! เป็นนางที่ทำลายอนาคตของจวนโหวแห่งนี้จนสิ้น!
เพลิงโทสะรุนแรงถาโถมเข้าใส่ จนทำลายสติสัมปชัญญะเฮือกสุดท้ายของเมิ่งชินรุ่ยสิ้นในชั่วพริบตา! ความอัดอั้นคับแค้นจากการถูกช่วงชิงความดีความชอบทางทหาร ความคลุ้มคลั่งจากการถูกตัดเส้นทางขุนนางในอนาคต และความอัปยศอดสูที่ถูกคนข้างหมอนทรยศหลอกลวง ล้วนพวยพุ่งออกมาดุจลาวาร้อนเดือดพล่าน เผาผลาญความสามารถในการไตร่ตรองของเขาจนหมดสิ้นไม่มีเหลือ!
“ช่างเป็นสตรีอสรพิษโดยแท้!”
เมิ่งชินรุ่ยฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะตำราอย่างแรง เสียงดังสนั่นลั่นเสียจนหมึกที่เหลืออยู่ในแท่นฝน ยังถึงกับกระเซ็นหกออกมา
เขาไม่อาจข่มกลั้นโทสะที่กำลังพลุ่งพล่านนี้ได้อีกต่อไป พลันลุกพรวดขึ้นยืน โดยไม่แม้แต่จะเอ่ยอธิบายอันใดกับเมิ่งซีโจวสักคำ จากนั้น ก็สาวเท้าก้าวออกจากห้องตำราตรงดิ่งไปยังเรือนโยวหลานอย่างรีบร้อน
และช่างบังเอิญเสียยิ่งกว่าบังเอิญ… ภายในเรือนโยวหลานยามนี้ ฮูหยินเมิ่งกำลังลงโทษอนุหลิวอยู่พอดี!
ฮูหยินเมิ่งมิเคยออกรบโดยปราศจากการเตรียมพร้อมไว้ก่อน นางกล้าเรียกอนุหลิวมาลงโทษถึงเรือนของตนเช่นนี้ แน่นอนว่าย่อมเป็นเพราะคิดหาข้ออ้างเอาไว้ก่อนแล้ว ต่อให้เมิ่งชินรุ่ยมาถึงที่นี่ด้วยตนเอง ก็ยากที่จะช่วยนางได้!
การลงโทษอนุหลิวครานี้ ฮูหยินเมิ่งทำอย่างเปิดเผย ชอบธรรม ตรงไปตรงมา นางก็แค่ใช้อำนาจในฐานะฮูหยินเอกที่ปกครองดูแลความเรียบร้อยภายในเรือนหลังเท่านั้น จะมีความผิดได้อย่างไรกัน?
ฮูหยินเมิ่งทอดสายตาจากเบื้องสูง จ้องมองอนุหลิวที่กำลังอ่อนแรงจนแทบประคองร่างตนเอาไว้ไม่ได้เต็มที แววตาทั้งสองของนางเต็มไปด้วยความเพลิดเพลินยินดี ในยามที่จ้องมองเหยื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอด
อนุหลิวถูกลงโทษให้คุกเข่า เดิมทีร่างกายของนางก็ยังอยู่ในระหว่างล้มป่วย คุกเข่าได้เพียงครู่เดียวก็แทบจะฝืนทนต่อไปไม่ไหวแล้ว แต่ครั้นเมื่อร่างเอนเอียงแม้เพียงเล็กน้อย ซิ่วหลานก็จะเดินไปอีกด้าน แล้วฟาดไม้ไผ่ตีกลับให้ร่างของนางกลับมาตั้งตรงดังเดิม
แต่กระนั้นก็ยังอุตส่าห์อ้างอย่างหน้าชื่นตาบานว่า
“บ่าวเพียงช่วยให้อนุหลิวคุกเข่าได้ตรงเท่านั้นเองเจ้าค่ะ อย่างไรเสีย อนุต่ำต้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าฮูหยินเอก ย่อมจะเสียกิริยามิได้เด็ดขาดนะเจ้าคะ”
อนุหลิวเพียงกัดฟันทนรับ มิได้เอื้อนเอ่ยวาจาใดออกมาแม้สักคำ
สิ่งที่นางพอจะทำได้ในยามนี้ นางล้วนทำไปจนหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ นางทำได้เพียงแค่เชื่อมั่นในตัวคุณหนูใหญ่ และ… จำต้องเฝ้ารอคอยต่อไปเท่านั้น
แต่ผู้ใดจะคาดคิดเล่า ว่าคนที่มาถึงกลับมิใช่คุณหนูใหญ่ หากแต่เป็นประมุขแห่งจวนโหว!
เมิ่งชินรุ่ยผลักประตูเรือนเข้ามาโดยตรง ฮูหยินเมิ่งที่เพิ่งจะอ้าปากดุด่าออกไปไม่ทันไร
“เหตุใดจึงไร้กระเบียบถึงเพียงนี้!” แต่เมื่อเห็นเมิ่งชินรุ่ยก้าวเข้าเรือนมาด้วยสีหน้าโมโหเดือดดาล ก็พลันรีบลุกขึ้นยืนทันที
ระหว่างที่เมิ่งชินรุ่ยเดินตรงเข้ามาหานาง นางเองก็รีบก้าวตรงเข้าไปหาอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน
“ท่านพี่ ท่านมาได้อย่างไร…”
เมิ่งชินรุ่ยหาได้พูดพล่ามใดๆอีก เงื้อแขนขึ้นแล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของฮูหยินเมิ่งหนึ่งฉาดอย่างแรงทันที
ฝ่ามือนี้ ปรากฏว่าไร้ซึ่งการยั้งแรงแม้เพียงนิด คำว่าเยื่อใยยิ่งไม่มีหลงเหลือให้แม้เพียงครึ่งของเศษเสี้ยว
ฮูหยินเมิ่งถูกตบจนล้มกลิ้งตลบ! ร่างทั้งร่างล้มพับลงไปกองกับพื้นทันใด นางยกฝ่ามือขึ้นกุมแก้มที่บวมเป่งอย่างรวดเร็ว หูทั้งสองข้างพลันอื้ออึงเพราะแรงตบนั้น ทำให้ได้ยินสิ่งใดไม่ชัดเจน สติสัมปชัญญะก็พลอยเลือนรางลงหลายส่วน
ฮูหยินเมิ่งหาได้มีโอกาสตกตะลึงเช่นนี้บ่อยนัก นางเงยหน้าขึ้นมองเมิ่งชินรุ่ย ผู้ซึ่งเป็นคนลงมือตบหน้าตนฉาดใหญ่ ทว่ากระแสความเดือดดาลบนใบหน้าของเขากลับมิได้ลดทอนลงแม้เพียงครึ่ง นางจึงตระหนักได้ในบัดดลว่า เห็นทีจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแล้วเป็นแน่!
หรืออนุหลิวจะสามารถเสาะหาหนทางส่งข่าวลับไปให้เมิ่งชินรุ่ยได้แล้วกระมัง? อีกทั้งเมิ่งชินรุ่ยยังใส่ใจอนุหลิวถึงเพียงนี้ ถึงขั้นลงมือทำร้ายนางเพราะอีกฝ่ายด้วย!
แต่เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน หากเมิ่งชินรุ่ยล่วงรู้ ‘ความจริง’ แล้ว เขาย่อมจะต้องยิ่งรู้สึกผิดต่อนาง บางทีอาจถึงขั้นรังเกียจเดียดฉันท์ตระกูลหลิวเลยเสียด้วยซ้ำ และหากครั้งหน้าอนุหลิวไปขอความช่วยเหลืออีก ย่อมต้องไร้การตอบรับจากเขาอย่างแน่นอน
ฮูหยินเมิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกอยู่หลายครา กว่าจะสงบจิตสงบใจลงได้บ้าง แล้วน้ำตาก็พลันเอ่อคลอเต็มเบ้า นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
“ท่านพี่… เหตุใดท่านจึงไม่แยกแยะผิดชอบชั่วดี ไฉนจู่ๆก็ลงมือทันทีโดยไร้เหตุผลเช่นนี้เล่า การที่ข้าลงโทษอนุหลิวนั้น ล้วนต้องมีเหตุมีผลทั้งสิ้น!”
แต่คิดไม่ถึงว่า เมิ่งชินรุ่ยไม่เพียงไร้เจตนาจะฟังคำอธิบายของนาง กลับยกมือขึ้นฟาดใส่ใบหน้าของนางอีกฉาดใหญ่!
“หุบปาก!”
ครานี้ฮูหยินเมิ่งถูกตบสุดแรงจนใบหน้าถึงกับสั่นสะท้านสมองสะเทือน! เกิดอาการงุนงงปวดศรีษะขึ้นมาอย่างเฉียบพลันจริงๆแล้ว!